Ring of fire 16
Chapter 16
close to you.
มันอยู่ไหนนะ!
เรียวคิ้วบางมุ่นเข้าหากันเสียจนคิ้วกลายเป็นเส้นเดียว
ริมฝีปากบางเม้มเข้าและคลายออกเป็นระยะ ปลายนิ้วเรียวเล็กขาวสะอาดคว้าผ้านวมหนาขึ้น
กวาดตามองโดยรอบ แต่ก็ไม่เจอของที่ต้องการ
คาเมนาชิ คาซึยะ กำลังวุ่นวายเหลือเกินกับการหาของ...
ของสำคัญที่หายไปเมื่อคืน...
หนุ่มน้อยรื้อหมอนเสียกระเจิง ต่อด้วยการค้นโต๊ะข้างเตียง
ตามด้วยชั้นหนังสือที่ตั้งอยู่อีกมุมห้อง
อยู่ไหนนะ!!
จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เห็นมันคือตอนที่เก็บไว้ใต้เสื้อคลุม
ก่อนออกไปกับจินเมื่อวาน...
ไม่รู้ตัวว่าหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีก็ตอนตื่นมาเมื่อเช้าบนเตียงในห้องนอนที่คุ้นเคย...
ทั้งๆที่กำลังโผบินในความฝันกับจินและริวฮะ แต่ไหงตื่นบนเตียงได้น้า...
ถ้าเดาไม่ผิด..ก็คงเป็นกษัตริย์หนุ่มผู้เย็นชาเป็นคนพาคาซึยะมาแน่...
น่าอายชะมัด...กี่ครั้งแล้วนะที่คาซึยะทำตัวเหมือนเด็กให้จินคอยดูแล
ร่างบางคิดพลางยกมือลูบแก้มตัวเอง...ทำไมมันร้อนวูบแบบนี้นะ!
บ้านะ! อย่ามัวแต่ยืนเขินแบบนี้สิ
ต้องรีบหาของให้เจอ...ถ้ามีคนมาเจอเข้าก่อนละก็...โอ้ย จะต้องถูกหาว่าเล่นเป็นเด็กแน่เลย
แถมยังเป็นเด็กผู้หญิงด้วยสิ !!
ร่างบางก้มลงสอดส่องใต้ตู้ ควานมือหาให้ควั่กก่อนเปลี่ยนเป้าหมายไปรื้อตู้เสื้อผ้า
แต่ด้วยความไม่ระวังของเจ้าตัว ตู้ใบใหญ่ที่ถูกทิ้งสั่นคลอนจนทำท่าจะล้มลงมา
"เหวอออ....!!!!"
เด็กหนุ่มได้แต่ยืนนื่งหลับตาปี๋ รอรับชะตากรรม
ถึงแม้เวลาจะผ่านไปเป็นนาที แต่ไม่มีวี่แววที่ตู้ใบใหญ่จะล้มทับคาซึยะเลย
เงามืดที่เล็ดลอดเข้าสู่นัยน์ตา ทำให้คาซึยะลืมตาขึ้นมา
และแผ่นหลังกว้างคลุมด้วยอาภรณ์สีดำขลับ ร่างสูงใหญ่ที่บดบังไว้นี้เองต้นเหตุของเงามืด
และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ตู้เสื้อผ้าใบนั้นกลับไปอยู่ในที่ของมัน ไม่เขชื้อน หรือมีท่าทีโงนเงนเหมือนเมื่อครู่
"เจ้านี้ชอบหาเรื่องใส่ตัวจริง วุ่นวายแต่เช้าเชียว"
คาซึยะมองรอยยิ้มมุมปากของจินอย่างไม่ชอบใจ
ริมฝีปากบางเชิดขึ้นน้อยๆ พอบอกให้รู้ว่าหนุ่มน้อยกำลังขัดเคือง
"ข้าเปล่าหาเรื่องใส่ตัว แล้วก็ไม่ได้วุ่นวายด้วย"
เจ้าตัวเล็กว่าเสียงแหลม ก่อนสะบัดหน้าใส่อย่างถือดี
ถ้าเป็นคนอื่นจินคงบีบคอตายคามือไปแล้ว แต่นี้เป็นคาซึยะสินะ จินถึงได้ยิ้มขันออกมา
"หากเจ้าชายน้อยไม่ได้วุ่นวายแล้วละก็...ตู้ใบนี้ก็คงหาเรื่องจะล้มทับเจ้าเองสินะ"
ริมฝีปากบางเผยอค้างชั่ววินาที นัยน์ตาสดใสเป็นประกายส่งสายคาเชือดเชือนจิน
คาซึยะถอยไปนั่งบนเตียง เมื่อไม่รู้จะเถียงจินยังไง...
"ว่าแต่ทำไมจู่ๆถึงได้ยืนให้ตู้ล้มใส่ตัวเสียละ?"
ร่างสูงยิ้มล้อเลียนไม่เลิก สร้างความไม่พอใจให้คาซึยะอย่างมาก
เด็กหนุ่มเม้มปากแน่น มองจินด้วยหางตา ดูเอาเถอะคนอะไร...ชอบล้ออยู่ได้
"ใครที่ไหนเขาจะทำบ้าๆแบบนั้นเหล่า"
"ก็เจ้าชายน้อยของข้านี้ไง"
แก้มบางใสร้อนผ่าวขึ้น ไม่ชอบเลยเวลาได้ยินเสียง ทุ้มต่ำของจินเอ่ยเรียกด้วยคำว่า...เจ้าชายน้อยของข้า...
เพราะมันทำให้หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก...
"ข้ากำลังหาของนิ..."
คาซึยะก้มหน้า และตะโกนบอกตัวเองให้เลิกทำตัวงี่เง่าแบบนี้เสียที
ตอนนี้จินกำลังล้อเล่นกับเขา และคาซึยะสมควรที่จะแสดงอาการโกรธ ไม่ใช่มัวแต่ขลาดเขินแบบนี้!!
"หาของ?..."
"อืม..."
ร่างสูงขยับเข้ามาใกล้จนหยุดยืนหน้าร่างบอบบาง
มือที่ใหญ่กว่ามากกุมมือคาซึยะไว้ และจับมันขึ้นมา
ท่ามกลางความเงียบทั้งมวล...
ร่างสูงทรุดลงคุกเข่าตรงหน้าคาซึยะ...
สายลมอ่อนละมุมในฤดูหนาวไม่หนาวเย็นเช่นเคย
หากแต่อ่อนโยน อบอุ่นยิ่งกว่าแสงอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิ...บางที มันร้อนราวกับแดดจ้าในฤดูร้อนเสียมากกว่า
คาซึยะประหลาดใจ เพียงชั่วครู่ก่อนที่ความสงสัยทั้งมวลจะสลายไป
เพราะเมื่อสบตากับเนตรซาตานสีดำสนิทก็แทบจะหยุดหายใจ
ริมฝีปากบางสั่นน้อยๆ คาซึยะรู้สึกร้อนผ่าวจากลำคอสู่แก้ม และลามไปทั่งตัว
หวังว่ามือน้อยๆที่ถูกกอบกุมอยู่นั้นจะไม้ร้อนจนจินผิดสังเกตุ
"ของที่เจ้ากำลังหา...คือสิ่งนี้หรือเปล่า?"
มือใหญ่ยกมือน้อยขึ้น คลายนิ้วเล็กๆทั้งหาออก
ประกายแสงแพรวพราวระยับตาปรากฏขึ้น...จากเกร็ดละอองเปล่งประกายวาว
ค่อยรวมตัวกันเป็นกลุ่มบนฝ่ามือขาวนวล...ประกายแสงสดใสนั้นค่อยจางหายไป
ในชั่ววินาทีที่ช่างตื่นตาตื่นใจของคาซึยะ นัยน์ตาคมเฝ้ามองปฏิกิริยาเด็กหนุ่มด้วยความรู้สึกเต็มตื้น
ดอกไม้หอมที่ถูกจักช่อเกี่ยวกับเถาวัลย์ ร้อยเรียงเป็นวงบนฝ่ามือน้อย
ดวงตาสีชาเบิกกว้างอย่างตื่นเต้น รอยยิ้มงดงามบนใบหน้าคาซึยะแทนทุกคำพูดที่จะมอบให้จิน
"อยู่กับท่านนี้เอง..."
"เปล่า...ความจริงแล้วสิ่งที่เจ้าซ่อนไว้ใต้เสื้อคลุมมันหล่นหายไประหว่างทางกลับวัง"
"เห..."
คาซึยะลากเสียงยาวด้วยความสงสัย เอียงคอมองจินตาแป๋ว
"มันหล่นไปตอนริวฮะบินผ่านพายุหิมะ ข้าเองก็คว้าไว้ไม่ทัน
หากจะลงไปเก็บข้างล่างก็กลัวเจ้าจะแข็งตายเสียก่อน"
"ไม่เป็นไรหรอก...ข้าแค่ทำเล่นเฉยๆ มันไม่สำคัญขนาดนั้นหรอก"
คาซึยะหลบสายตาจิน ไม่อยากให้จินเห็นสีหน้าเก้อๆของเขา
นี่จินคงกำลังคิดว่าคาซึยะเป็นเด็กแน่ๆ
แถมยังหน่อมแน้มทำมงกุฏดอกไม้ เล่นเป็นผู้หญิงอายุไม่ถึงห้าขวบไปได้
"ส่วนอันนี้ถือว่าข้าใช้คืนให้เจ้านะ"
จินมองดอกกุหลาบที่งดงามด้วยเวทย์มนต์ที่สรรค์สร้าง
"ดอกไม้พวกนี้จะสดตลอดกาลไม่มีวันเสื่อมสลาย...
เว้นแต่เจ้าของผู้เสกมันขึ้นมาจะอ่อนกำลังหรือตาย จึงจะสลายไป"
"จิน..."
"อืม..."
"ขอบคุณนะ..."
ใบหน้าคมสันที่เคยวางเฉยแย้มยิ้มบางๆ สายตาเฉยชาเป็นประกายจ้าด้วยความอ่อนโยน
หัวใจดวงน้อยเต้นรัวด้วยความยินดี
หากแต่ในนั้นปะปนความรู้สึกแสนเศร้า วูบหนึ่งที่คำพูดของอีกฝ่ายกระตุ้นบางอย่างในกายให้ลุกโชน
ความหวาดกลัว...
.................................................................................
ร่างโปร่งในเสื้อคุลมขนสัตว์หนา เคลื่อนกายฝ่าพายุหิมะด้วยความเชื่องช้า...
หากเป็นนิชิกิโด เรียว คนเดิมการเดนในพายุก็ไม่ได้หนักหนาไปกว่าสภาพอากาศปกติเท่าไหร่
หากแต่สภาพจิตใจชายหนุ่ม การก้าวขาแต่ละครั้งช่างยากเย็นเหลือเกิน
ชาตั้งแต่หัวจรดเท้า
แต่ที่สาหัสสุดคงไม่พ้นก้อนเนื้อที่เต้นระริกในกาย
นัยน์ตาสีเข้มทอดมองรองเท้าที่ย่ำลงบนพื้นหิมะหนา
ร่างโปร่งห่างจากที่นั้นออกไปเรื่อยๆ ไกลขึ้น ไกลขึ้น...
เขาได้แต่คิดว่าสิ่งที่เขาทำนั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง...
ถูกต้องที่สุดสำหรับคนอย่างเขา...ที่จะสามารถทำให้กับฮิโรกิได้...
ใช่ว่าอยากจะเดินหนีออกมาเงียบๆแบบนี้
แต่หากต้องยืนอยู่ตรงนั้น ทนรับสายตาเชือดเชือนจากฮิโรกิแล้วละก็
การแอบหนีออกมายามหนุ่มน้อยหลับใหลไป...นั้นแหละคือสิ่งที่เรียวเลือก
เขาทิ้งข้าวของทุกสิ่งไว้ที่นั้น เดินออกมาตัวเปล่า
ไม่มีสิ่งใดติดตัวมาแม้กระทั่งหัวใจ...
หัวใจที่อ่อนล้ายังคงสั่นระริก
เมื่อนึกถึงดวงตากลมโตมองมาด้วยความรู้สึกว่างเปล่า...
..............................................................................
ลิเวนเดลล่าดูแคบไปถนัดตา เมื่อผู้คนมากหน้าหลากตาเดินทางมารวมตัวกันที่นี้
ไม่นับรวมกองทัพจากหลายเผ่าพันธุ์ที่ตั้งค่ายชุมนุมกันอยู่ในป่าตลอดรอบเขตอาณาจักร
ทั้งอมนุษย์ เทพารักษ์ เอลฟ์ ภูติ คนแคระ และสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจระบุได้แน่ชัด
เป็นเรื่องน่าประหลาดนัก หลังจากสิบปีที่ถูกไอเซนกาดบุกรุกและยึดครอง
ความหวาดกลัวแพร่กระจายเหมือนโรคระบาด แต่เพราะคนๆเดียว...
ก็สามารถสร้างความมั่นใจและรวบรวมกำลังพลได้มากพอที่จะลบล้างไอเซนกาดจากแผนที่โลกได้
ชายหนุ่มร่างสูงในเสื้อคลุมสีสว่าง ยืนมองอาณาจักรเบื้องล่างจากหน้าผาสูง
หน้าผาที่เคยเป็นน้ำตก แต่ตอนนี้น้ำถูกความหนาวทำให้แปรเปลี่ยนเป็นน้ำตกที่หยุดนิ่ง
ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มด้วยความพึงใจ ขณะที่สายตามองไปรอบบริเวณ
ริ้วธงหลากแบบพลิ้มตามลม ปักอยู่บนพื้นหิมะ ค่ายทหารที่ตั้งพำนักอยู่รอบเมืองกินบริเวณพท้นที่ป่าไปไกล
หากจะให้นับจำนวนพลของกองทัพครั้งนี้แล้ว เป็นที่น่าพอใจมากทีเดียว...
ระวังให้ดีเถอะอาคานิชิ
รอให้พายุสงบเมื่อไหร่ ข้านี่แหละจะนำทัพไปฆ่าเจ้า!
ยูอิจิสะกดใจที่ร้อนดั่งเพลิงไว้ พลางคิดถึงใบหน้าของอาคานิชิยามถูกลงทัณฑ์ด้วยความตาย...
ความตายที่ยูอิจิพร้อมจะมอบให้จินทุกเมื่อ...
ฉับพลันที่ใบหน้าขาวนวลปรากฏขึ้นในความคิด เสียงหัวเราะของน้องชายตัวเล็กที่ช่างสดใส
จนถึงเวลานี้แล้ว...ไม่รู้ว่า คาซึยะจะเป็นเช่นไรบ้าง...
นึกถึงคำพูดสุดท้ายของคาซึยะแล้วยิ่งปวดร้าว
เสียงร่ำไห้ กระเสือกกระสนจะข้ามประตูมิติมาหาเขา
น้ำตาที่อาบแก้มใส ทั้งร้องทั้งตะโกน เรียกหายูอิจิ
คาซึยะ...รอหน่อยนะ พี่กำลังจะไปช่วยเจ้าแล้ว...
มือที่เล็กกว่าแตะลงบนท่อนแขนแผ่วเบา
แต่นั้นก็ทำให้ยูอิจิที่หลงอยู่ในภวังค์สะดุ้งได้ง่ายๆ
"โทโมะ..."
"อืม...คิดอะไรอยู่หรอ?"
เอลฟ์น้อยเอียงคอมองด้วยดวงตากลมโต
ยูอิจิทอดสายตามองไปยังด้านล่างอีกครั้ง
"ไม่มีอะไร..."
โทโมะทำหน้าตาสงสัย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เอลฟ์น้อยใต้อาภรณ์สีฟ้าอ่อนขยับเข้ามายืนข้างร่างสูง
"คนพวกนี้เต็มใจมาทั้งๆที่รู้ว่าอาจจะไม่มีวันได้กลับบ้านอีก...ข้าไม่ชอบสงครามเลย"
มือน้อยยกขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองแผ่วเบา
ยูอิจิมองเสี้ยวหน้าของเอลฟ์น้อย ยากที่จะหาคำพูดใดมาปลอบโยน
ในเมื่อความคิดของเขาตรงข้ามกับโทโมะโดยสิ้นเชิง
ยูอิจิปรารถนาสงครามในครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะต้องการเห็นความตาย
หากแต่เพราะความแค้นและชีวิตน้องชายเป็นเดิมพัน
"ยูอิจิ...สัญญากับข้านะ ว่าท่านจะไม่ตาย"
คำพูดแผ่วนั้นทำเอายูอิจิชา นัยน์ตากลมโตที่มองมาเต็มไปด้วยความหมายอย่างแปลกประหลาด
สายลมหนาวยะเยือกวนเวียนรอบสองกาย ส่งเสียงครวญครางราวกับทรมานแสนสาหัส
"อือ..."
ชายหนุ่มรับคำสั้นๆ ก่อนจะยิ้มนุ่มนวลให้โทโมะเบาใจ
"จริงๆนะ"
ยูอิจิยิ้มหวาน รวบร่างเอลฟ์น้อยเข้ามาแนบอก มือใหญ่ลูบไล้แผ่นหลังนุ่มนวลนั้น
ริมฝีปากอุ่นจุมพิตใบหูขาวสะอาดซ้ำเล่า
"เจ้าเป็นเจ้าของชีวิตข้า จำไม่ได้หรือโทโมะ...ข้าเคยตายไปครั้งหนึ่งแล้ว...
แต่เจ้าก็นำข้ากลับมา...ข้าจึงต้องรักษาชีวิตนี้ไว้เพื่อเอลฟ์น้อยของข้า"
น้ำเสียงเย็นๆของยูอิจิช่วยให้เบาใจได้ ถึงแม้จะเพียงน้อยนิดก็ตามที...
เอลฟ์น้อยก้มหน้าลงช้าๆ ซบกับบ่ากว้างด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย
กลืนน้ำลายอย่างยากลำบากก่อนจะเอ่ยออกมาว่า
"ท่านพี่จุนให้มาบอกว่า ตอนนี้พายุสงบแล้วและ....พรุ่งนี้จะยกทัพไปไอเซนกาด..."
สาวลมเยือกเย็นพัดผ่าน ทำให้หัวใจรู้สึกราวกับถูกแช่แข็ง
แต่อีกหัวใจกลับร้อนระอุด้วยไฟแค้น...
..............................................................................
แสงเทียนนวลอ่อนจากตะเกียงแก้วสลักลายวิจิตรทอแสงสีส้มจางๆในค่ำคืนยามลมหนาวยังพัดวน
แสงอ่อนนวลนั้นสร้างบรรยากาศในห้องทำงานสีแดงเพลิงให้แลดูอ่อนโยนอย่างประหลาด
ท่ามกลางชั้นหนังสือสูงที่เรียงรายอยู่รอบห้อง ชายหนุ่มร่างสูงยังคงนั่งอิงเก้าอี้นวมบุด้วยหนังสีแดงเลือดหมู
และยังจดจ้องแผนที่โลกสามมิติที่สามารถมองได้ทุกมุม ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ด้านหน้า
เหนือผืนแผ่นสีดำขวับที่วางบนโต๊ะ ปรากฏลำแสงสีเขียวเส้นเล็กจำนวนมาก
แต่ละเส้นตัดกันกลางอากาศด้วยมุมองศาที่ต่างกัน กลายเป็นภาพที่สามารถเห็นได้ทุกมุมมอง
ภาพบ้านเรือนริมธารน้ำแข็ง สะท้อนภาพให้ชายหนุ่มเห็น
คิ้วเรียวขมวดน้อยๆและคลายออก เช่นนี้ซ้ำเล่า บ่งบอกอารมณ์ไม่คงที่ของเขาได้ดี
ชั่วอึดใจี่เขากำลังเคี่ยวสมองคิดอย่างหนักนั้น ประตูห้องที่ปิดล๊อคอย่างดีก็เปิดขึ้น
แอ้ด...
คิ้วเข้มมุ่นเข้าหากันด้วยความเคืองใจ อาคานิชิ จินก้มหน้าลง จัดการเก็บภาพแผนที่บนโต๊ะด้วยมนต์สองสามคำ
ใครกันนะที่มาเยี่ยมเยือนยามวิกาล หนำซ้ำยังอุกอาจเข้ามาในห้องส่วนตัว
ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม มันจะได้เห็นดีที่มารบกวนยามที่เขากำลังใช้ความคิดเช่นนี้
"เจ้านี่เอง..."
จินกล่าว และไม่ได้แสดงถึงความโกรธกริ้วแต่อย่างใด
อาจเป็นเพราะสีหน้าของอีกฝ่ายยามนี้แลดูแปลกประหลาดกว่าทุกครั้ง
สีหน้าเศร้าซึมที่ทั้งชีวิตของจิน เขาได้เห็นเพียงไม่กี่ครั้ง
"มีอะไร"
แสงเทียนจากตะเกียกวูบไหวเป็นระยะ พร้อมดวงตาสีนิลของผู้คุมกฏแห่งไอเซนกาดมองตอบกลับมา
"ข้าทำพลาด...ข้าไม่อาจหาสิ่งที่ท่านต้องการมาได้"
ชายหนุ่มกล่าวเสียงก้องทั่วห้องกว้าง ฉับพลันที่สีหน้าจินเปลี่ยนไป คิ้วเข้มมุ่นเข้าหากัน ริมฝีปากแดงชาดเหยียดออกราวจะแย้มยิ้มหากแต่นั้นคืออาการกระตุกมุมปากยามขัดเคืองใจ
"เจ้ารู้ว่าเจ้าพลาด แล้วยังมีหน้ากลับมาบอกข้าอีกหรือ? ต้องการให้ข้าโกรธหรือยังไง..."
จินจ้องมองใบหน้าที่ไม่เปลี่ยนสีของเรียว
"ข้าไม่ได้จงใจจะมายั่วโทสะท่าน แต่ข้าเพียงต้องการรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับ..."
บทสนทนาเพียงสั้นๆนี้ทำให้บรรยากาศในห้องปกคลุมด้วยไอเย็นอย่างประหลาด
อาจเป็นเพราะท่าทางของทั้งคู่นั้นคล้ายจะสงบเย็นหากแต่เต็มไปด้วยความตึงเครียด
"ข้ารู้ว่าเจ้าไม่เคยมีสิ่งนั้นเรียว...เจ้าต้องการอะไร?"
"ข้าไม่รู้ว่าท่านหมายความว่าอะไร?"
เรียวตอบกลับแทบจะในทันที สีหน้าที่แลดูมีประกายความเศร้าของเรียวทำให้จินรู้สึกแปลกยิ่งขึ้นไปอีก
"เจ้าไม่เคยทำงานพลาด...และไม่เคยยอมรับผิดแม้เจ้าจะ...ผิด!"
แม้น้ำเสียงของจินจะดังก้องด้วยความกราดเกรี้ยวแต่ท่าทางกลับสงบนิ่ง
"เจ้าทำให้ข้าหงุดหงิดรู้มั้ย...ต้องการอะไร?"
"ฆ่าข้าสิ..."
ทั้งสองสบตากัน คล้ายมีลมเย็นพัดพาเอาเสียงของเรียวจางหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบ ในห้องสีแดงเพลิง และจู่ๆ จินก็หัวเราะขึ้นมา
"เจ้าอยากตายถึงขนาดนั้นเลยหรือ?"
"........."
"เห็นที่ข้าจะทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเจ้าเป็นน้องชายข้า...และอีกอย่างข้าไม่ต้องการของพรรณนั้นอีกแล้ว"
"ท่าน!..."
ดูเหมือนเรียวจะตามอารมณ์ขึ้นๆลงๆของจินไม่ทัน ทั้งๆที่จินเคยต้องการวงแหวนแห่งไฟถึงขนาดถล่มเวนต์มีนาสจีริสจนราบ แต่ตอนนี้ทำไมถึงได้เปลี่ยนใจเอาง่ายๆเช่นนี้เล่า
ชายหนุ่มเอนกายทิ้งน้ำหนักลงบนนวนหนา ประสานมือ ไว้ที่ตัก ส่งรอยยิ้มน้อยๆมาให้อีกฝ่าย
"ข้าไม่นึกว่าเจ้าจะอยากตายถึงขนาดใช้วิธีนี้หลอกให้ข้าสังหารเจ้า..."
จินกล่าวด้วยน้ำเสียงล้อเลียนน้อยๆ
หลักแหลม...
ไม่น่าเชื่อว่าจินจะสามารถอ่านความคิดของเขาได้ถึงเพียงนี้ สมแล้วที่เป็นจิน
เรียวเองก็ไม่รู้เหตุผลที่แน่ชัดของอาการหดหู่ของเขา แต่ที่แน่ๆมันทำให้เขารู้สึกไร้ซึ่งความหวังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไร้ซึ่งความหมายของการมีชีวิตอยู่ต่อไป...
เรียวยิ้มมุมปากน้อยๆ ยอมรับความพ่ายแพ้ต่อใจตัวเอง
ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่า ที่เขารู้สึกแย่ขนาดนี้เพราะใคร...
หัวใจที่ยังคงเต้นสม่ำเสมอ มันกำลังกรีดร้องอย่างทรมาน
แม้จะไร้เสียง แต่เรียวก็รู้สึกได้...
สาเหตุของความทรมานจนต้องเลือกทางตายทั้งหมดนั้น มาจากคนๆเดียวเท่านั้นจริงๆ...
คนที่ตอนนี้คงกำลังร้องไห้อยู่ในถ้ำท่ามกลางความหนาวของพายุหิมะ....
ผู้ที่เป็นความหมายของการมีชีวิตอยู่ของเรียวตลอดมา...
" เอาเถอะ...ถึงยังไงข้าก็ไม่อยากเสียกำลังสำคัญไปอีกคน..."
"อีกคน?"
เรียวขมวดคิ้ว ขณะที่อ่านสีหน้าของอีกฝ่าย...
"จุนโนะ!"
ร่างสูงขยับกายจากเก้าอี้นวม เอื้อมมือไปหยิบกระดาษที่นอนแน่นิ่งในลิ้นชัก
นิ้วเรียวยาววางกระดาษลงบนโต๊ะ เรียวจึงหยิบมันมาอ่านด้วยความสงสัย
ในสารเป็นรายมือจุนโนะที่บอกเพียงสั้นๆว่า ไม่มีอะไรผิดปกติที่ลิเวลเดล
ขอให้จินวางใจ และจุนโนะไม่สามารถเดินทางกลับตอนนี้ได้เพราะต้องรอให้หิมะที่กั้นทางเข้าออกเมืองละลายเสียก่อน
เรียวอ่านทวนหลายครั้ง ก็ยังไม่เข้าใจว่า เกิดอะไรกับจุนโนะกันแน่
ทำไมจินจึงต้องพูดว่า เสียจุนโนะไปแล้ว...เจ้านั้นก็สบายดี ไม่ได้ตายจากเสียหน่อย
"เจ้าคิดว่าไง"
" ก็ไม่น่าจะมีอะไรมิใช่หรือ?"
"จุนโนะไปลิเวลเดลเป็นเดือน แต่สารนี้พึ่งส่งถึงข้าเมื่อไม่กี่วันมานี้ ถึงจุนโนะจะเป็นคนใจเย็นทำงานรอบคอบเพียงไรก็ไม่น่าจะช้าขนาดนี้ "
"แต่ลายมือนี้เป็นของจุนโนะ แล้วที่จุนโนะช้าก็เพราะติดพายุหิมะ"
" เรียว...เจ้ากับจุนโนะใครมีระดับความสามารถสูงกว่ากัน"
จินถามช้าๆ...สักครู่หนึ่งที่เรียวใช้ความคิด
"ถึงจุนโนะจะฝีมือแย่ขนาดไหนก็ไม่น่าถึงขนาดฝ่าพายุมาไม่ได้..."
จริงอย่างที่จินกล่าว เรียวเองก็ยอมรับในฝีมือของจุนโนะ ถึงบุคคลิกจะดูเชื่องๆไม่น่ามีอันตราย แต่ระดับฝีมือของจุนโนะนั้นสูงกว่าเรียวขั้นหนึ่ง ขนาดเขาเองยังเดินในพายุหิมะได้อย่างสบาย แล้วทำไมจุนโนะจะทำไม่ได้...
"ท่านคิดว่าจุนโนะ..."
"เปล่า...จุนโนะยังไม่ตาย ลายมือนั้นเป็นของจุนโนะจริงๆ แต่มันไม่ปกติเท่านั้น...
ถึงยังไงข้าก็ไม่อยากประมาท...ลิเวลเดลกำลังต่อต้านไอเซนกาดแล้วจริงๆ...พรุ่งนี้สั่งออกไปให้ทุกหน่วยเตรียมทัพให้พร้อมรับสงครามทุกเมื่อ "
เรียวคำนับเล็กน้อยเป็นเชิงรับคำสั่ง
นี้เป็นครั้งที่สองที่เขารู้สึกถึงความหลักแหลมของจิน
ชายหนุ่มกลับตัวเพื่อเดินออกจากห้อง แต่มีบางสิ่งทำให้เขาหยุดและหันกลับมาที่จินอีกครั้ง
"ข้ามีเรื่องอยากถามท่าน"
จินเลิกคิ้วสงสัย แต่ก็พยักหน้าให้เป็นเชิงอนุญาติ
" คำทำนายของพ่อมดแห่งมาริเรียดคืออะไร..."
"ทำไมจู่ๆถามขึ้นมา มีอะไรกับฮิโรกิหรือเปล่า?"
เรียวชะงักไปเมื่อถูกถามกลับ และนั้นก็จี้ใจดำเป็นที่สุด
ดูเหมือนจินพอจะดูออก เขาจึงเลือกที่จะถามต่อไป
"ฮิโรกิไปไหนเสียละ ได้ข่าวว่าออกนอกเมืองไปกับเจ้านิ"
วินาทีนั้นที่หัวใจของเรียวเต้นรัวทั้งรุนแรงและสั่นสะท้าน
ลำคอแห้งผากจนไม่อาจเอ่ยคำพูดใดออกมาได้
เงียบอยู่สักพักก่อนเขาจะตัดสินใจพูดอะไรออกมาได้
"ข้าปล่อยไปแล้ว"
จินรุ้สึกแปลกใจไม่น้อย เขารู้ว่าเรียวหลงรักเด็กคนนั้นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร และเมื่อเขายกให้เรียวไป แม้จะทำสีหน้าเฉย แต่ดูท่าทีเจ้าตัวดีอกดีใจจนปิดไม่มิด แล้วตอนนี้มาบอกว่าปล่อยไปแล้ว มันหมายความว่ายังไงกันแน่...
"ปล่อยไป...ทั้งๆที่มันทำให้เจ้าทรมานงั้นหรือ?"
สาเหตุนี้แน่ๆที่ทำให้เรียวมาขอให้เขาสังหารตัวเอง...
เรียวนิ่งเงียบ เพียงแต่มองกลับมาด้วยแววตาไร้ความรู้สึก
" หากข้าต้องการกักขังไว้ก็สามารถทำได้ไม่ยาก หากแต่มันจะมีประโยชน์อะไรในเมื่อทำให้เขาทรมาน "
ฉับพลันที่หัวใจจินรู้สึกถึงความหยือกเย็นของเรียววูบหนึ่ง
และตามมาด้วยใบหน้าหวานละมุมของใครคนหนึ่งผ่านเข้ามาในห้องความคิด...
"ถึงแม้จะทรมาน แต่อย่างน้อยที่สุด ข้าก็สุขใจที่ได้ครอบครองไว้เพียงผู้เดียว "
ใช่...ข้ายอมเป็นผู้ร้าย เป็นคนเห็นแก่ตัวที่กักขังเจ้าไว้
ขอแค่ให้ได้มีเจ้าไว้...ให้เป็นของข้าคนเดียวเท่านั้น
ให้ทรมานแค่ไหน...ข้าก็จะไม่มีวันปล่อยมือจากเจ้าแน่....เจ้าชายน้อย
"ระวังเถอะ สักวันความเห็นแก่ตัวของท่านจะทำให้สิ่งสำคัญที่สุดหลุดลอยไป และไม่มีวันกลับคืนมาอีก"
"เรื่องของข้าน่า!"
จินตวาดใส่ เป็นครั้งแรกที่เขาหงุดหงิดจริงๆจัง และรู้สึกเหมือนถูกจี้ใจดำพิกล
ยิ่งเหห็นสีหน้าเฉยเมยของเรียวยิ่งหงุดหงิด นี่มันแอบสั่งสอนข้าหรือยังไงนะ!
"เจ้าอยากรู้เรื่องคำทำนายใช่มั้ย"
เรียวพยักหน้ารับ
" พ่อของฮิโรกิ เป็นคนทำนายไว้ว่าข้าคือร่างหนึ่งของซาตาน เทพมัจจุราชแห่งความตาย
จำได้มั้ยเรียว นั้นแหละสาเหตุที่ทำให้ทุกคนเกลียดข้า ตั้งแต่ข้ายังไม่เกิด"
ดูท่าอารมณ์ที่ไม่ค่อยคงที่ของจินเริ่มสั่นคลอนขึ้นเรื่อยๆ
สีหน้าแค้นเคืองปรากฏชัดบนใบหน้าคม
"นั้นคือสาเหตุที่ท่าฆ่าพวกพ่อมด..."
"ใช่...ในเมื่อมันต้องการให้ข้าฆ่าคน ข้าก็เลยสนองให้"
เรียวเห็นท่าไม่ดี เขาจึงจากไป ทิ้งความเกรี้ยวกราดไว้กับจิน
ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้นวม เขาเดินไปหยุดยังหน้าต่างกระจกหนา เบื้องหน้าคือความมืดมิด
ของท้องฟ้ายามราตรี มืดไปหมดทุกทาง...เหมือนชีวิตเขาที่เกิดมา เพื่อทำในสิ่งนี้...
จินถอนหายใจเบาๆ ความรู้สึกในใจมันหนักอึ้งยิ่งนัก ในห้องแห่งความคิด
เขานึกถึงคำพูดสุดท้ายของพ่อมดมารีเรียด
วันนั้นที่สงครามระหว่างไอเซนกาด ความร้อนระอุของเพลิงที่เผาผลาญนครจนกลายเป็นทะเลเพลิง
อาคานิชิลอบเข้าไปถึงห้องโถงราชวังหลวง เพื่อสังหารเจ้านคร
และเขาก็ได้พบกับพ่อมดแห่งมารีเรียด
" นั่งก่อนสิพ่อหนุ่ม..."
ชายชราผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ พร้อมส่งยิ้มเป็นมิตรให้แก่จิน
จินยิ้มเยาะออกมา เขากำดาบไว้แน่น หมายจะสังหารชายชราเสียสติผู้นี้ซะ
จะได้สะสางความแค้นทั้งหมดเสียที ที่ทุกอย่างเป็นเช่นนี้เพราะคำพูดของชายผู้นี้
เพียงเพราะคำทำนายที่ว่าจินเป็นอันตราย พ่อของเขาจึงทำราวกับเขาไม่ใช่ลูก
จะฆ่าแม่ที่อุ้มท้องลูกของตัวเอง ยังดีที่แม่ดิ้นรนจนเขาได้เกิด เกิดมาโดนถูกมองเป็นปีศาจ
ถึงแม้ว่าแม่จะปกป้องจินได้ แต่ก็เพียงไม่กี่ปี นางก็ถูกสังหาร
ชีวิตที่มืดมนของจิน...ทั้งหมดเป็นเพราะคำพูดไม่กี่คำของคนๆนี้คนเดียว
"จะฆ่าข้าก็ได้ แต่เจ้าต้องนั่งลงก่อนพ่อหนุ่ม"
"เจ้ามันเสียสติไปแล้ว กำลังจะตายอยู่รอมร่อยังจะมาทำปากดี"
ชายชรากลับยิ้มให้ ผายมือไปยังเก้าอี้ตรงข้าม โดยมีเพียงโต๊ะหินอ่อนขั้นกลาง
"ข้ารู้ตัวดีว่าวันนี้ชะตาข้าได้ขาด รวมทั้งมารีเรียดถึงคราวอวสาน"
จะให้ข้าเชื่อว่าเจ้าทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ยังเหรอ ไม่มีทาง!
เจ้าก็แค่ปากดี เพราะรู้ว่าตัวเองจะตาย ก็เลยขอทำตัวเป็นผู้รู้ไปเสียทุกเรื่อง
"ให้ข้าได้ทำตามบรรชาสวรรค์เป็นครั้งสุดท้าย"
"ได้...เจ้าจะได้ตายตาหลับ!"
ชายหนุ่มทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้นั้น ชายชราจ้องหน้าเขาด้วยความอ่อนโยน
ไม่ใช่สายตาที่มองฆาตกรที่กำลังจะฆาตกรรมตน
"ไหนละบรรชาสวรรค์ของท่าน ความนี้จะบอกว่าข้าเป็นอะไรอีกละ?...
เป็นปีศาจมังกร หรือว่า เทพแห่งความหายนะละ"
จินกล่าวประชดประชัน
" เจ้าคือ...ซาตาน "
"ฮ่าฮ่า...ใช่ข้าคือซาตาน และกำลังจะพรากวิญญาณเจ้าด้วย"
จินตวาดด้วยความเบื่อหน่าย แต่ท่าทีของชายชราก็ไม่ต่างจากเดิม เขายังคงมองจินด้วยความเอ็นดูราวญาติผู้ใหญ่มองลูกหลานตน
" ข้าขอยืนยันในสิ่งที่ข้าพูด เจ้าเกิดมาเพื่อเป็นวาตาน และเกิดมาด้วยความเคียดแค้นของซาตาน เจ้าคือร่างมนุษย์ของเทพแห่งความมืด"
"เรื่องนั้นท่านเคยพูดแล้ว ก่อนข้าจะเกิดด้วยซ้ำ ท่านพ่อมด! ข้าได้ยินจนเบื่อแล้ว"
"พ่อหนุ่ม...เจ้าจงฟังข้าให้ดี หากวันใดเจ้าหยุดฆ่าคนเมื่อไหร่ ดาวมัจจุราชในตัวเจ้าจะสังหารตัวเจ้าเอง.."
"อ่อเหรอ...เรื่องนั้นข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน ท่านกำลังจะแต่งนิทานให้ข้าไม่ฆ่าท่านงั้นหรือ?"
" พ่อหนุ่ม...ตั้งแต่ได้ทำนายดวงชะตาเจ้าเมื่อครั้งเจ้าอยู่ในครรภ์ ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวสำหรับข้าแล้ว เพราะข้ารู้ว่าสักวัน...เจ้าจะมาหาข้า"
ชายชรายิ้มให้ เขาประสานมือทั้งสองที่มีแต่หนังเหี่ยวหุ้มกระดูกโปนๆบนโต๊ะ
"และข้าจะได้บอกคำทำนายทั้งหมดแก่เจ้า...ชีวิตเจ้า10ปีแรกนั้นจะเจอแต่ความเลวร้าย
หลังจากนั้นมารดาเจ้าจะตาย และในปีที่11 ก็จะเป็นดวงปิตุฆาต...เจ้าสังหารญาติพี่น้องและบิดาตน..."
"สงสัยการลอบสังหารของข้าจะไม่แนบเนียนเท่าไหร่ คนอื่นถึงรู้ไปทั่วว่าข้าเป็นคนทำ...ท่านก็พูดได้ ในเมื่อมันเป็นอดีตไปแล้ว แบบนี้ใครๆก็ทำนายได้ทั้งนั้น หึหึ..."
" หลังจากนี้12ปี เจ้าจะเจอแต่ความตาย...เจ้าจะยิ่งใหญ่ รวบรวมทั้งโลกไว้ในมือแต่ต้องแลกด้วยความตายของคนทั้งหมด..."
"หึ...น่ายินดีจริง"
จินหัวเราะเบาๆ ราวกับเรื่องที่ได้ฟังเป็นเรื่องตลก
" มีพันธะระหว่างเจ้ากับซาตาน...เจ้าจะปลดปล่อยวิญญาณซาตาน คืนวิญญาณให้แก่ซาตาน"
"โลกนี้ไม่จำเป็นต้องมีซาตานอีกคนหรอก ข้านี้แหละจะเป็นซาตานเอง...ถ้าเช่นนั้นแผ่นดินจะร้อนเป็นไฟดั่งโลกันต์ ในเมื่อซาตานมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ อะไรจะเกิดขึ้น...แค่คิดก็สนุกแล้วสิ"
จินหัวเราะออกมา สีหน้าเลือดเย็นของเด็กหนุ่ม ชวนให้ชายชรารู้สึกสังเวชใจ เพราะเขาเปิเผยความลับสวรรค์ จึงทำให้เด็กคนนี้กลายเป็นซาตานไปแล้วจริงๆ ถึงยังไงเขาก็ต้องช่วย...
"วงแหวนแห่งไฟ..."
"อะไรนะ?"
"วงแหวนแห่งไฟ..."
" อ้อ...ไอ้แหวนที่เขาลือกันว่ามีพลังอำนาจยิ่งใหญ่อยู่ใช่มั้ย...แหม...ช่างบังเอิญเสียจริง...ข้ากำลังอยากได้แหวนนั้นพอดี"
"เจ้าจะต้องไม่ยุ่งกับสิ่งนั้น!!"
เสียงชายชราแข็งกร้าวขึ้นมา สีหน้าจริงจังบนใบหน้ายับย่นทำให้จินรู้สึกแปลกประหลาด
"วิญญาณของซาตานอยู่ที่แหวน เจ้าคือร่าง แหวนคือจิตวิญญาณ เมื่อมารวมกันก็จะปลดปล่อยซาตานได้ เจ้าจะตกเป็นทาสแห่งซาตาน และจะสูญเสียสิ่งสำคัญ..."
"ข้าจะตามหาแหวนนั้น และไม่สนว่าจะเสียอะไรเพราะชีวิตนี้ข้าไม่เหลืออะไรให้เสียแล้ว!"
" เจ้าจะเสีย...เสียคนที่รักที่สุดไป ถ้าเจ้าไม่ทำตามที่ข้าบอก...เจ้าจะต้องไม่สวมมัน และทำลายวงแหวนแห่งไฟซะ"
"ไม่มีทาง! ข้าปล่อยให้เจ้าพูดมามากพอแล้ว ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องลาโลกใบนี้เสียที"
เด็กหนุ่มลุกขึ้น เขายืนตระหง่าน มองชายชราตรงหน้าด้วยความก้าวร้าว ท่อนแขนยาวยกสูงพร้อมดาบวาววับเปื้อนเลือดในมือ
"หลังจาก12ปีที่เลวร้าย เจ้าจะได้พบกับความเปลี่ยนแปลง...ชะตาชีวิตเจ้าถูกกำหนดให้พบกับคนๆนึง ที่จะเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิตเจ้า..."
ชายชรากล่าว ไม่เกรงกลัวความตายที่จะมาเยือนในไม่ช้า เขายังนั่งนิ่ง มองใบหน้าเด็กหนุ่มด้วยความอ่อนโยน
" เขาคงจะช่วยเปลี่ยนชีวิตข้าได้ หากไม่ตายเพราะมือข้าไปเสียก่อน"
จินกล่าวอย่างหงุดหงิด เขาอยากฆ่าตาแก่นี้เต็มทน
" เจ้าจะไม่ฆ่าเขาหรอก...เขาเป็นคนเดียวที่เจ้าฆ่าไม่ได้"
"ไม่มีคนๆนั้นบนโลกหรอก!"
"พ่อหนุ่ม...ตอนนี้เจ้าเองคือมนุษย์ จิตใจที่เจ้าเชื่อว่ามั่นคงและเยือกเย็นนั้น มันก็หวั่นไหวได้เช่นกัน"
"ท่านพูดอะไร!"
" และถ้าเจ้าไม่อยากเสียคนที่เป็นดังทุกสิ่งของเจ้าไป...จงเลิกโหยหาวงแหวนแห่งไฟ"
"หยุดได้แล้ว!!!"
วินาทีที่ดาวตวัดผ่านอากาศ เขายังคงจำเสียงนั้นได้ดี
เสียงที่น่าสยดสยอง เลือดสดๆ อุ่นทะลักเปรอะเปื้อนกาย กลิ่นคาวฟุ้ง
และความหวาดหวั่นในใจที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้ตอนฆ่าบิดาตนเอง เขาก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเช่นนี้...
ร่างชายชราถูกทิ้งให้สิ้นใจ และคงสลายไปกับเปลวเพลิง หากแต่บทสนทนาในค่ำคืนนั้นยังตราตรึงในใจเด็กหนุ่มตลอดมา...
"คาซึยะ...."
ริมฝีปากได้รูปเอ่ยชื่อใครบางคนแผ่วเบา...
เขาไม่เคยเชื่อคำทำนายนั้น...จนถึงวินาทีนี้...
คนที่เขาไม่อาจสังหารได้ ได้ปรากฏตัวขึ้นมาแล้วจริงๆ...
ถ้าไม่อยากสูญเสีย...จนเลิกโหยหาอำนาจ...
ข้ากำลังทำอยู่...
ข้าเลิกตามหาแหวนนั้นแล้ว...
เจ้าต้องอยู่กับข้าตลอดไปนะ...คาซึยะ...
หากแต่ในห้วงความรู้สึกของจินแล้ว มีบางสิ่งซ่อนอยู่...ความรู้สึกปรารถนาอันแรงกล้าจนไม่อาจหักห้ามใจได้ เมื่อถึงเวลานั้น ข้าไม่แน่ใจ...ไม่แน่ใจว่าจะห้ามใจได้หรือเปล่า ข้าจำต้องทำเพื่อบางสิ่ง....
เหมือนมันมีอะไรสักอย่างระหว่างข้าและแหวนนั้น
มีบางอย่างที่พันธนาการวิญญาณข้ากับสิ่งนั้น
...............................................................................
พายุหิมะหมุนวนในอากาศและสลายตัวไปช้าๆ ท่ามกลางความสว่างสดใสยามเช้า
เมื่อพายุได้จากไป ทิ้งไว้เร่องรอยความเสียหายที่ยากนักจะยั่งเห็น...
นัยน์ตาหวานกระพริบปรือก่อนลืมขึ้นเต็มตา ภาพที่เห็นตรงหน้าคือผาหินของถ้ำที่มืดมิด
ร่างโปร่งยันกายขึ้นจากพื้ถ้ำเย็นเฉียบ และพบว่าไม่มีใครอยู่ที่นี้
เสื้อคลุมสีดำตัวใหญ่โคร่งที่ห่มร่างบางล่นลงมากองที่ตัก
หนุ่มน้อยหยิบเสื้อคลุมสีดำที่ตนใช้เป็นผ้าห่มกันความหนาวจากพายุทั้งคืนขึ้นมาดู
กลิ่นที่ติดเนื้อผ้าเป็นกลิ่นที่คุ้นเคย แน่นอนว่าเสื้อตัวใหญ่นี้ไม่มีทางเป็นของฮิโรกิที่ผอมบางแน่
เสื้อของเรียว...
เด็กหนุ่มกวาดตามองรอบกายอีกครั้ง แต่ก็ไม่พบอะไรนอกเสียจากความว่างเปล่า
ไปไหนนะ...
ข้าวของสำหรับเดินทางของเรียวยังวางกองอยู่มุมถ้ำ แต่เจ้าของมันหายไปไหนเสียละ
ไออุ่นจากกองไฟที่สุ่มเพลิงอยู่ไม่ไกล ไม่ได้ช่วยให้ฮิโรกิรู้สึกอุ่นขึ้นเลยสักนิด
ร่างโปร่งบางขยับลุกขึ้นจากพื้น และมีบางสิ่งตกลงมาจากเสื้อคลุมตัวนั้น
เศษกระดาษสีขาวราวหิมะแน่นิ่งบนพื้นถ้ำ ก่อนนิ้วมือเรียวจะหยิบมันขึ้นมา
นัยน์ตาหวานไล่มองตัวอักษรบนนั้น ด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
ถึงเวลานี้ เจ้าคงเกลียดข้ามาสินะ...
ถึงยังไงข้าก็อยากจะขอโทษเจ้าอีกสักครั้ง...แต่ก็ไม่กล้าที่จะพูดมันด้วยตัวเอง
ข้าไม่เคยรู้สึกเช่นนี้เลย ข้าไม่เคยรู้สึกผิดมากมายขนาดนี้...
ชีวิตของเจ้าเป็นอิสระแล้วฮิโรกิ...ต่อจากนี้ไปข้าขอปล่อยเจ้าไป...
สิ่งที่ข้าสามารถทำให้เจ้าได้คงมีเพียงเท่านี้...
ท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็ทิ้งฮิโรกิคนนี้ไปจนหมด!!
ไม่เหลือใครอีกแล้ว....
ริมฝีปากอวบขบกันแน่น รับรู้ถึงความรู้สึกเย็นๆข้างในกำลังแผ่นซึมขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ
ไม่เหลือใครอีกแล้ว...
แม้กระทั่งเรียว ก็ทิ้ง...
ทั้งจิน...ทั้งพ่อแม่...
ไม่มีใครต้องการฮิโรกิเลยงั้นหรือ?
ขาที่เคยรับน้ำหนักร่างโปร่งบางไว้กลับไร้กำลังขึ้นมาเสียดื้อๆ
ร่างโปร่งบางดูไร้กำลังกว่าทุกครั้ง ใบหน้าอ่อนหวานกำลังแสดงความอ่อนแอออกมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ใจของฮิโรกิ...เขาตั้งใจจะลืมเรื่องในอดีต
เรื่องที่เรียวคือคนฆ่า พ่อแม่ของเขา
ลืมเรื่องในอดีตที่ฮิโรกิไม่มีวันกลับไปแก้ไขได้
หากจะพลาดโกรธแค้นไป ก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา
หนำซ้ำจะพาลทำร้ายตัวเองเสียเปล่าๆ
ทีแรกที่ได้ยินเรื่องราวจากปากเรียว ฮิโรกิยอมรับว่าเขาโกรธไม่น้อย
แต่หลังจากเห็นสีหน้าน่าสงสารของอีกฝ่ายแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนความคิดใหม่
เขาตั้งใจ...ตั้งใจจะตื่นขึ้นมาพูดว่าให้อภัย
แต่ คนที่จะมารับฟังคำนั้นอยู่ที่ไหนกันนะ...
ความรู้สึกที่ถูกทำร้าย แตกสลายครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ถูกหล่อหลอมใหม่ด้วยความรัก
ฮิโรกิที่ถูกจินทอดทิ้งไม่ใยดี ถึงขนาด ยกเขาให้คนอื่นได้หน้าตาเฉย...
แต่ยังดีที่คนๆนั้นคือเรียว...
เรียวที่อ่อนโยนเสมอมา
ถึงแม้จะเย็นชาไปบ้าง กระด้างไปบ้าง
แต่ถึงยังไงทุกครั้งในสายตาของเรียว ก็ยังมีแต่ฮิโรกิเสมอ...
ปล่อยให้เป็นอิสระ?
ในความคิดของฮิโรกิแล้วมันไม่ต่างกับการถูกทิ้ง อีกครั้ง...
และครั้งนี้ หนุ่มน้อยรู้สึกถึงความปวดร้าวของมันมากกว่าครั้งไหนๆ
มากกว่าการเสียครอบครัว การเสียจิน...มากกว่าสิ่งใด
เพราะรักมากถึงได้เสียใจมาก...
"ไม่ได้นะ...ร้องไห้ไม่ได้"
เสียงครางแผ่วที่หลุดจากริมฝีปากที่สั่นระริก ทั้งๆที่น้ำตาเปรอะสองแก้มขาวนวล
มือเรียวปาดคราบแห่งความเศร้านั้นทิ้งไป ก่อนยันกายขึ้นทั้งๆที่ยังโงนเงน
หัวใจดวงน้อยที่เคยสั่นสะท้าน บัดนี้เต้นช้าลงจนปกติ
ดวงตาที่ยังเปื้อนคราบน้ำเป็นประกายขึ้นมา
ข้าไม่ยอมให้ท่านทิ้งข้าไปง่ายๆหรอกเรียว!
...............................................................................
กองทัพที่ถูกแบ่งออกเป็นหน่วยย่อย เตรียมตราทัพไว้พร้อมทุกอย่าง
และมีบางส่วนได้เคลื่อนออกจากนครไปแล้ว...
บรรยากาศที่ดูคึกครื้น เต็มไปด้วยประกายความหวัง
เหล่านักรบรวมตัวกันเพื่อจุดหมายเดียวกันคือล้มล้างไอเซนกาด
หากแต่สำหรับเอลฟ์น้อยแล้ว ทุกอย่างช่างมืดมน...
ตั้งแต่จำความได้ โทโมะรู้จักเพียงความอบอุ่นของพี่ชายทั้งสอง...
พี่ชายสองคนกับ ลิเวนเดลล่า...
มีเพียงสองสิ่งนี้เท่านั้นสำหรับโทโมะ สิ่งสำคัญที่โทโมะจะไม่ยอมให้เสียไปอีก
พ่อแม่ญาติพี่น้องที่ตายเพราะสงคราม ตอนนั้นโทโมะยังเด็กมาก จึงจำอะไรไม่ได้
แต่ที่จำได้ก็เพียงแต่ผลเสียจากสงครามในครั้งนั้น...
"ไม่ได้เด็ดขาดโทโมะ...นี่เจ้ายังฟังพี่อยู่รึเปล่า?"
เสียงซึบาสะเฉียบขาดกว่าทุกครั้ง ร่างโปร่งของผู้นำเอลฟ์แต่งกายเต็มยศพร้อมแก่การกรำศึก
ใบหน้าของผู้เป็นน้องบิดเบี้ยวด้วยความเคือง โทโมะเงยหน้าขึ้นไม่ลดละความตั้งใจของตน
"ท่านพี่!...ให้ข้าไปด้วยเถอะ!"
"ไม่!...พี่ไม่ยอมให้เจ้าไปเด็ดขาด ไม่มีทาง!"
"ถึงยังไงข้าก็จะไป!"
เอลฟ์น้อยตะโกนก้องท้องพระโรง มือน้อยกำจิกแน่นจนสั่น ริมฝีปากอิ่มเม้มขบเป็นเส้นตรง
แต่ในโถงกลางราชวังนี้ไม่ได้มีเพียงแต่โทโมะกับซึบาสะเท่านั้น
ยังมีจุนที่ยืนข้างซึบาสะ โช โคคิ อุเอดะ ทหารรับใช้ และยูอิจิอยุ่ที่นั้นด้วย
ทุกคนเตรียมจะเดินทางออกจากวัง แต่ก็ถูก เอลฟ์น้อขวางไว้ด้วยคำพูดที่ว่า "ข้าจะไปด้วย"
"เมื่อคืนเราพูดเรื่องนี้กันแล้วไม่ใช่หรือโทโมะ"
"นั้นมันคำพูดที่ท่านพี่พูดเองตกลงเองต่างหากละ"
"ยังไงพี่ก็ไม่ยอมให้เจ้าเอาชีวิตไปทิ้งในสนามรบหรอก"
ซึบาสะกล่าวเสียงเรียบ แต่แววตานั้นหนักแน่นกว่าทุกครั้งที่เคย
โทโมะยังคงดื้อรั้น ไม่ฟังคำพูดของผู้เป็นพี่เลยแม้แต่น้อย
"จะเอาชีวิตไปทิ้งก็ช่าง ข้าไม่สนหรอก"
"โทโมะ!"
เมื่อเห็นว่าซึบาสะไม่มีท่าทีอ่อนให้ เอลฟ์น้อยจึงหันไปขอร้องพี่ชายอีกคนแทน
แต่จุนกลับมองโทโมะด้วยแววตาเฉียบขาด ใบหน้าทะเล้นพี่ชายที่คอยแกล้งอยู่ประจำ
บัดนี้ฉาบไว้ด้วยความสงบเย็น...
"เจ้าอยู่ที่นี้เถอะโทโมะ...อยุ่เป็นเสาหลัก ดูแลเอลฟ์ที่เหลือ
หากมีอะไรเกิดขึ้น พี่ก็ยังเบาใจว่ามีเจ้าคอยดูแลทุกคนอยู่"
จุนเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวล
"แบบนั้นนะ! ข้าไม่เอาหรอก!...หากมีอะไรเกิดขึ้น พวกท่านก็จะทิ้งข้าไว้คนเดียว
อยู่คนเดียวแบบนั้น! ไม่เอา!!"
นัยน์ตากลมโตคลอด้วยหยาดน้ำ หัวใจดวงน้อยสั่นไหวรุนแรง
ถึงยังไงก็จะไม่ยอมให้พี่ชายและคนอื่นๆที่รักต้องไปเสี่ยงชีวิต ในขณะที่ตัวเองไม่อาจทำสิ่งใดได้เลย...
"โทโมะ!..."
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ซึบาสะ และจุน เรียกชื่อน้องชายด้วยความแข็งกร้าว
แต่ครั้งนี้คงจะต้องยอมทำให้โทโมะร้องไห้ ดีกว่าไปเสี่ยงกับพวกเขา
"ทำไมละ!...ข้าเองก็เป็นเจ้าชายของลิเวนเดล ข้าเองก็ต้องการจะล้มล้างไอเซนกาด
แล้วทำไมพวกท่านต้องทิ้งข้าไว้ที่นี้คนเดียวด้วย!"
โทโมะใส่น้ำเสียงก้าวร้าว โกรธจนควบคุมตัวเองไม่อยู่
มีเพียงน้ำตาเท่านั้นที่บ่งบอกความปวดร้าวของเจ้าตัว
"ทำไมละท่านพี่ ทำไมถึงชอบมองว่าข้าเป็นเด็ก ทำไมถึงต้องมองว่าข้าอ่อนแออยู่เรื่อย
ตอนนี้ข้าโตแล้ว ไม่ใช่เด็กที่จะให้พี่มาคอยปกป้องตลอด
ข้าไม่ต้องการให้ใครมาดูแลข้าอีก!!"
เพี๊ยะ!!!
เพียงชั่ววินาที ที่รู้สึกเจ็บแปลบ แต่เมื่อมองเห็นใบหน้าของผู้ที่ลงมือตบหน้าเอลฟ์น้อย
โทโมะยิ่งรู้สึกเจ็บสาหัสไปอีกหลายเท่าตัว
"หยุดเถอะโทโมะ...เจ้าดูถูกความรู้สึกของคนอื่นมากเกินไปแล้ว"
เสียงเข้มนั้นทำให้ทุกสิ่งหยุดชะงัก ไม่มีใครคิดว่า จะมีใครกล้าทำเช่นนี้
ถึงแม้จะลงมือไม่แรง แต่มันก็ทำร้ายความรู้สึกโทโมะได้มหาศาลอย่างไม่น่าเชื่อ
แม้แต่ท่านก็ด้วยหรอ...
ยูอิจิ...
นัยน์ตากลมโตมองใบหน้านิ่งเย็นของชายหนุ่ม
อีกครั้งที่โทโมะเห็นความโกรธในแบบของยูอิจิ แต่ครั้งนี้มันมากมายเหลือเกิน...
"ทหาร!...พาเจ้าชายไปพักผ่อน ดูแลอย่าให้ออกมาจนกว่าจะถึงพรุ่งนี้"
ยูอิจิสั่งขังเจ้าชายแห้งลิเวนเดลอย่างเลือดเย็น
โทโมะที่แน่นิ่งด้วยความตดตะลึงถูกนำตัวไปยังห้องส่วนตัวของเขาอย่างรวดเร็ว
"ท่านมันคงใจร้าย! ปล่อยข้านะ...ให้ข้าไป ยูอิจิใจร้าย!"
เอลฟ์น้อยตะโกนออกมาไล่หลังชายหนุ่มที่ไม่เหลียวไปมอง
ไม่มีใครรู้ว่ายูอิจิคิดอะไร แต่การทำแบบนี้ก็ออกจะใจร้ายไปเสียหน่อย
ไม่สมกับเป็นยูอิจิที่แสนจะอ่อนโยนเลย...
"แบบนี้...จะดีหรือท่านยูอิจิ"
ซึบาสะกล่าว พวกเขายังได้นิยเสียงโวยวายของโทโมะแว่วมา
ชายหนุ่มก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยน้พเสียงมั่นใจ
"แบบนี้แหละ...ดีที่สุดแล้ว"
"แต่โทโมะคงจะโกรธ...แล้วก็" จุนหยุดเพียงแค่นี้ไม่กล้าจะพูดอะไรต่อ
"โทโมะจะโกรธและเกลียดข้ามาก มันก็สมควรแล้วกับสิ่งที่ข้าทำ
ให้โทโมะเกลียดข้าไปตลอดชีวิตแต่อยู่ในที่ปลอดภัย
ยังดีกว่าต้องไปเสี่ยงอันตรายเพราะความรัก"
......................................................................
ท้องฟ้าสีครามสดใสกว่าทุกวัน คงเพราะวันนี้ไม่มีพายุหิมะเช่นเคย
อากาศที่หนาวจัดนั้นค่อยอบอุ่นขึ้นจากวันก่อนมาก
ร่างสูงในเสื้อคลุมสีนำเงินเข้มขลิบชายด้วยดิ้นสีเงินดูสง่าสมเป็นเจ้าอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่
ชายหนุ่มกำลังมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกของราชวัง อันเป็นโรงเลี้ยงสัตว์
คอกไม้สูงแบ่งพื้นที่สำหรับสัวต์แต่ละชนิดอย่างเป็นสัดส่วน แต่ละคอกจะมีทหารในวังดูแลอย่างดี ชายหนุ่มหยุดฝีเท้าที่คอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณ
นัยน์ตาคมกวาดมอง และพบความว่างเปล่า เขาขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกพุ่งพล่าน
อยากรู้นักว่าใครเอามักรตัวโปรดของเขาไปไหน หรือเจ้าริวฮะพัฒนาถึงขั้นล่องหนได้แล้ว
" เจ้า!...มังกรของข้าหายไปไหน"
ชายหนุ่มตวาดใส่คนดูแลคอกที่ยืนตัวสั่นด้านหลัง
"ไม่ทราบพะยะค่ะ"
"ไม่รู้! มังกรมันตัวเล็กมาจนเจ้ามองไม่เห็นหรือไง ถึงได้ทำมันหายไปได้"
ทหารยามเกร็งจนตัวสั่น หายใจไม่ทั่วท้อง
"คือ...ว่า"
"ริวฮะมันอันตธานหายไปเองได้รึไง จะพูดอะไรก็พูดมาสิ!"
"คือท่านริวฮะไปกับท่านชายคาซึยะพะยะค่ะ!!"
"ว่าไงนะ!!!..."
..............................................................................
แม้พื้นดินส่วนใหญ่จะยังมีหิมะปกคลุมไว้ ขาวโลพนไปทั่ว แต่อากาสก็อบอุ่นขึ้นมากแล้ว
บนท้องฟ้าสีครามสดใส เป็นประกายจ้า ราวกับกำลังสนุกสนานร่าเริง
เมื่อมองขึ้นไปบนนั้น คงจะรู้สึกสบายอกสบายใจไม่น้อย แต่บนฟ้านั้น....
ใครคนนึงกำลังประสบกับปัญหาใหญ่ในชีวิต
"อ๊าาาาาาาาาาาา!!!!!!!!"
ร่างบางร้องลั่นไม่เป็นภาษา มือเล็กๆขาวเนียนกำลังพยายามอย่างที่สุดเพื่อจับช่วงคอของมังกรตัวใหญ่นี้ไว้
หนุ่มน้อยได้แต่ส่งเสียงลั่น ขณะกำลังพยายามไม่ให้ตกจากสะบักของมังกรสีเพลิง
"หยุดได้มั้ยริวฮ้าาาาาาาาา!!!"
คาซึยะไม่กล้าแม้จะลืมตา ให้ตายสิ ไม่น่าหลวมตัวหลงกลริวฮะเลย เมื่อเช้าคาซึยะออกไปเดินเล่นบังเอิยไปเจอริวฮะที่คอก เจ้าริวฮะก็อ้อนเสียจนคาซึยะใจอ่อน ทหารยามก็ยุให้คาซึยะลองขี่ริวฮะ
ทั้งหมดเป็นความผิดของ ริวฮะ กับทหารยาม!!
"เหวออออออ!!!"
ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ริวฮะบินฉวัดเฉวียงจนคาซึยะปวดหัว จะหล่นลงมาอยู่ร่อมร่อแล้ว
ริวฮะเองก็เหมือนสนุกที่ได้แกล้งคาซึยะ บินวนไปวนมาผาดโผนจนคาซึยะหัวใจจะวาย
"ริวฮ้าาาาาาาาาาาาา!!!"
กว่าเจ้ามังกรเพลิงจะยอมหยุดได้ ก็เล่นเอาคาซึยะเหนื่อยหอบ
มังกรตัวใหญ่ลอยคว้างบนอากาศ ส่งเสียงร้องก้องราวกับล้อเลียนคาซึยะ
"หยุดได้ซะที เจ้าจะทำข้าหัวใจวายรู้รึเปล่าริวฮะ"
ริวฮะตั้งท่าจะโผบินอีกครั้งนั้นทำให้คาซึยะร้องลั่น
"ริวฮะ!"
แต่เหมือนจะช้าไปเสียแล้ว ริวฮะกางปีออกกว้าง ดิ่งลงสู่พื้นด้วยความเร็ว
ทำเอาคาซึยะแทบกระเด็นออกจาจากมัน ยังดีที่คาซึยะคว้าคอริวฮะทัน
มังกรเพลิงค่อยลดความเร็วลงจนกระทั้งดิ่งลงบนพื้นที่เป็นลานกว้าง
หญ้าอ่อนสีเขียวสดเริ่มขึ้นแซมหิมะโพลนบ้างแล้ว
"แกนี่มันชอบแกล้งเหมือนเจ้านายแกไม่ผิดเลยริวฮะ"
เจ้าชายน้อยบ่นขณะปีนลงจาดหลังมังกร คาซึยะมองรอบกายแล้วรู้สึดสดชื่นขึ้นทันตา
"ใกล้ฤดูใบไม้ผลิแล้วสินะ...ดูนั้นสิริวฮะ ตรงนั้นมีทุ่งหญ้าด้วยละ"
ร่างบางทิ้งกายลงบนหญ้านุ่ม ถึงแม้มันจะเปียก แฉะไปสักหน่อย แต่ก็วิเศษสุดสำหรับคนที่ไม่ได้เห็นโลกภายนอกมานานอย่างคาซึยะ นัยน์ตาเรียวมองฟ้าสีครามด้วยจิตใจปลอดโปร่ง
มีมังกรตัวใหญ่มอบอยู่ข้างกาย ปีกที่เป็นพังพืดใหญ่กางออกกันลมให้คาซึยะโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ สักพักใหญ่ เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กหนุ่มก็หายไป เจ้าชายน้อยเผลอหลับไปในที่สุด
"กึก...."
เสียงประหลาดดังขึ้นจากด้านหลัง มังกรเพลิงขยับลุกอย่างเงียบเชียบแต่รวดเร็วตามสัญชาติญาณ
นัยน์ตาวาวโรจน์ฉายแววดุร้ายขึ้นมาทันที ริวฮะ สยายปีกกว้าง เพื่อบดบังร่างน้อยๆของคาซึยะไว้ให้พ้นสายตาของอันตรายที่กำลังมาเยือน
"ดีมากริวฮะ...ปกป้องคาซึยะแทนข้าได้ดี"
เสียงนุ่มเอ่ย พร้อมร่างสูงโปร่งปรากฏกายขึ้นตรงหน้า แววตาเจ้ามังกรเปลี่ยนไปในทันที ริวฮะส่งเสียงครางเบาๆ ร่างสูงลูบช่วงด้านข้างลำคอของริวฮะเบาๆ
จินนั่งลงข้างๆร่างที่ยังหลับใหลไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวอะไร ไม่ว่าจะมองกี่ครั้งเขาก็ยังเห็นคาซึยะเป็นคาซึยะที่ยังคงเป็นเด็ก ทั้งดื้อ ทั้งซน นิสัยขวาสุด ซ้ายสุด เกลียดคือเกลียดที่สุด ถ้ารักก็รักจนหมดใจ ตรงไปตรงมา จนเขาประหลาดใจ
เจ้าจะได้พบกับความเปลี่ยนแปลง...
ชะตาชีวิตเจ้าถูกกำหนดให้พบกับคนๆนึง
ที่จะเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิตเจ้า
จู่ๆเสียงนั้นก็ดังก้องขึ้นในหู....
ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มบางๆ มือหนาเอื้อมไปเกลี่ยเส้นผมละมุมออกจากใบหน้าขาวนวล
เจ้าจะไม่ฆ่าเขาหรอก...เขาเป็นคนเดียวที่เจ้าฆ่าไม่ได้
คนๆนั้นคือเจ้าจริงๆนั้นแหละ คาซึยะ....
จิตใจที่เจ้าเชื่อว่ามั่นคงและเยือกเย็นนั้น มันก็หวั่นไหวได้เช่นกัน
เมื่อก่อนข้าเคยคิดว่าเจ้าไม่เคยมีตัวตน แต่ตอนนี้ ข้ามั่นใจแล้ว...ตั้งแต่วินาที ที่เจ้าปรากฏตัวต่อหน้าข้า
ข้าก็ไม่อาจลืมเจ้าได้เลย...ท่านผู้เฒ่า
ข้าเชื่อคำทำนายของท่านแล้ว...
จะให้ข้าเป็นซาตานหรืออะไรก็ช่าง...ขอแค่มีคาซึยะ แค่นั้นก็พอ...
ถ้าเจ้าไม่อยากเสียคนที่เป็นดังทุกสิ่งของเจ้าไป...จงเลิกโหยหาวงแหวนแห่งไฟ...
......................................
......................................................
สิ่งแรกที่คาซึยะพบเมื่อตืนขึ้นมาคือแผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อสีน้ำเงินเข้ม ร่างบางขยับตัวน้อยก่อนจะยันกายลุกขึ้นมาด้วยความมึนงง
"ท่านมาที่นี้ได้ยังไง?"
เด็กหนุ่มถามพลางขยี้ตา มองๆไปตอนนี้ก็เกือบค่ำแล้ว มิน่าละถึงได้หนาวจนปลุกคาซึยะจากห้วงนิทราได้
"ข้าน่าจะถามเจ้ามากกว่า ว่าออกมาที่นี้ได้ยังไง"
หนุ่มน้อยรู้สึกถึงความเกรี้ยวการดในน้ำเสียงนั้น เขามองใบหน้าคมที่ขึงตึงเช่นทุกครั้งยามจินโกรธ ดวงตาคมเยือกเย้นจนคาซึยะไม่กล้าสบตา
จะว่าไปแล้วเขาก็ผิดเหมือนกัน ที่ออกมาโดยไม่ขออนุญาติ...แต่เอ๊ะ ทำไมต้องขอละ ในเมื่อจินไม่ได้เป็นอะไรกับเขาเสียหน่อย ไม่เห็นต้องรู้สึกผิดเลยสักนิด
"แถมยังพาริวฮะออกมาด้วย! เจ้าเคยขี่มังกรมากี่ครั้งกันถึงได้กล้าออกมาแบบนี้"
คาซึยะได้แต่มองจินตาปริบๆ จะเถียงก็เกียงไม่ออก ได้แต่ทำหน้าสลด โดนดุจนได้...ทั้งที่ไม่ถูกตงวาดใส่มาตั้งนาน พอโดนแบบนี้แล้วรู้สึกอึดอัดจัง..
"ก็ข้าเห็นริวฮะเบื่อๆ...ก็เลยพาออกมาข้างนอกบ้าง..."
จู่ๆคาวึยะก็โยนความผิดให้มังกรเพลิงตัวไม่น้อยข้างๆกาย ริวฮะร้องเสียงแหลมขึ้นมา ดวงตาคมโตของมันจ้องจินราวจะบอกว่า มันไม่ผิดเสียหน่อย ชายหนุ่มเลิกคิ้วมองเจ้าชายน้อยที่กำลังหาทางเอาตัวรอดด้วยคำแก้ตัวที่ไปแบบน้ำขุ่นๆ
" ก็ได้! ข้าผิดเอง...ท่านอย่าไปว่าริวฮะนะ เพราะข้าอยากออกมาข้างนอกเอง "
เด็กหนุ่มเชิดหน้าสุง แม้น้ำเสียงบ่งบอกความรู้สึกผิดแต่กิริยากับตรงกันข้าม หลังจากนั้น ทั้งสามก็กลับมายังวังกลางนครไอเซนกาด รับประทานอาหารค่ำ และแยกเข้าห้องนอน
โดนที่คาซึยะ ไม่กล้ามองหน้าจินเลย
และคาซึยะเองก็ไม่ได้ยินเสียงของจินแม้สักคำ
....................................................................................
ข้าไม่ผิดสักหน่อย...
ถึงผิดก็ผิดไม่มาก...
ก็แค่ออกไปข้างนอกนิดหน่อยเอง...
คงจะหวงริวฮะละสิ...ขี่นิดขี่หน่อยไม่เห็นจะบุบสลายเลย ขี้หวงชะมัด
ริวฮะเองก็อยาไปข้างนอกจะได้....
ทำไมต้องโกรธด้วยก็ไม่รู้...
ตอนนี้จะหายโกรธรึยังนะ...
เจ้าชายน้อยได้แค่ตรุ่งคิดคำเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมา ด้วยความกระวนกระวายใจ ร่างบอบบางซุกตัวใต้ผ้านวมในเตียงที่อบอุ่น แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้คาซึยะนึกอยากหลับเลยสักนิด ไม่ว่าจะข่มตาหลับกี่ครั้ง ภาพสีหน้าเยือกเย็นนั้นก็ผ่านแววเข้ามา เจ้าชายน้อยลุกขึ้นมานั่งพิงเสาข้างเตียง ได้แต่นั่งคิดหน้ายุ่งอยู่คนเดียว
ไปขอโทษตอนนี้ดีมั้ยนะ....
เจ้าชายน้อยหันไปมองพระจันทร์ดวงโตที่ฉายแสงอยู่บนฟ้าผ่านกรอบหน้าต่างระเบียง ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ตอนนี้จินคงอยู่ในห้องทำงานแหง มันก็แน่ละ พอจินรู้ว่าคาซึยะออกไปข้างนอกก็ตามหาซะทั่ว จนทั้งวันไม่ได้จัดการงาน เลยต้องมาทำงานเอาตอนดึกๆแบบนี้...
เจ้าชายน้อยเดินผ่านความมืดตามระเบียง มุ่งตรงไปยังห้องทำงานของกษัตริย์แห่งไอเซนกาด
......................................................................................
เสียงประตูเปิดอกโดยไม่มีการเคาะบอกล่วงหน้า จินที่กำลังเคร่งเครียดกับงานเงยหน้าขึ้นมองด้วยความหงุดหงิด หากแต่เมื่อพบใบหน้าไร้เดียงสาของผู้มาเยือนก็ต้องรีบปรับสีหน้าทันที
เขาทำทีเป็นทำงานตรงหน้าต่อ ไม่มีท่าทีสนใจแขกไม่ได้รับเชิญคนนั้นเลย เจ้าชายน้อยเข้ามายืนกลางห้องเก้อๆ ทำตัวไม่ถูกอย่างเห็นได้ชัด คาซึยะอ้าปากจะพูด แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร จึงได้แต่ยืนก้มหน้าอย่างนั้น จินไม่เพียงแต่ไม่สนใจเขา ยังเฉยราวกับว่าคาซึยะเป็นอากาศธาตุ ไร้ตัวตน จนมองทะลุผ่านไป
"คือข้า...อยากจะมาบอกท่านว่า ข้าขอโทษ"
คาซึยะตัดสินใจพูด ถึงแม้ว่าเสียงจะเบามากก็ตาม จินยังคงไม่สนใจดูเหมือนเขาจะยุ่งกับการทำงานมากกว่า แต่หากสังเกตุดีๆแล้วจะเห็นรอยยิ้มเล็กมุมปากชายหนุ่มเจ้าเล่ห์คนนี้
"ตั้งแต่กลับมา ท่านไม่พูดกับข้าเลยสักคำ...ข้าก็เลย...เอ่อ...นอนไม่หลับ"
เด็กหนุ่มสารภาพตรงๆ ความไร้เดียงสาของคาซึยะทำให้จินแอบยิ้ม
"ข้ารู้ว่าท่านโกรธข้า แล้วข้าก็มาขอโทษแล้วด้วย...เพราะงั้นพูดกับข้าซะทีสิ"
"หึ...สมเป็นเจ้าจริงๆคาซึยะ"
จินหัวเระาออมาเบาๆ ทั้งที่ยังก้มหน้าทำงานต่อ เด็กหนุ่มขมวดคิ้วหน้าง้อ
"สมเป็นเจ้าอะไรของท่าน แล้วท่านหัวเราะอะไรนะ"
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาสบตาเป็นครั้งแรก ใบหน้าคมประด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ชายหนุ่มท้าวคางพลางหัวเราะเบาๆ บางสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ทำให้คาซึยะรู้สึกร้อนผ่าวที่แก้ม
"สมเป็นเจ้าที่วุ่นวายตลอดเวลาไง...คาซึยะ"
นัยน์ตาสีนิลเป็นประกายล้อเลียนคาซึยะตรงๆ ร่างบางรู้สึกแน่นไปทั้งอก ก็หัวใจเจ้ากรรมมันดันแต้นแรงๆจนเจ็บไปหมดแล้ว...
"งั้น...ข้าไม่รบกวนท่านแล้ว"
เจ้าชายน้อยรีบออกจากห้องไปก่อนที่จะรู้สึกเขินมากกว่านี้ จินได้แต่มองตามพลางหัวเราะ
ไม่รบกวนแล้วงั้นหรือ...แล้วที่เจ้ามาหายามดึกดื่นเช่นนี้ เป็นการรบกวนข้ารึเปล่าน้า...
....................................................................................
"ปล่อยข้านะ!!"
"บอกให้ปล่อยข้าไงละ!! ไม่ได้ยินหรือไง ข้าเป็นเจ้าชายนะ พวกเจ้าต้องทำตามคำสั่งข้า เดี๋ยวนี้!!"
เสียงโวยวายยังคงดังชัดจากอีกฟากของประตูไม้หนา
ทหารยามที่ยืนเฝ้าหน้าประตูต่างมองหน้ากันด้วยความรู้สึกอึดอัด
"เปิดประตูให้ข้าเดี่ยวนี้นะ!!"
อีกครั้งที่เสียงดังโครมครามกระแทกประตูดังขึ้น
แต่ในเมื่อเป็นคำสั่งของท่านซึบาสะ การตะโกนของยามะพีจึงเป็นคำสั่งของเจ้าชายที่ต้องตกไปโดยปริยาย
"ท่านจุนโนะ...."
ทหารทั้งสองก้มหัวให้ เมือ่พบกับแขกคนสำคัญของเจ้าชายจุน
ร่างสูงระหงหยิบยื่นรอยยิ้มหวานให้ ก่อนจะสั่งให้ทหารทั้งสองนั้นละจากหน้าที่เฝ้าเจ้าชายโทโมฮิสะ
ทันทีที่จุนโนะเปิดประตูออก ยามะพีแทบจะถลาออกจากห้อง
แต่ก็ถูกจุนโนะดึงตัวไว้ทัน
"ปล่อยข้านะจุนโนะ ข้าจะไปหาท่านพี่"
"ไม่ทันแล้วละขอรับ พวกท่านซึบาสะไปแล้วขอรับ..."
จุนโนะพูดเสียงเรียบ ยามะพีหันมามองด้วยแววตาสงสัย
แต่เมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของจุนโนะ เอลฟ์น้อยจึงเลิกดิ้นรน
ยามะพีนั่งลงบนเตียงสี่เสา กล้ำกลืนความรู้สึกอึดอัดลงไป
เงียบกับไปพักใหญ่
จุนโนะเองก็ทำอะไรไม่ถูก เขาเองก็เข้าใจความรู้สึกของยามะพี จุนโนะเองก็อยากไปพร้อมกับท่านจุน
แต่จุนก็สั่งให้เขาอยู่ที่นี่...มันยากนัก ทำใจมองคนที่รักจากไป เพื่อเผชิญอันตรายโดยที่ไม่อาจคาดหวังอะไรได้
"จุนโนะ..."
"ครับ..."
" ข้าจะไปหาท่านพี่..."
"อะไรนะขอรับ ท่านชายจะไปได้ยังไง...ป่านนี้พวกท่านซึบาสะคงเดินทางไปไกลโขแล้ว"
จุนโนะตาโต มองใบหน้ามุ่งมั่นของเอลฟ์น้อยด้วยความตะลึง
"ข้าจะไปกับทัพเล็กที่จะตามไปส่งเสบียง พรุ่งนี้"
"แต่...ท่านซึบาสะสั่งทหารไว้..."
จุนโนะทำสีหน้าลำบากใจยิ่งกว่าเก่า
"จุนโนะ!..เจ้าเองก็อยากไปหาพี่จุนใช่มั้ย?"
ยามะพีจ้องหน้าจุนโนะตรงๆ ด้วยสายตาขู่แกมยบังคับ
จนร่างโปร่งรู้สึกเก้อขึ้นมาหน่อย
" งั้นเราไปด้วยกันนะ..."
"เดี๋ยวก่อนสิ ท่านชาย แล้วเราจะไปได้ยังไงกันละ"
End.
Chapter 16
close to you.
close to you.
มันอยู่ไหนนะ!
เรียวคิ้วบางมุ่นเข้าหากันเสียจนคิ้วกลายเป็นเส้นเดียว
ริมฝีปากบางเม้มเข้าและคลายออกเป็นระยะ ปลายนิ้วเรียวเล็กขาวสะอาดคว้าผ้านวมหนาขึ้น
กวาดตามองโดยรอบ แต่ก็ไม่เจอของที่ต้องการ
คาเมนาชิ คาซึยะ กำลังวุ่นวายเหลือเกินกับการหาของ...
ของสำคัญที่หายไปเมื่อคืน...
หนุ่มน้อยรื้อหมอนเสียกระเจิง ต่อด้วยการค้นโต๊ะข้างเตียง
ตามด้วยชั้นหนังสือที่ตั้งอยู่อีกมุมห้อง
อยู่ไหนนะ!!
จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เห็นมันคือตอนที่เก็บไว้ใต้เสื้อคลุม
ก่อนออกไปกับจินเมื่อวาน...
ไม่รู้ตัวว่าหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีก็ตอนตื่นมาเมื่อเช้าบนเตียงในห้องนอนที่คุ้นเคย...
ทั้งๆที่กำลังโผบินในความฝันกับจินและริวฮะ แต่ไหงตื่นบนเตียงได้น้า...
ถ้าเดาไม่ผิด..ก็คงเป็นกษัตริย์หนุ่มผู้เย็นชาเป็นคนพาคาซึยะมาแน่...
น่าอายชะมัด...กี่ครั้งแล้วนะที่คาซึยะทำตัวเหมือนเด็กให้จินคอยดูแล
ร่างบางคิดพลางยกมือลูบแก้มตัวเอง...ทำไมมันร้อนวูบแบบนี้นะ!
บ้านะ! อย่ามัวแต่ยืนเขินแบบนี้สิ
ต้องรีบหาของให้เจอ...ถ้ามีคนมาเจอเข้าก่อนละก็...โอ้ย จะต้องถูกหาว่าเล่นเป็นเด็กแน่เลย
แถมยังเป็นเด็กผู้หญิงด้วยสิ !!
ร่างบางก้มลงสอดส่องใต้ตู้ ควานมือหาให้ควั่กก่อนเปลี่ยนเป้าหมายไปรื้อตู้เสื้อผ้า
แต่ด้วยความไม่ระวังของเจ้าตัว ตู้ใบใหญ่ที่ถูกทิ้งสั่นคลอนจนทำท่าจะล้มลงมา
"เหวอออ....!!!!"
เด็กหนุ่มได้แต่ยืนนื่งหลับตาปี๋ รอรับชะตากรรม
ถึงแม้เวลาจะผ่านไปเป็นนาที แต่ไม่มีวี่แววที่ตู้ใบใหญ่จะล้มทับคาซึยะเลย
เงามืดที่เล็ดลอดเข้าสู่นัยน์ตา ทำให้คาซึยะลืมตาขึ้นมา
และแผ่นหลังกว้างคลุมด้วยอาภรณ์สีดำขลับ ร่างสูงใหญ่ที่บดบังไว้นี้เองต้นเหตุของเงามืด
และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ตู้เสื้อผ้าใบนั้นกลับไปอยู่ในที่ของมัน ไม่เขชื้อน หรือมีท่าทีโงนเงนเหมือนเมื่อครู่
"เจ้านี้ชอบหาเรื่องใส่ตัวจริง วุ่นวายแต่เช้าเชียว"
คาซึยะมองรอยยิ้มมุมปากของจินอย่างไม่ชอบใจ
ริมฝีปากบางเชิดขึ้นน้อยๆ พอบอกให้รู้ว่าหนุ่มน้อยกำลังขัดเคือง
"ข้าเปล่าหาเรื่องใส่ตัว แล้วก็ไม่ได้วุ่นวายด้วย"
เจ้าตัวเล็กว่าเสียงแหลม ก่อนสะบัดหน้าใส่อย่างถือดี
ถ้าเป็นคนอื่นจินคงบีบคอตายคามือไปแล้ว แต่นี้เป็นคาซึยะสินะ จินถึงได้ยิ้มขันออกมา
"หากเจ้าชายน้อยไม่ได้วุ่นวายแล้วละก็...ตู้ใบนี้ก็คงหาเรื่องจะล้มทับเจ้าเองสินะ"
ริมฝีปากบางเผยอค้างชั่ววินาที นัยน์ตาสดใสเป็นประกายส่งสายคาเชือดเชือนจิน
คาซึยะถอยไปนั่งบนเตียง เมื่อไม่รู้จะเถียงจินยังไง...
"ว่าแต่ทำไมจู่ๆถึงได้ยืนให้ตู้ล้มใส่ตัวเสียละ?"
ร่างสูงยิ้มล้อเลียนไม่เลิก สร้างความไม่พอใจให้คาซึยะอย่างมาก
เด็กหนุ่มเม้มปากแน่น มองจินด้วยหางตา ดูเอาเถอะคนอะไร...ชอบล้ออยู่ได้
"ใครที่ไหนเขาจะทำบ้าๆแบบนั้นเหล่า"
"ก็เจ้าชายน้อยของข้านี้ไง"
แก้มบางใสร้อนผ่าวขึ้น ไม่ชอบเลยเวลาได้ยินเสียง ทุ้มต่ำของจินเอ่ยเรียกด้วยคำว่า...เจ้าชายน้อยของข้า...
เพราะมันทำให้หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก...
"ข้ากำลังหาของนิ..."
คาซึยะก้มหน้า และตะโกนบอกตัวเองให้เลิกทำตัวงี่เง่าแบบนี้เสียที
ตอนนี้จินกำลังล้อเล่นกับเขา และคาซึยะสมควรที่จะแสดงอาการโกรธ ไม่ใช่มัวแต่ขลาดเขินแบบนี้!!
"หาของ?..."
"อืม..."
ร่างสูงขยับเข้ามาใกล้จนหยุดยืนหน้าร่างบอบบาง
มือที่ใหญ่กว่ามากกุมมือคาซึยะไว้ และจับมันขึ้นมา
ท่ามกลางความเงียบทั้งมวล...
ร่างสูงทรุดลงคุกเข่าตรงหน้าคาซึยะ...
สายลมอ่อนละมุมในฤดูหนาวไม่หนาวเย็นเช่นเคย
หากแต่อ่อนโยน อบอุ่นยิ่งกว่าแสงอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิ...บางที มันร้อนราวกับแดดจ้าในฤดูร้อนเสียมากกว่า
คาซึยะประหลาดใจ เพียงชั่วครู่ก่อนที่ความสงสัยทั้งมวลจะสลายไป
เพราะเมื่อสบตากับเนตรซาตานสีดำสนิทก็แทบจะหยุดหายใจ
ริมฝีปากบางสั่นน้อยๆ คาซึยะรู้สึกร้อนผ่าวจากลำคอสู่แก้ม และลามไปทั่งตัว
หวังว่ามือน้อยๆที่ถูกกอบกุมอยู่นั้นจะไม้ร้อนจนจินผิดสังเกตุ
"ของที่เจ้ากำลังหา...คือสิ่งนี้หรือเปล่า?"
มือใหญ่ยกมือน้อยขึ้น คลายนิ้วเล็กๆทั้งหาออก
ประกายแสงแพรวพราวระยับตาปรากฏขึ้น...จากเกร็ดละอองเปล่งประกายวาว
ค่อยรวมตัวกันเป็นกลุ่มบนฝ่ามือขาวนวล...ประกายแสงสดใสนั้นค่อยจางหายไป
ในชั่ววินาทีที่ช่างตื่นตาตื่นใจของคาซึยะ นัยน์ตาคมเฝ้ามองปฏิกิริยาเด็กหนุ่มด้วยความรู้สึกเต็มตื้น
ดอกไม้หอมที่ถูกจักช่อเกี่ยวกับเถาวัลย์ ร้อยเรียงเป็นวงบนฝ่ามือน้อย
ดวงตาสีชาเบิกกว้างอย่างตื่นเต้น รอยยิ้มงดงามบนใบหน้าคาซึยะแทนทุกคำพูดที่จะมอบให้จิน
"อยู่กับท่านนี้เอง..."
"เปล่า...ความจริงแล้วสิ่งที่เจ้าซ่อนไว้ใต้เสื้อคลุมมันหล่นหายไประหว่างทางกลับวัง"
"เห..."
คาซึยะลากเสียงยาวด้วยความสงสัย เอียงคอมองจินตาแป๋ว
"มันหล่นไปตอนริวฮะบินผ่านพายุหิมะ ข้าเองก็คว้าไว้ไม่ทัน
หากจะลงไปเก็บข้างล่างก็กลัวเจ้าจะแข็งตายเสียก่อน"
"ไม่เป็นไรหรอก...ข้าแค่ทำเล่นเฉยๆ มันไม่สำคัญขนาดนั้นหรอก"
คาซึยะหลบสายตาจิน ไม่อยากให้จินเห็นสีหน้าเก้อๆของเขา
นี่จินคงกำลังคิดว่าคาซึยะเป็นเด็กแน่ๆ
แถมยังหน่อมแน้มทำมงกุฏดอกไม้ เล่นเป็นผู้หญิงอายุไม่ถึงห้าขวบไปได้
"ส่วนอันนี้ถือว่าข้าใช้คืนให้เจ้านะ"
จินมองดอกกุหลาบที่งดงามด้วยเวทย์มนต์ที่สรรค์สร้าง
"ดอกไม้พวกนี้จะสดตลอดกาลไม่มีวันเสื่อมสลาย...
เว้นแต่เจ้าของผู้เสกมันขึ้นมาจะอ่อนกำลังหรือตาย จึงจะสลายไป"
"จิน..."
"อืม..."
"ขอบคุณนะ..."
ใบหน้าคมสันที่เคยวางเฉยแย้มยิ้มบางๆ สายตาเฉยชาเป็นประกายจ้าด้วยความอ่อนโยน
หัวใจดวงน้อยเต้นรัวด้วยความยินดี
หากแต่ในนั้นปะปนความรู้สึกแสนเศร้า วูบหนึ่งที่คำพูดของอีกฝ่ายกระตุ้นบางอย่างในกายให้ลุกโชน
ความหวาดกลัว...
.................................................................................
ร่างโปร่งในเสื้อคุลมขนสัตว์หนา เคลื่อนกายฝ่าพายุหิมะด้วยความเชื่องช้า...
หากเป็นนิชิกิโด เรียว คนเดิมการเดนในพายุก็ไม่ได้หนักหนาไปกว่าสภาพอากาศปกติเท่าไหร่
หากแต่สภาพจิตใจชายหนุ่ม การก้าวขาแต่ละครั้งช่างยากเย็นเหลือเกิน
ชาตั้งแต่หัวจรดเท้า
แต่ที่สาหัสสุดคงไม่พ้นก้อนเนื้อที่เต้นระริกในกาย
นัยน์ตาสีเข้มทอดมองรองเท้าที่ย่ำลงบนพื้นหิมะหนา
ร่างโปร่งห่างจากที่นั้นออกไปเรื่อยๆ ไกลขึ้น ไกลขึ้น...
เขาได้แต่คิดว่าสิ่งที่เขาทำนั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง...
ถูกต้องที่สุดสำหรับคนอย่างเขา...ที่จะสามารถทำให้กับฮิโรกิได้...
ใช่ว่าอยากจะเดินหนีออกมาเงียบๆแบบนี้
แต่หากต้องยืนอยู่ตรงนั้น ทนรับสายตาเชือดเชือนจากฮิโรกิแล้วละก็
การแอบหนีออกมายามหนุ่มน้อยหลับใหลไป...นั้นแหละคือสิ่งที่เรียวเลือก
เขาทิ้งข้าวของทุกสิ่งไว้ที่นั้น เดินออกมาตัวเปล่า
ไม่มีสิ่งใดติดตัวมาแม้กระทั่งหัวใจ...
หัวใจที่อ่อนล้ายังคงสั่นระริก
เมื่อนึกถึงดวงตากลมโตมองมาด้วยความรู้สึกว่างเปล่า...
..............................................................................
ลิเวนเดลล่าดูแคบไปถนัดตา เมื่อผู้คนมากหน้าหลากตาเดินทางมารวมตัวกันที่นี้
ไม่นับรวมกองทัพจากหลายเผ่าพันธุ์ที่ตั้งค่ายชุมนุมกันอยู่ในป่าตลอดรอบเขตอาณาจักร
ทั้งอมนุษย์ เทพารักษ์ เอลฟ์ ภูติ คนแคระ และสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจระบุได้แน่ชัด
เป็นเรื่องน่าประหลาดนัก หลังจากสิบปีที่ถูกไอเซนกาดบุกรุกและยึดครอง
ความหวาดกลัวแพร่กระจายเหมือนโรคระบาด แต่เพราะคนๆเดียว...
ก็สามารถสร้างความมั่นใจและรวบรวมกำลังพลได้มากพอที่จะลบล้างไอเซนกาดจากแผนที่โลกได้
ชายหนุ่มร่างสูงในเสื้อคลุมสีสว่าง ยืนมองอาณาจักรเบื้องล่างจากหน้าผาสูง
หน้าผาที่เคยเป็นน้ำตก แต่ตอนนี้น้ำถูกความหนาวทำให้แปรเปลี่ยนเป็นน้ำตกที่หยุดนิ่ง
ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มด้วยความพึงใจ ขณะที่สายตามองไปรอบบริเวณ
ริ้วธงหลากแบบพลิ้มตามลม ปักอยู่บนพื้นหิมะ ค่ายทหารที่ตั้งพำนักอยู่รอบเมืองกินบริเวณพท้นที่ป่าไปไกล
หากจะให้นับจำนวนพลของกองทัพครั้งนี้แล้ว เป็นที่น่าพอใจมากทีเดียว...
ระวังให้ดีเถอะอาคานิชิ
รอให้พายุสงบเมื่อไหร่ ข้านี่แหละจะนำทัพไปฆ่าเจ้า!
ยูอิจิสะกดใจที่ร้อนดั่งเพลิงไว้ พลางคิดถึงใบหน้าของอาคานิชิยามถูกลงทัณฑ์ด้วยความตาย...
ความตายที่ยูอิจิพร้อมจะมอบให้จินทุกเมื่อ...
ฉับพลันที่ใบหน้าขาวนวลปรากฏขึ้นในความคิด เสียงหัวเราะของน้องชายตัวเล็กที่ช่างสดใส
จนถึงเวลานี้แล้ว...ไม่รู้ว่า คาซึยะจะเป็นเช่นไรบ้าง...
นึกถึงคำพูดสุดท้ายของคาซึยะแล้วยิ่งปวดร้าว
เสียงร่ำไห้ กระเสือกกระสนจะข้ามประตูมิติมาหาเขา
น้ำตาที่อาบแก้มใส ทั้งร้องทั้งตะโกน เรียกหายูอิจิ
คาซึยะ...รอหน่อยนะ พี่กำลังจะไปช่วยเจ้าแล้ว...
มือที่เล็กกว่าแตะลงบนท่อนแขนแผ่วเบา
แต่นั้นก็ทำให้ยูอิจิที่หลงอยู่ในภวังค์สะดุ้งได้ง่ายๆ
"โทโมะ..."
"อืม...คิดอะไรอยู่หรอ?"
เอลฟ์น้อยเอียงคอมองด้วยดวงตากลมโต
ยูอิจิทอดสายตามองไปยังด้านล่างอีกครั้ง
"ไม่มีอะไร..."
โทโมะทำหน้าตาสงสัย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เอลฟ์น้อยใต้อาภรณ์สีฟ้าอ่อนขยับเข้ามายืนข้างร่างสูง
"คนพวกนี้เต็มใจมาทั้งๆที่รู้ว่าอาจจะไม่มีวันได้กลับบ้านอีก...ข้าไม่ชอบสงครามเลย"
มือน้อยยกขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองแผ่วเบา
ยูอิจิมองเสี้ยวหน้าของเอลฟ์น้อย ยากที่จะหาคำพูดใดมาปลอบโยน
ในเมื่อความคิดของเขาตรงข้ามกับโทโมะโดยสิ้นเชิง
ยูอิจิปรารถนาสงครามในครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะต้องการเห็นความตาย
หากแต่เพราะความแค้นและชีวิตน้องชายเป็นเดิมพัน
"ยูอิจิ...สัญญากับข้านะ ว่าท่านจะไม่ตาย"
คำพูดแผ่วนั้นทำเอายูอิจิชา นัยน์ตากลมโตที่มองมาเต็มไปด้วยความหมายอย่างแปลกประหลาด
สายลมหนาวยะเยือกวนเวียนรอบสองกาย ส่งเสียงครวญครางราวกับทรมานแสนสาหัส
"อือ..."
ชายหนุ่มรับคำสั้นๆ ก่อนจะยิ้มนุ่มนวลให้โทโมะเบาใจ
"จริงๆนะ"
ยูอิจิยิ้มหวาน รวบร่างเอลฟ์น้อยเข้ามาแนบอก มือใหญ่ลูบไล้แผ่นหลังนุ่มนวลนั้น
ริมฝีปากอุ่นจุมพิตใบหูขาวสะอาดซ้ำเล่า
"เจ้าเป็นเจ้าของชีวิตข้า จำไม่ได้หรือโทโมะ...ข้าเคยตายไปครั้งหนึ่งแล้ว...
แต่เจ้าก็นำข้ากลับมา...ข้าจึงต้องรักษาชีวิตนี้ไว้เพื่อเอลฟ์น้อยของข้า"
น้ำเสียงเย็นๆของยูอิจิช่วยให้เบาใจได้ ถึงแม้จะเพียงน้อยนิดก็ตามที...
เอลฟ์น้อยก้มหน้าลงช้าๆ ซบกับบ่ากว้างด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย
กลืนน้ำลายอย่างยากลำบากก่อนจะเอ่ยออกมาว่า
"ท่านพี่จุนให้มาบอกว่า ตอนนี้พายุสงบแล้วและ....พรุ่งนี้จะยกทัพไปไอเซนกาด..."
สาวลมเยือกเย็นพัดผ่าน ทำให้หัวใจรู้สึกราวกับถูกแช่แข็ง
แต่อีกหัวใจกลับร้อนระอุด้วยไฟแค้น...
..............................................................................
แสงเทียนนวลอ่อนจากตะเกียงแก้วสลักลายวิจิตรทอแสงสีส้มจางๆในค่ำคืนยามลมหนาวยังพัดวน
แสงอ่อนนวลนั้นสร้างบรรยากาศในห้องทำงานสีแดงเพลิงให้แลดูอ่อนโยนอย่างประหลาด
ท่ามกลางชั้นหนังสือสูงที่เรียงรายอยู่รอบห้อง ชายหนุ่มร่างสูงยังคงนั่งอิงเก้าอี้นวมบุด้วยหนังสีแดงเลือดหมู
และยังจดจ้องแผนที่โลกสามมิติที่สามารถมองได้ทุกมุม ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ด้านหน้า
เหนือผืนแผ่นสีดำขวับที่วางบนโต๊ะ ปรากฏลำแสงสีเขียวเส้นเล็กจำนวนมาก
แต่ละเส้นตัดกันกลางอากาศด้วยมุมองศาที่ต่างกัน กลายเป็นภาพที่สามารถเห็นได้ทุกมุมมอง
ภาพบ้านเรือนริมธารน้ำแข็ง สะท้อนภาพให้ชายหนุ่มเห็น
คิ้วเรียวขมวดน้อยๆและคลายออก เช่นนี้ซ้ำเล่า บ่งบอกอารมณ์ไม่คงที่ของเขาได้ดี
ชั่วอึดใจี่เขากำลังเคี่ยวสมองคิดอย่างหนักนั้น ประตูห้องที่ปิดล๊อคอย่างดีก็เปิดขึ้น
แอ้ด...
คิ้วเข้มมุ่นเข้าหากันด้วยความเคืองใจ อาคานิชิ จินก้มหน้าลง จัดการเก็บภาพแผนที่บนโต๊ะด้วยมนต์สองสามคำ
ใครกันนะที่มาเยี่ยมเยือนยามวิกาล หนำซ้ำยังอุกอาจเข้ามาในห้องส่วนตัว
ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม มันจะได้เห็นดีที่มารบกวนยามที่เขากำลังใช้ความคิดเช่นนี้
"เจ้านี่เอง..."
จินกล่าว และไม่ได้แสดงถึงความโกรธกริ้วแต่อย่างใด
อาจเป็นเพราะสีหน้าของอีกฝ่ายยามนี้แลดูแปลกประหลาดกว่าทุกครั้ง
สีหน้าเศร้าซึมที่ทั้งชีวิตของจิน เขาได้เห็นเพียงไม่กี่ครั้ง
"มีอะไร"
แสงเทียนจากตะเกียกวูบไหวเป็นระยะ พร้อมดวงตาสีนิลของผู้คุมกฏแห่งไอเซนกาดมองตอบกลับมา
"ข้าทำพลาด...ข้าไม่อาจหาสิ่งที่ท่านต้องการมาได้"
ชายหนุ่มกล่าวเสียงก้องทั่วห้องกว้าง ฉับพลันที่สีหน้าจินเปลี่ยนไป คิ้วเข้มมุ่นเข้าหากัน ริมฝีปากแดงชาดเหยียดออกราวจะแย้มยิ้มหากแต่นั้นคืออาการกระตุกมุมปากยามขัดเคืองใจ
"เจ้ารู้ว่าเจ้าพลาด แล้วยังมีหน้ากลับมาบอกข้าอีกหรือ? ต้องการให้ข้าโกรธหรือยังไง..."
จินจ้องมองใบหน้าที่ไม่เปลี่ยนสีของเรียว
"ข้าไม่ได้จงใจจะมายั่วโทสะท่าน แต่ข้าเพียงต้องการรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับ..."
บทสนทนาเพียงสั้นๆนี้ทำให้บรรยากาศในห้องปกคลุมด้วยไอเย็นอย่างประหลาด
อาจเป็นเพราะท่าทางของทั้งคู่นั้นคล้ายจะสงบเย็นหากแต่เต็มไปด้วยความตึงเครียด
"ข้ารู้ว่าเจ้าไม่เคยมีสิ่งนั้นเรียว...เจ้าต้องการอะไร?"
"ข้าไม่รู้ว่าท่านหมายความว่าอะไร?"
เรียวตอบกลับแทบจะในทันที สีหน้าที่แลดูมีประกายความเศร้าของเรียวทำให้จินรู้สึกแปลกยิ่งขึ้นไปอีก
"เจ้าไม่เคยทำงานพลาด...และไม่เคยยอมรับผิดแม้เจ้าจะ...ผิด!"
แม้น้ำเสียงของจินจะดังก้องด้วยความกราดเกรี้ยวแต่ท่าทางกลับสงบนิ่ง
"เจ้าทำให้ข้าหงุดหงิดรู้มั้ย...ต้องการอะไร?"
"ฆ่าข้าสิ..."
ทั้งสองสบตากัน คล้ายมีลมเย็นพัดพาเอาเสียงของเรียวจางหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบ ในห้องสีแดงเพลิง และจู่ๆ จินก็หัวเราะขึ้นมา
"เจ้าอยากตายถึงขนาดนั้นเลยหรือ?"
"........."
"เห็นที่ข้าจะทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเจ้าเป็นน้องชายข้า...และอีกอย่างข้าไม่ต้องการของพรรณนั้นอีกแล้ว"
"ท่าน!..."
ดูเหมือนเรียวจะตามอารมณ์ขึ้นๆลงๆของจินไม่ทัน ทั้งๆที่จินเคยต้องการวงแหวนแห่งไฟถึงขนาดถล่มเวนต์มีนาสจีริสจนราบ แต่ตอนนี้ทำไมถึงได้เปลี่ยนใจเอาง่ายๆเช่นนี้เล่า
ชายหนุ่มเอนกายทิ้งน้ำหนักลงบนนวนหนา ประสานมือ ไว้ที่ตัก ส่งรอยยิ้มน้อยๆมาให้อีกฝ่าย
"ข้าไม่นึกว่าเจ้าจะอยากตายถึงขนาดใช้วิธีนี้หลอกให้ข้าสังหารเจ้า..."
จินกล่าวด้วยน้ำเสียงล้อเลียนน้อยๆ
หลักแหลม...
ไม่น่าเชื่อว่าจินจะสามารถอ่านความคิดของเขาได้ถึงเพียงนี้ สมแล้วที่เป็นจิน
เรียวเองก็ไม่รู้เหตุผลที่แน่ชัดของอาการหดหู่ของเขา แต่ที่แน่ๆมันทำให้เขารู้สึกไร้ซึ่งความหวังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไร้ซึ่งความหมายของการมีชีวิตอยู่ต่อไป...
เรียวยิ้มมุมปากน้อยๆ ยอมรับความพ่ายแพ้ต่อใจตัวเอง
ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่า ที่เขารู้สึกแย่ขนาดนี้เพราะใคร...
หัวใจที่ยังคงเต้นสม่ำเสมอ มันกำลังกรีดร้องอย่างทรมาน
แม้จะไร้เสียง แต่เรียวก็รู้สึกได้...
สาเหตุของความทรมานจนต้องเลือกทางตายทั้งหมดนั้น มาจากคนๆเดียวเท่านั้นจริงๆ...
คนที่ตอนนี้คงกำลังร้องไห้อยู่ในถ้ำท่ามกลางความหนาวของพายุหิมะ....
ผู้ที่เป็นความหมายของการมีชีวิตอยู่ของเรียวตลอดมา...
" เอาเถอะ...ถึงยังไงข้าก็ไม่อยากเสียกำลังสำคัญไปอีกคน..."
"อีกคน?"
เรียวขมวดคิ้ว ขณะที่อ่านสีหน้าของอีกฝ่าย...
"จุนโนะ!"
ร่างสูงขยับกายจากเก้าอี้นวม เอื้อมมือไปหยิบกระดาษที่นอนแน่นิ่งในลิ้นชัก
นิ้วเรียวยาววางกระดาษลงบนโต๊ะ เรียวจึงหยิบมันมาอ่านด้วยความสงสัย
ในสารเป็นรายมือจุนโนะที่บอกเพียงสั้นๆว่า ไม่มีอะไรผิดปกติที่ลิเวลเดล
ขอให้จินวางใจ และจุนโนะไม่สามารถเดินทางกลับตอนนี้ได้เพราะต้องรอให้หิมะที่กั้นทางเข้าออกเมืองละลายเสียก่อน
เรียวอ่านทวนหลายครั้ง ก็ยังไม่เข้าใจว่า เกิดอะไรกับจุนโนะกันแน่
ทำไมจินจึงต้องพูดว่า เสียจุนโนะไปแล้ว...เจ้านั้นก็สบายดี ไม่ได้ตายจากเสียหน่อย
"เจ้าคิดว่าไง"
" ก็ไม่น่าจะมีอะไรมิใช่หรือ?"
"จุนโนะไปลิเวลเดลเป็นเดือน แต่สารนี้พึ่งส่งถึงข้าเมื่อไม่กี่วันมานี้ ถึงจุนโนะจะเป็นคนใจเย็นทำงานรอบคอบเพียงไรก็ไม่น่าจะช้าขนาดนี้ "
"แต่ลายมือนี้เป็นของจุนโนะ แล้วที่จุนโนะช้าก็เพราะติดพายุหิมะ"
" เรียว...เจ้ากับจุนโนะใครมีระดับความสามารถสูงกว่ากัน"
จินถามช้าๆ...สักครู่หนึ่งที่เรียวใช้ความคิด
"ถึงจุนโนะจะฝีมือแย่ขนาดไหนก็ไม่น่าถึงขนาดฝ่าพายุมาไม่ได้..."
จริงอย่างที่จินกล่าว เรียวเองก็ยอมรับในฝีมือของจุนโนะ ถึงบุคคลิกจะดูเชื่องๆไม่น่ามีอันตราย แต่ระดับฝีมือของจุนโนะนั้นสูงกว่าเรียวขั้นหนึ่ง ขนาดเขาเองยังเดินในพายุหิมะได้อย่างสบาย แล้วทำไมจุนโนะจะทำไม่ได้...
"ท่านคิดว่าจุนโนะ..."
"เปล่า...จุนโนะยังไม่ตาย ลายมือนั้นเป็นของจุนโนะจริงๆ แต่มันไม่ปกติเท่านั้น...
ถึงยังไงข้าก็ไม่อยากประมาท...ลิเวลเดลกำลังต่อต้านไอเซนกาดแล้วจริงๆ...พรุ่งนี้สั่งออกไปให้ทุกหน่วยเตรียมทัพให้พร้อมรับสงครามทุกเมื่อ "
เรียวคำนับเล็กน้อยเป็นเชิงรับคำสั่ง
นี้เป็นครั้งที่สองที่เขารู้สึกถึงความหลักแหลมของจิน
ชายหนุ่มกลับตัวเพื่อเดินออกจากห้อง แต่มีบางสิ่งทำให้เขาหยุดและหันกลับมาที่จินอีกครั้ง
"ข้ามีเรื่องอยากถามท่าน"
จินเลิกคิ้วสงสัย แต่ก็พยักหน้าให้เป็นเชิงอนุญาติ
" คำทำนายของพ่อมดแห่งมาริเรียดคืออะไร..."
"ทำไมจู่ๆถามขึ้นมา มีอะไรกับฮิโรกิหรือเปล่า?"
เรียวชะงักไปเมื่อถูกถามกลับ และนั้นก็จี้ใจดำเป็นที่สุด
ดูเหมือนจินพอจะดูออก เขาจึงเลือกที่จะถามต่อไป
"ฮิโรกิไปไหนเสียละ ได้ข่าวว่าออกนอกเมืองไปกับเจ้านิ"
วินาทีนั้นที่หัวใจของเรียวเต้นรัวทั้งรุนแรงและสั่นสะท้าน
ลำคอแห้งผากจนไม่อาจเอ่ยคำพูดใดออกมาได้
เงียบอยู่สักพักก่อนเขาจะตัดสินใจพูดอะไรออกมาได้
"ข้าปล่อยไปแล้ว"
จินรุ้สึกแปลกใจไม่น้อย เขารู้ว่าเรียวหลงรักเด็กคนนั้นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร และเมื่อเขายกให้เรียวไป แม้จะทำสีหน้าเฉย แต่ดูท่าทีเจ้าตัวดีอกดีใจจนปิดไม่มิด แล้วตอนนี้มาบอกว่าปล่อยไปแล้ว มันหมายความว่ายังไงกันแน่...
"ปล่อยไป...ทั้งๆที่มันทำให้เจ้าทรมานงั้นหรือ?"
สาเหตุนี้แน่ๆที่ทำให้เรียวมาขอให้เขาสังหารตัวเอง...
เรียวนิ่งเงียบ เพียงแต่มองกลับมาด้วยแววตาไร้ความรู้สึก
" หากข้าต้องการกักขังไว้ก็สามารถทำได้ไม่ยาก หากแต่มันจะมีประโยชน์อะไรในเมื่อทำให้เขาทรมาน "
ฉับพลันที่หัวใจจินรู้สึกถึงความหยือกเย็นของเรียววูบหนึ่ง
และตามมาด้วยใบหน้าหวานละมุมของใครคนหนึ่งผ่านเข้ามาในห้องความคิด...
"ถึงแม้จะทรมาน แต่อย่างน้อยที่สุด ข้าก็สุขใจที่ได้ครอบครองไว้เพียงผู้เดียว "
ใช่...ข้ายอมเป็นผู้ร้าย เป็นคนเห็นแก่ตัวที่กักขังเจ้าไว้
ขอแค่ให้ได้มีเจ้าไว้...ให้เป็นของข้าคนเดียวเท่านั้น
ให้ทรมานแค่ไหน...ข้าก็จะไม่มีวันปล่อยมือจากเจ้าแน่....เจ้าชายน้อย
"ระวังเถอะ สักวันความเห็นแก่ตัวของท่านจะทำให้สิ่งสำคัญที่สุดหลุดลอยไป และไม่มีวันกลับคืนมาอีก"
"เรื่องของข้าน่า!"
จินตวาดใส่ เป็นครั้งแรกที่เขาหงุดหงิดจริงๆจัง และรู้สึกเหมือนถูกจี้ใจดำพิกล
ยิ่งเหห็นสีหน้าเฉยเมยของเรียวยิ่งหงุดหงิด นี่มันแอบสั่งสอนข้าหรือยังไงนะ!
"เจ้าอยากรู้เรื่องคำทำนายใช่มั้ย"
เรียวพยักหน้ารับ
" พ่อของฮิโรกิ เป็นคนทำนายไว้ว่าข้าคือร่างหนึ่งของซาตาน เทพมัจจุราชแห่งความตาย
จำได้มั้ยเรียว นั้นแหละสาเหตุที่ทำให้ทุกคนเกลียดข้า ตั้งแต่ข้ายังไม่เกิด"
ดูท่าอารมณ์ที่ไม่ค่อยคงที่ของจินเริ่มสั่นคลอนขึ้นเรื่อยๆ
สีหน้าแค้นเคืองปรากฏชัดบนใบหน้าคม
"นั้นคือสาเหตุที่ท่าฆ่าพวกพ่อมด..."
"ใช่...ในเมื่อมันต้องการให้ข้าฆ่าคน ข้าก็เลยสนองให้"
เรียวเห็นท่าไม่ดี เขาจึงจากไป ทิ้งความเกรี้ยวกราดไว้กับจิน
ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้นวม เขาเดินไปหยุดยังหน้าต่างกระจกหนา เบื้องหน้าคือความมืดมิด
ของท้องฟ้ายามราตรี มืดไปหมดทุกทาง...เหมือนชีวิตเขาที่เกิดมา เพื่อทำในสิ่งนี้...
จินถอนหายใจเบาๆ ความรู้สึกในใจมันหนักอึ้งยิ่งนัก ในห้องแห่งความคิด
เขานึกถึงคำพูดสุดท้ายของพ่อมดมารีเรียด
วันนั้นที่สงครามระหว่างไอเซนกาด ความร้อนระอุของเพลิงที่เผาผลาญนครจนกลายเป็นทะเลเพลิง
อาคานิชิลอบเข้าไปถึงห้องโถงราชวังหลวง เพื่อสังหารเจ้านคร
และเขาก็ได้พบกับพ่อมดแห่งมารีเรียด
" นั่งก่อนสิพ่อหนุ่ม..."
ชายชราผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ พร้อมส่งยิ้มเป็นมิตรให้แก่จิน
จินยิ้มเยาะออกมา เขากำดาบไว้แน่น หมายจะสังหารชายชราเสียสติผู้นี้ซะ
จะได้สะสางความแค้นทั้งหมดเสียที ที่ทุกอย่างเป็นเช่นนี้เพราะคำพูดของชายผู้นี้
เพียงเพราะคำทำนายที่ว่าจินเป็นอันตราย พ่อของเขาจึงทำราวกับเขาไม่ใช่ลูก
จะฆ่าแม่ที่อุ้มท้องลูกของตัวเอง ยังดีที่แม่ดิ้นรนจนเขาได้เกิด เกิดมาโดนถูกมองเป็นปีศาจ
ถึงแม้ว่าแม่จะปกป้องจินได้ แต่ก็เพียงไม่กี่ปี นางก็ถูกสังหาร
ชีวิตที่มืดมนของจิน...ทั้งหมดเป็นเพราะคำพูดไม่กี่คำของคนๆนี้คนเดียว
"จะฆ่าข้าก็ได้ แต่เจ้าต้องนั่งลงก่อนพ่อหนุ่ม"
"เจ้ามันเสียสติไปแล้ว กำลังจะตายอยู่รอมร่อยังจะมาทำปากดี"
ชายชรากลับยิ้มให้ ผายมือไปยังเก้าอี้ตรงข้าม โดยมีเพียงโต๊ะหินอ่อนขั้นกลาง
"ข้ารู้ตัวดีว่าวันนี้ชะตาข้าได้ขาด รวมทั้งมารีเรียดถึงคราวอวสาน"
จะให้ข้าเชื่อว่าเจ้าทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ยังเหรอ ไม่มีทาง!
เจ้าก็แค่ปากดี เพราะรู้ว่าตัวเองจะตาย ก็เลยขอทำตัวเป็นผู้รู้ไปเสียทุกเรื่อง
"ให้ข้าได้ทำตามบรรชาสวรรค์เป็นครั้งสุดท้าย"
"ได้...เจ้าจะได้ตายตาหลับ!"
ชายหนุ่มทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้นั้น ชายชราจ้องหน้าเขาด้วยความอ่อนโยน
ไม่ใช่สายตาที่มองฆาตกรที่กำลังจะฆาตกรรมตน
"ไหนละบรรชาสวรรค์ของท่าน ความนี้จะบอกว่าข้าเป็นอะไรอีกละ?...
เป็นปีศาจมังกร หรือว่า เทพแห่งความหายนะละ"
จินกล่าวประชดประชัน
" เจ้าคือ...ซาตาน "
"ฮ่าฮ่า...ใช่ข้าคือซาตาน และกำลังจะพรากวิญญาณเจ้าด้วย"
จินตวาดด้วยความเบื่อหน่าย แต่ท่าทีของชายชราก็ไม่ต่างจากเดิม เขายังคงมองจินด้วยความเอ็นดูราวญาติผู้ใหญ่มองลูกหลานตน
" ข้าขอยืนยันในสิ่งที่ข้าพูด เจ้าเกิดมาเพื่อเป็นวาตาน และเกิดมาด้วยความเคียดแค้นของซาตาน เจ้าคือร่างมนุษย์ของเทพแห่งความมืด"
"เรื่องนั้นท่านเคยพูดแล้ว ก่อนข้าจะเกิดด้วยซ้ำ ท่านพ่อมด! ข้าได้ยินจนเบื่อแล้ว"
"พ่อหนุ่ม...เจ้าจงฟังข้าให้ดี หากวันใดเจ้าหยุดฆ่าคนเมื่อไหร่ ดาวมัจจุราชในตัวเจ้าจะสังหารตัวเจ้าเอง.."
"อ่อเหรอ...เรื่องนั้นข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน ท่านกำลังจะแต่งนิทานให้ข้าไม่ฆ่าท่านงั้นหรือ?"
" พ่อหนุ่ม...ตั้งแต่ได้ทำนายดวงชะตาเจ้าเมื่อครั้งเจ้าอยู่ในครรภ์ ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวสำหรับข้าแล้ว เพราะข้ารู้ว่าสักวัน...เจ้าจะมาหาข้า"
ชายชรายิ้มให้ เขาประสานมือทั้งสองที่มีแต่หนังเหี่ยวหุ้มกระดูกโปนๆบนโต๊ะ
"และข้าจะได้บอกคำทำนายทั้งหมดแก่เจ้า...ชีวิตเจ้า10ปีแรกนั้นจะเจอแต่ความเลวร้าย
หลังจากนั้นมารดาเจ้าจะตาย และในปีที่11 ก็จะเป็นดวงปิตุฆาต...เจ้าสังหารญาติพี่น้องและบิดาตน..."
"สงสัยการลอบสังหารของข้าจะไม่แนบเนียนเท่าไหร่ คนอื่นถึงรู้ไปทั่วว่าข้าเป็นคนทำ...ท่านก็พูดได้ ในเมื่อมันเป็นอดีตไปแล้ว แบบนี้ใครๆก็ทำนายได้ทั้งนั้น หึหึ..."
" หลังจากนี้12ปี เจ้าจะเจอแต่ความตาย...เจ้าจะยิ่งใหญ่ รวบรวมทั้งโลกไว้ในมือแต่ต้องแลกด้วยความตายของคนทั้งหมด..."
"หึ...น่ายินดีจริง"
จินหัวเราะเบาๆ ราวกับเรื่องที่ได้ฟังเป็นเรื่องตลก
" มีพันธะระหว่างเจ้ากับซาตาน...เจ้าจะปลดปล่อยวิญญาณซาตาน คืนวิญญาณให้แก่ซาตาน"
"โลกนี้ไม่จำเป็นต้องมีซาตานอีกคนหรอก ข้านี้แหละจะเป็นซาตานเอง...ถ้าเช่นนั้นแผ่นดินจะร้อนเป็นไฟดั่งโลกันต์ ในเมื่อซาตานมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ อะไรจะเกิดขึ้น...แค่คิดก็สนุกแล้วสิ"
จินหัวเราะออกมา สีหน้าเลือดเย็นของเด็กหนุ่ม ชวนให้ชายชรารู้สึกสังเวชใจ เพราะเขาเปิเผยความลับสวรรค์ จึงทำให้เด็กคนนี้กลายเป็นซาตานไปแล้วจริงๆ ถึงยังไงเขาก็ต้องช่วย...
"วงแหวนแห่งไฟ..."
"อะไรนะ?"
"วงแหวนแห่งไฟ..."
" อ้อ...ไอ้แหวนที่เขาลือกันว่ามีพลังอำนาจยิ่งใหญ่อยู่ใช่มั้ย...แหม...ช่างบังเอิญเสียจริง...ข้ากำลังอยากได้แหวนนั้นพอดี"
"เจ้าจะต้องไม่ยุ่งกับสิ่งนั้น!!"
เสียงชายชราแข็งกร้าวขึ้นมา สีหน้าจริงจังบนใบหน้ายับย่นทำให้จินรู้สึกแปลกประหลาด
"วิญญาณของซาตานอยู่ที่แหวน เจ้าคือร่าง แหวนคือจิตวิญญาณ เมื่อมารวมกันก็จะปลดปล่อยซาตานได้ เจ้าจะตกเป็นทาสแห่งซาตาน และจะสูญเสียสิ่งสำคัญ..."
"ข้าจะตามหาแหวนนั้น และไม่สนว่าจะเสียอะไรเพราะชีวิตนี้ข้าไม่เหลืออะไรให้เสียแล้ว!"
" เจ้าจะเสีย...เสียคนที่รักที่สุดไป ถ้าเจ้าไม่ทำตามที่ข้าบอก...เจ้าจะต้องไม่สวมมัน และทำลายวงแหวนแห่งไฟซะ"
"ไม่มีทาง! ข้าปล่อยให้เจ้าพูดมามากพอแล้ว ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องลาโลกใบนี้เสียที"
เด็กหนุ่มลุกขึ้น เขายืนตระหง่าน มองชายชราตรงหน้าด้วยความก้าวร้าว ท่อนแขนยาวยกสูงพร้อมดาบวาววับเปื้อนเลือดในมือ
"หลังจาก12ปีที่เลวร้าย เจ้าจะได้พบกับความเปลี่ยนแปลง...ชะตาชีวิตเจ้าถูกกำหนดให้พบกับคนๆนึง ที่จะเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิตเจ้า..."
ชายชรากล่าว ไม่เกรงกลัวความตายที่จะมาเยือนในไม่ช้า เขายังนั่งนิ่ง มองใบหน้าเด็กหนุ่มด้วยความอ่อนโยน
" เขาคงจะช่วยเปลี่ยนชีวิตข้าได้ หากไม่ตายเพราะมือข้าไปเสียก่อน"
จินกล่าวอย่างหงุดหงิด เขาอยากฆ่าตาแก่นี้เต็มทน
" เจ้าจะไม่ฆ่าเขาหรอก...เขาเป็นคนเดียวที่เจ้าฆ่าไม่ได้"
"ไม่มีคนๆนั้นบนโลกหรอก!"
"พ่อหนุ่ม...ตอนนี้เจ้าเองคือมนุษย์ จิตใจที่เจ้าเชื่อว่ามั่นคงและเยือกเย็นนั้น มันก็หวั่นไหวได้เช่นกัน"
"ท่านพูดอะไร!"
" และถ้าเจ้าไม่อยากเสียคนที่เป็นดังทุกสิ่งของเจ้าไป...จงเลิกโหยหาวงแหวนแห่งไฟ"
"หยุดได้แล้ว!!!"
วินาทีที่ดาวตวัดผ่านอากาศ เขายังคงจำเสียงนั้นได้ดี
เสียงที่น่าสยดสยอง เลือดสดๆ อุ่นทะลักเปรอะเปื้อนกาย กลิ่นคาวฟุ้ง
และความหวาดหวั่นในใจที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้ตอนฆ่าบิดาตนเอง เขาก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเช่นนี้...
ร่างชายชราถูกทิ้งให้สิ้นใจ และคงสลายไปกับเปลวเพลิง หากแต่บทสนทนาในค่ำคืนนั้นยังตราตรึงในใจเด็กหนุ่มตลอดมา...
"คาซึยะ...."
ริมฝีปากได้รูปเอ่ยชื่อใครบางคนแผ่วเบา...
เขาไม่เคยเชื่อคำทำนายนั้น...จนถึงวินาทีนี้...
คนที่เขาไม่อาจสังหารได้ ได้ปรากฏตัวขึ้นมาแล้วจริงๆ...
ถ้าไม่อยากสูญเสีย...จนเลิกโหยหาอำนาจ...
ข้ากำลังทำอยู่...
ข้าเลิกตามหาแหวนนั้นแล้ว...
เจ้าต้องอยู่กับข้าตลอดไปนะ...คาซึยะ...
หากแต่ในห้วงความรู้สึกของจินแล้ว มีบางสิ่งซ่อนอยู่...ความรู้สึกปรารถนาอันแรงกล้าจนไม่อาจหักห้ามใจได้ เมื่อถึงเวลานั้น ข้าไม่แน่ใจ...ไม่แน่ใจว่าจะห้ามใจได้หรือเปล่า ข้าจำต้องทำเพื่อบางสิ่ง....
เหมือนมันมีอะไรสักอย่างระหว่างข้าและแหวนนั้น
มีบางอย่างที่พันธนาการวิญญาณข้ากับสิ่งนั้น
...............................................................................
พายุหิมะหมุนวนในอากาศและสลายตัวไปช้าๆ ท่ามกลางความสว่างสดใสยามเช้า
เมื่อพายุได้จากไป ทิ้งไว้เร่องรอยความเสียหายที่ยากนักจะยั่งเห็น...
นัยน์ตาหวานกระพริบปรือก่อนลืมขึ้นเต็มตา ภาพที่เห็นตรงหน้าคือผาหินของถ้ำที่มืดมิด
ร่างโปร่งยันกายขึ้นจากพื้ถ้ำเย็นเฉียบ และพบว่าไม่มีใครอยู่ที่นี้
เสื้อคลุมสีดำตัวใหญ่โคร่งที่ห่มร่างบางล่นลงมากองที่ตัก
หนุ่มน้อยหยิบเสื้อคลุมสีดำที่ตนใช้เป็นผ้าห่มกันความหนาวจากพายุทั้งคืนขึ้นมาดู
กลิ่นที่ติดเนื้อผ้าเป็นกลิ่นที่คุ้นเคย แน่นอนว่าเสื้อตัวใหญ่นี้ไม่มีทางเป็นของฮิโรกิที่ผอมบางแน่
เสื้อของเรียว...
เด็กหนุ่มกวาดตามองรอบกายอีกครั้ง แต่ก็ไม่พบอะไรนอกเสียจากความว่างเปล่า
ไปไหนนะ...
ข้าวของสำหรับเดินทางของเรียวยังวางกองอยู่มุมถ้ำ แต่เจ้าของมันหายไปไหนเสียละ
ไออุ่นจากกองไฟที่สุ่มเพลิงอยู่ไม่ไกล ไม่ได้ช่วยให้ฮิโรกิรู้สึกอุ่นขึ้นเลยสักนิด
ร่างโปร่งบางขยับลุกขึ้นจากพื้น และมีบางสิ่งตกลงมาจากเสื้อคลุมตัวนั้น
เศษกระดาษสีขาวราวหิมะแน่นิ่งบนพื้นถ้ำ ก่อนนิ้วมือเรียวจะหยิบมันขึ้นมา
นัยน์ตาหวานไล่มองตัวอักษรบนนั้น ด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
ถึงเวลานี้ เจ้าคงเกลียดข้ามาสินะ...
ถึงยังไงข้าก็อยากจะขอโทษเจ้าอีกสักครั้ง...แต่ก็ไม่กล้าที่จะพูดมันด้วยตัวเอง
ข้าไม่เคยรู้สึกเช่นนี้เลย ข้าไม่เคยรู้สึกผิดมากมายขนาดนี้...
ชีวิตของเจ้าเป็นอิสระแล้วฮิโรกิ...ต่อจากนี้ไปข้าขอปล่อยเจ้าไป...
สิ่งที่ข้าสามารถทำให้เจ้าได้คงมีเพียงเท่านี้...
ท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็ทิ้งฮิโรกิคนนี้ไปจนหมด!!
ไม่เหลือใครอีกแล้ว....
ริมฝีปากอวบขบกันแน่น รับรู้ถึงความรู้สึกเย็นๆข้างในกำลังแผ่นซึมขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ
ไม่เหลือใครอีกแล้ว...
แม้กระทั่งเรียว ก็ทิ้ง...
ทั้งจิน...ทั้งพ่อแม่...
ไม่มีใครต้องการฮิโรกิเลยงั้นหรือ?
ขาที่เคยรับน้ำหนักร่างโปร่งบางไว้กลับไร้กำลังขึ้นมาเสียดื้อๆ
ร่างโปร่งบางดูไร้กำลังกว่าทุกครั้ง ใบหน้าอ่อนหวานกำลังแสดงความอ่อนแอออกมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ใจของฮิโรกิ...เขาตั้งใจจะลืมเรื่องในอดีต
เรื่องที่เรียวคือคนฆ่า พ่อแม่ของเขา
ลืมเรื่องในอดีตที่ฮิโรกิไม่มีวันกลับไปแก้ไขได้
หากจะพลาดโกรธแค้นไป ก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา
หนำซ้ำจะพาลทำร้ายตัวเองเสียเปล่าๆ
ทีแรกที่ได้ยินเรื่องราวจากปากเรียว ฮิโรกิยอมรับว่าเขาโกรธไม่น้อย
แต่หลังจากเห็นสีหน้าน่าสงสารของอีกฝ่ายแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนความคิดใหม่
เขาตั้งใจ...ตั้งใจจะตื่นขึ้นมาพูดว่าให้อภัย
แต่ คนที่จะมารับฟังคำนั้นอยู่ที่ไหนกันนะ...
ความรู้สึกที่ถูกทำร้าย แตกสลายครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ถูกหล่อหลอมใหม่ด้วยความรัก
ฮิโรกิที่ถูกจินทอดทิ้งไม่ใยดี ถึงขนาด ยกเขาให้คนอื่นได้หน้าตาเฉย...
แต่ยังดีที่คนๆนั้นคือเรียว...
เรียวที่อ่อนโยนเสมอมา
ถึงแม้จะเย็นชาไปบ้าง กระด้างไปบ้าง
แต่ถึงยังไงทุกครั้งในสายตาของเรียว ก็ยังมีแต่ฮิโรกิเสมอ...
ปล่อยให้เป็นอิสระ?
ในความคิดของฮิโรกิแล้วมันไม่ต่างกับการถูกทิ้ง อีกครั้ง...
และครั้งนี้ หนุ่มน้อยรู้สึกถึงความปวดร้าวของมันมากกว่าครั้งไหนๆ
มากกว่าการเสียครอบครัว การเสียจิน...มากกว่าสิ่งใด
เพราะรักมากถึงได้เสียใจมาก...
"ไม่ได้นะ...ร้องไห้ไม่ได้"
เสียงครางแผ่วที่หลุดจากริมฝีปากที่สั่นระริก ทั้งๆที่น้ำตาเปรอะสองแก้มขาวนวล
มือเรียวปาดคราบแห่งความเศร้านั้นทิ้งไป ก่อนยันกายขึ้นทั้งๆที่ยังโงนเงน
หัวใจดวงน้อยที่เคยสั่นสะท้าน บัดนี้เต้นช้าลงจนปกติ
ดวงตาที่ยังเปื้อนคราบน้ำเป็นประกายขึ้นมา
ข้าไม่ยอมให้ท่านทิ้งข้าไปง่ายๆหรอกเรียว!
...............................................................................
กองทัพที่ถูกแบ่งออกเป็นหน่วยย่อย เตรียมตราทัพไว้พร้อมทุกอย่าง
และมีบางส่วนได้เคลื่อนออกจากนครไปแล้ว...
บรรยากาศที่ดูคึกครื้น เต็มไปด้วยประกายความหวัง
เหล่านักรบรวมตัวกันเพื่อจุดหมายเดียวกันคือล้มล้างไอเซนกาด
หากแต่สำหรับเอลฟ์น้อยแล้ว ทุกอย่างช่างมืดมน...
ตั้งแต่จำความได้ โทโมะรู้จักเพียงความอบอุ่นของพี่ชายทั้งสอง...
พี่ชายสองคนกับ ลิเวนเดลล่า...
มีเพียงสองสิ่งนี้เท่านั้นสำหรับโทโมะ สิ่งสำคัญที่โทโมะจะไม่ยอมให้เสียไปอีก
พ่อแม่ญาติพี่น้องที่ตายเพราะสงคราม ตอนนั้นโทโมะยังเด็กมาก จึงจำอะไรไม่ได้
แต่ที่จำได้ก็เพียงแต่ผลเสียจากสงครามในครั้งนั้น...
"ไม่ได้เด็ดขาดโทโมะ...นี่เจ้ายังฟังพี่อยู่รึเปล่า?"
เสียงซึบาสะเฉียบขาดกว่าทุกครั้ง ร่างโปร่งของผู้นำเอลฟ์แต่งกายเต็มยศพร้อมแก่การกรำศึก
ใบหน้าของผู้เป็นน้องบิดเบี้ยวด้วยความเคือง โทโมะเงยหน้าขึ้นไม่ลดละความตั้งใจของตน
"ท่านพี่!...ให้ข้าไปด้วยเถอะ!"
"ไม่!...พี่ไม่ยอมให้เจ้าไปเด็ดขาด ไม่มีทาง!"
"ถึงยังไงข้าก็จะไป!"
เอลฟ์น้อยตะโกนก้องท้องพระโรง มือน้อยกำจิกแน่นจนสั่น ริมฝีปากอิ่มเม้มขบเป็นเส้นตรง
แต่ในโถงกลางราชวังนี้ไม่ได้มีเพียงแต่โทโมะกับซึบาสะเท่านั้น
ยังมีจุนที่ยืนข้างซึบาสะ โช โคคิ อุเอดะ ทหารรับใช้ และยูอิจิอยุ่ที่นั้นด้วย
ทุกคนเตรียมจะเดินทางออกจากวัง แต่ก็ถูก เอลฟ์น้อขวางไว้ด้วยคำพูดที่ว่า "ข้าจะไปด้วย"
"เมื่อคืนเราพูดเรื่องนี้กันแล้วไม่ใช่หรือโทโมะ"
"นั้นมันคำพูดที่ท่านพี่พูดเองตกลงเองต่างหากละ"
"ยังไงพี่ก็ไม่ยอมให้เจ้าเอาชีวิตไปทิ้งในสนามรบหรอก"
ซึบาสะกล่าวเสียงเรียบ แต่แววตานั้นหนักแน่นกว่าทุกครั้งที่เคย
โทโมะยังคงดื้อรั้น ไม่ฟังคำพูดของผู้เป็นพี่เลยแม้แต่น้อย
"จะเอาชีวิตไปทิ้งก็ช่าง ข้าไม่สนหรอก"
"โทโมะ!"
เมื่อเห็นว่าซึบาสะไม่มีท่าทีอ่อนให้ เอลฟ์น้อยจึงหันไปขอร้องพี่ชายอีกคนแทน
แต่จุนกลับมองโทโมะด้วยแววตาเฉียบขาด ใบหน้าทะเล้นพี่ชายที่คอยแกล้งอยู่ประจำ
บัดนี้ฉาบไว้ด้วยความสงบเย็น...
"เจ้าอยู่ที่นี้เถอะโทโมะ...อยุ่เป็นเสาหลัก ดูแลเอลฟ์ที่เหลือ
หากมีอะไรเกิดขึ้น พี่ก็ยังเบาใจว่ามีเจ้าคอยดูแลทุกคนอยู่"
จุนเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวล
"แบบนั้นนะ! ข้าไม่เอาหรอก!...หากมีอะไรเกิดขึ้น พวกท่านก็จะทิ้งข้าไว้คนเดียว
อยู่คนเดียวแบบนั้น! ไม่เอา!!"
นัยน์ตากลมโตคลอด้วยหยาดน้ำ หัวใจดวงน้อยสั่นไหวรุนแรง
ถึงยังไงก็จะไม่ยอมให้พี่ชายและคนอื่นๆที่รักต้องไปเสี่ยงชีวิต ในขณะที่ตัวเองไม่อาจทำสิ่งใดได้เลย...
"โทโมะ!..."
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ซึบาสะ และจุน เรียกชื่อน้องชายด้วยความแข็งกร้าว
แต่ครั้งนี้คงจะต้องยอมทำให้โทโมะร้องไห้ ดีกว่าไปเสี่ยงกับพวกเขา
"ทำไมละ!...ข้าเองก็เป็นเจ้าชายของลิเวนเดล ข้าเองก็ต้องการจะล้มล้างไอเซนกาด
แล้วทำไมพวกท่านต้องทิ้งข้าไว้ที่นี้คนเดียวด้วย!"
โทโมะใส่น้ำเสียงก้าวร้าว โกรธจนควบคุมตัวเองไม่อยู่
มีเพียงน้ำตาเท่านั้นที่บ่งบอกความปวดร้าวของเจ้าตัว
"ทำไมละท่านพี่ ทำไมถึงชอบมองว่าข้าเป็นเด็ก ทำไมถึงต้องมองว่าข้าอ่อนแออยู่เรื่อย
ตอนนี้ข้าโตแล้ว ไม่ใช่เด็กที่จะให้พี่มาคอยปกป้องตลอด
ข้าไม่ต้องการให้ใครมาดูแลข้าอีก!!"
เพี๊ยะ!!!
เพียงชั่ววินาที ที่รู้สึกเจ็บแปลบ แต่เมื่อมองเห็นใบหน้าของผู้ที่ลงมือตบหน้าเอลฟ์น้อย
โทโมะยิ่งรู้สึกเจ็บสาหัสไปอีกหลายเท่าตัว
"หยุดเถอะโทโมะ...เจ้าดูถูกความรู้สึกของคนอื่นมากเกินไปแล้ว"
เสียงเข้มนั้นทำให้ทุกสิ่งหยุดชะงัก ไม่มีใครคิดว่า จะมีใครกล้าทำเช่นนี้
ถึงแม้จะลงมือไม่แรง แต่มันก็ทำร้ายความรู้สึกโทโมะได้มหาศาลอย่างไม่น่าเชื่อ
แม้แต่ท่านก็ด้วยหรอ...
ยูอิจิ...
นัยน์ตากลมโตมองใบหน้านิ่งเย็นของชายหนุ่ม
อีกครั้งที่โทโมะเห็นความโกรธในแบบของยูอิจิ แต่ครั้งนี้มันมากมายเหลือเกิน...
"ทหาร!...พาเจ้าชายไปพักผ่อน ดูแลอย่าให้ออกมาจนกว่าจะถึงพรุ่งนี้"
ยูอิจิสั่งขังเจ้าชายแห้งลิเวนเดลอย่างเลือดเย็น
โทโมะที่แน่นิ่งด้วยความตดตะลึงถูกนำตัวไปยังห้องส่วนตัวของเขาอย่างรวดเร็ว
"ท่านมันคงใจร้าย! ปล่อยข้านะ...ให้ข้าไป ยูอิจิใจร้าย!"
เอลฟ์น้อยตะโกนออกมาไล่หลังชายหนุ่มที่ไม่เหลียวไปมอง
ไม่มีใครรู้ว่ายูอิจิคิดอะไร แต่การทำแบบนี้ก็ออกจะใจร้ายไปเสียหน่อย
ไม่สมกับเป็นยูอิจิที่แสนจะอ่อนโยนเลย...
"แบบนี้...จะดีหรือท่านยูอิจิ"
ซึบาสะกล่าว พวกเขายังได้นิยเสียงโวยวายของโทโมะแว่วมา
ชายหนุ่มก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยน้พเสียงมั่นใจ
"แบบนี้แหละ...ดีที่สุดแล้ว"
"แต่โทโมะคงจะโกรธ...แล้วก็" จุนหยุดเพียงแค่นี้ไม่กล้าจะพูดอะไรต่อ
"โทโมะจะโกรธและเกลียดข้ามาก มันก็สมควรแล้วกับสิ่งที่ข้าทำ
ให้โทโมะเกลียดข้าไปตลอดชีวิตแต่อยู่ในที่ปลอดภัย
ยังดีกว่าต้องไปเสี่ยงอันตรายเพราะความรัก"
......................................................................
ท้องฟ้าสีครามสดใสกว่าทุกวัน คงเพราะวันนี้ไม่มีพายุหิมะเช่นเคย
อากาศที่หนาวจัดนั้นค่อยอบอุ่นขึ้นจากวันก่อนมาก
ร่างสูงในเสื้อคลุมสีนำเงินเข้มขลิบชายด้วยดิ้นสีเงินดูสง่าสมเป็นเจ้าอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่
ชายหนุ่มกำลังมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกของราชวัง อันเป็นโรงเลี้ยงสัตว์
คอกไม้สูงแบ่งพื้นที่สำหรับสัวต์แต่ละชนิดอย่างเป็นสัดส่วน แต่ละคอกจะมีทหารในวังดูแลอย่างดี ชายหนุ่มหยุดฝีเท้าที่คอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณ
นัยน์ตาคมกวาดมอง และพบความว่างเปล่า เขาขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกพุ่งพล่าน
อยากรู้นักว่าใครเอามักรตัวโปรดของเขาไปไหน หรือเจ้าริวฮะพัฒนาถึงขั้นล่องหนได้แล้ว
" เจ้า!...มังกรของข้าหายไปไหน"
ชายหนุ่มตวาดใส่คนดูแลคอกที่ยืนตัวสั่นด้านหลัง
"ไม่ทราบพะยะค่ะ"
"ไม่รู้! มังกรมันตัวเล็กมาจนเจ้ามองไม่เห็นหรือไง ถึงได้ทำมันหายไปได้"
ทหารยามเกร็งจนตัวสั่น หายใจไม่ทั่วท้อง
"คือ...ว่า"
"ริวฮะมันอันตธานหายไปเองได้รึไง จะพูดอะไรก็พูดมาสิ!"
"คือท่านริวฮะไปกับท่านชายคาซึยะพะยะค่ะ!!"
"ว่าไงนะ!!!..."
..............................................................................
แม้พื้นดินส่วนใหญ่จะยังมีหิมะปกคลุมไว้ ขาวโลพนไปทั่ว แต่อากาสก็อบอุ่นขึ้นมากแล้ว
บนท้องฟ้าสีครามสดใส เป็นประกายจ้า ราวกับกำลังสนุกสนานร่าเริง
เมื่อมองขึ้นไปบนนั้น คงจะรู้สึกสบายอกสบายใจไม่น้อย แต่บนฟ้านั้น....
ใครคนนึงกำลังประสบกับปัญหาใหญ่ในชีวิต
"อ๊าาาาาาาาาาาา!!!!!!!!"
ร่างบางร้องลั่นไม่เป็นภาษา มือเล็กๆขาวเนียนกำลังพยายามอย่างที่สุดเพื่อจับช่วงคอของมังกรตัวใหญ่นี้ไว้
หนุ่มน้อยได้แต่ส่งเสียงลั่น ขณะกำลังพยายามไม่ให้ตกจากสะบักของมังกรสีเพลิง
"หยุดได้มั้ยริวฮ้าาาาาาาาา!!!"
คาซึยะไม่กล้าแม้จะลืมตา ให้ตายสิ ไม่น่าหลวมตัวหลงกลริวฮะเลย เมื่อเช้าคาซึยะออกไปเดินเล่นบังเอิยไปเจอริวฮะที่คอก เจ้าริวฮะก็อ้อนเสียจนคาซึยะใจอ่อน ทหารยามก็ยุให้คาซึยะลองขี่ริวฮะ
ทั้งหมดเป็นความผิดของ ริวฮะ กับทหารยาม!!
"เหวออออออ!!!"
ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ริวฮะบินฉวัดเฉวียงจนคาซึยะปวดหัว จะหล่นลงมาอยู่ร่อมร่อแล้ว
ริวฮะเองก็เหมือนสนุกที่ได้แกล้งคาซึยะ บินวนไปวนมาผาดโผนจนคาซึยะหัวใจจะวาย
"ริวฮ้าาาาาาาาาาาาา!!!"
กว่าเจ้ามังกรเพลิงจะยอมหยุดได้ ก็เล่นเอาคาซึยะเหนื่อยหอบ
มังกรตัวใหญ่ลอยคว้างบนอากาศ ส่งเสียงร้องก้องราวกับล้อเลียนคาซึยะ
"หยุดได้ซะที เจ้าจะทำข้าหัวใจวายรู้รึเปล่าริวฮะ"
ริวฮะตั้งท่าจะโผบินอีกครั้งนั้นทำให้คาซึยะร้องลั่น
"ริวฮะ!"
แต่เหมือนจะช้าไปเสียแล้ว ริวฮะกางปีออกกว้าง ดิ่งลงสู่พื้นด้วยความเร็ว
ทำเอาคาซึยะแทบกระเด็นออกจาจากมัน ยังดีที่คาซึยะคว้าคอริวฮะทัน
มังกรเพลิงค่อยลดความเร็วลงจนกระทั้งดิ่งลงบนพื้นที่เป็นลานกว้าง
หญ้าอ่อนสีเขียวสดเริ่มขึ้นแซมหิมะโพลนบ้างแล้ว
"แกนี่มันชอบแกล้งเหมือนเจ้านายแกไม่ผิดเลยริวฮะ"
เจ้าชายน้อยบ่นขณะปีนลงจาดหลังมังกร คาซึยะมองรอบกายแล้วรู้สึดสดชื่นขึ้นทันตา
"ใกล้ฤดูใบไม้ผลิแล้วสินะ...ดูนั้นสิริวฮะ ตรงนั้นมีทุ่งหญ้าด้วยละ"
ร่างบางทิ้งกายลงบนหญ้านุ่ม ถึงแม้มันจะเปียก แฉะไปสักหน่อย แต่ก็วิเศษสุดสำหรับคนที่ไม่ได้เห็นโลกภายนอกมานานอย่างคาซึยะ นัยน์ตาเรียวมองฟ้าสีครามด้วยจิตใจปลอดโปร่ง
มีมังกรตัวใหญ่มอบอยู่ข้างกาย ปีกที่เป็นพังพืดใหญ่กางออกกันลมให้คาซึยะโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ สักพักใหญ่ เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กหนุ่มก็หายไป เจ้าชายน้อยเผลอหลับไปในที่สุด
"กึก...."
เสียงประหลาดดังขึ้นจากด้านหลัง มังกรเพลิงขยับลุกอย่างเงียบเชียบแต่รวดเร็วตามสัญชาติญาณ
นัยน์ตาวาวโรจน์ฉายแววดุร้ายขึ้นมาทันที ริวฮะ สยายปีกกว้าง เพื่อบดบังร่างน้อยๆของคาซึยะไว้ให้พ้นสายตาของอันตรายที่กำลังมาเยือน
"ดีมากริวฮะ...ปกป้องคาซึยะแทนข้าได้ดี"
เสียงนุ่มเอ่ย พร้อมร่างสูงโปร่งปรากฏกายขึ้นตรงหน้า แววตาเจ้ามังกรเปลี่ยนไปในทันที ริวฮะส่งเสียงครางเบาๆ ร่างสูงลูบช่วงด้านข้างลำคอของริวฮะเบาๆ
จินนั่งลงข้างๆร่างที่ยังหลับใหลไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวอะไร ไม่ว่าจะมองกี่ครั้งเขาก็ยังเห็นคาซึยะเป็นคาซึยะที่ยังคงเป็นเด็ก ทั้งดื้อ ทั้งซน นิสัยขวาสุด ซ้ายสุด เกลียดคือเกลียดที่สุด ถ้ารักก็รักจนหมดใจ ตรงไปตรงมา จนเขาประหลาดใจ
เจ้าจะได้พบกับความเปลี่ยนแปลง...
ชะตาชีวิตเจ้าถูกกำหนดให้พบกับคนๆนึง
ที่จะเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิตเจ้า
จู่ๆเสียงนั้นก็ดังก้องขึ้นในหู....
ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มบางๆ มือหนาเอื้อมไปเกลี่ยเส้นผมละมุมออกจากใบหน้าขาวนวล
เจ้าจะไม่ฆ่าเขาหรอก...เขาเป็นคนเดียวที่เจ้าฆ่าไม่ได้
คนๆนั้นคือเจ้าจริงๆนั้นแหละ คาซึยะ....
จิตใจที่เจ้าเชื่อว่ามั่นคงและเยือกเย็นนั้น มันก็หวั่นไหวได้เช่นกัน
เมื่อก่อนข้าเคยคิดว่าเจ้าไม่เคยมีตัวตน แต่ตอนนี้ ข้ามั่นใจแล้ว...ตั้งแต่วินาที ที่เจ้าปรากฏตัวต่อหน้าข้า
ข้าก็ไม่อาจลืมเจ้าได้เลย...ท่านผู้เฒ่า
ข้าเชื่อคำทำนายของท่านแล้ว...
จะให้ข้าเป็นซาตานหรืออะไรก็ช่าง...ขอแค่มีคาซึยะ แค่นั้นก็พอ...
ถ้าเจ้าไม่อยากเสียคนที่เป็นดังทุกสิ่งของเจ้าไป...จงเลิกโหยหาวงแหวนแห่งไฟ...
......................................
......................................................
สิ่งแรกที่คาซึยะพบเมื่อตืนขึ้นมาคือแผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อสีน้ำเงินเข้ม ร่างบางขยับตัวน้อยก่อนจะยันกายลุกขึ้นมาด้วยความมึนงง
"ท่านมาที่นี้ได้ยังไง?"
เด็กหนุ่มถามพลางขยี้ตา มองๆไปตอนนี้ก็เกือบค่ำแล้ว มิน่าละถึงได้หนาวจนปลุกคาซึยะจากห้วงนิทราได้
"ข้าน่าจะถามเจ้ามากกว่า ว่าออกมาที่นี้ได้ยังไง"
หนุ่มน้อยรู้สึกถึงความเกรี้ยวการดในน้ำเสียงนั้น เขามองใบหน้าคมที่ขึงตึงเช่นทุกครั้งยามจินโกรธ ดวงตาคมเยือกเย้นจนคาซึยะไม่กล้าสบตา
จะว่าไปแล้วเขาก็ผิดเหมือนกัน ที่ออกมาโดยไม่ขออนุญาติ...แต่เอ๊ะ ทำไมต้องขอละ ในเมื่อจินไม่ได้เป็นอะไรกับเขาเสียหน่อย ไม่เห็นต้องรู้สึกผิดเลยสักนิด
"แถมยังพาริวฮะออกมาด้วย! เจ้าเคยขี่มังกรมากี่ครั้งกันถึงได้กล้าออกมาแบบนี้"
คาซึยะได้แต่มองจินตาปริบๆ จะเถียงก็เกียงไม่ออก ได้แต่ทำหน้าสลด โดนดุจนได้...ทั้งที่ไม่ถูกตงวาดใส่มาตั้งนาน พอโดนแบบนี้แล้วรู้สึกอึดอัดจัง..
"ก็ข้าเห็นริวฮะเบื่อๆ...ก็เลยพาออกมาข้างนอกบ้าง..."
จู่ๆคาวึยะก็โยนความผิดให้มังกรเพลิงตัวไม่น้อยข้างๆกาย ริวฮะร้องเสียงแหลมขึ้นมา ดวงตาคมโตของมันจ้องจินราวจะบอกว่า มันไม่ผิดเสียหน่อย ชายหนุ่มเลิกคิ้วมองเจ้าชายน้อยที่กำลังหาทางเอาตัวรอดด้วยคำแก้ตัวที่ไปแบบน้ำขุ่นๆ
" ก็ได้! ข้าผิดเอง...ท่านอย่าไปว่าริวฮะนะ เพราะข้าอยากออกมาข้างนอกเอง "
เด็กหนุ่มเชิดหน้าสุง แม้น้ำเสียงบ่งบอกความรู้สึกผิดแต่กิริยากับตรงกันข้าม หลังจากนั้น ทั้งสามก็กลับมายังวังกลางนครไอเซนกาด รับประทานอาหารค่ำ และแยกเข้าห้องนอน
โดนที่คาซึยะ ไม่กล้ามองหน้าจินเลย
และคาซึยะเองก็ไม่ได้ยินเสียงของจินแม้สักคำ
....................................................................................
ข้าไม่ผิดสักหน่อย...
ถึงผิดก็ผิดไม่มาก...
ก็แค่ออกไปข้างนอกนิดหน่อยเอง...
คงจะหวงริวฮะละสิ...ขี่นิดขี่หน่อยไม่เห็นจะบุบสลายเลย ขี้หวงชะมัด
ริวฮะเองก็อยาไปข้างนอกจะได้....
ทำไมต้องโกรธด้วยก็ไม่รู้...
ตอนนี้จะหายโกรธรึยังนะ...
เจ้าชายน้อยได้แค่ตรุ่งคิดคำเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมา ด้วยความกระวนกระวายใจ ร่างบอบบางซุกตัวใต้ผ้านวมในเตียงที่อบอุ่น แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้คาซึยะนึกอยากหลับเลยสักนิด ไม่ว่าจะข่มตาหลับกี่ครั้ง ภาพสีหน้าเยือกเย็นนั้นก็ผ่านแววเข้ามา เจ้าชายน้อยลุกขึ้นมานั่งพิงเสาข้างเตียง ได้แต่นั่งคิดหน้ายุ่งอยู่คนเดียว
ไปขอโทษตอนนี้ดีมั้ยนะ....
เจ้าชายน้อยหันไปมองพระจันทร์ดวงโตที่ฉายแสงอยู่บนฟ้าผ่านกรอบหน้าต่างระเบียง ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ตอนนี้จินคงอยู่ในห้องทำงานแหง มันก็แน่ละ พอจินรู้ว่าคาซึยะออกไปข้างนอกก็ตามหาซะทั่ว จนทั้งวันไม่ได้จัดการงาน เลยต้องมาทำงานเอาตอนดึกๆแบบนี้...
เจ้าชายน้อยเดินผ่านความมืดตามระเบียง มุ่งตรงไปยังห้องทำงานของกษัตริย์แห่งไอเซนกาด
......................................................................................
เสียงประตูเปิดอกโดยไม่มีการเคาะบอกล่วงหน้า จินที่กำลังเคร่งเครียดกับงานเงยหน้าขึ้นมองด้วยความหงุดหงิด หากแต่เมื่อพบใบหน้าไร้เดียงสาของผู้มาเยือนก็ต้องรีบปรับสีหน้าทันที
เขาทำทีเป็นทำงานตรงหน้าต่อ ไม่มีท่าทีสนใจแขกไม่ได้รับเชิญคนนั้นเลย เจ้าชายน้อยเข้ามายืนกลางห้องเก้อๆ ทำตัวไม่ถูกอย่างเห็นได้ชัด คาซึยะอ้าปากจะพูด แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร จึงได้แต่ยืนก้มหน้าอย่างนั้น จินไม่เพียงแต่ไม่สนใจเขา ยังเฉยราวกับว่าคาซึยะเป็นอากาศธาตุ ไร้ตัวตน จนมองทะลุผ่านไป
"คือข้า...อยากจะมาบอกท่านว่า ข้าขอโทษ"
คาซึยะตัดสินใจพูด ถึงแม้ว่าเสียงจะเบามากก็ตาม จินยังคงไม่สนใจดูเหมือนเขาจะยุ่งกับการทำงานมากกว่า แต่หากสังเกตุดีๆแล้วจะเห็นรอยยิ้มเล็กมุมปากชายหนุ่มเจ้าเล่ห์คนนี้
"ตั้งแต่กลับมา ท่านไม่พูดกับข้าเลยสักคำ...ข้าก็เลย...เอ่อ...นอนไม่หลับ"
เด็กหนุ่มสารภาพตรงๆ ความไร้เดียงสาของคาซึยะทำให้จินแอบยิ้ม
"ข้ารู้ว่าท่านโกรธข้า แล้วข้าก็มาขอโทษแล้วด้วย...เพราะงั้นพูดกับข้าซะทีสิ"
"หึ...สมเป็นเจ้าจริงๆคาซึยะ"
จินหัวเระาออมาเบาๆ ทั้งที่ยังก้มหน้าทำงานต่อ เด็กหนุ่มขมวดคิ้วหน้าง้อ
"สมเป็นเจ้าอะไรของท่าน แล้วท่านหัวเราะอะไรนะ"
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาสบตาเป็นครั้งแรก ใบหน้าคมประด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ชายหนุ่มท้าวคางพลางหัวเราะเบาๆ บางสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ทำให้คาซึยะรู้สึกร้อนผ่าวที่แก้ม
"สมเป็นเจ้าที่วุ่นวายตลอดเวลาไง...คาซึยะ"
นัยน์ตาสีนิลเป็นประกายล้อเลียนคาซึยะตรงๆ ร่างบางรู้สึกแน่นไปทั้งอก ก็หัวใจเจ้ากรรมมันดันแต้นแรงๆจนเจ็บไปหมดแล้ว...
"งั้น...ข้าไม่รบกวนท่านแล้ว"
เจ้าชายน้อยรีบออกจากห้องไปก่อนที่จะรู้สึกเขินมากกว่านี้ จินได้แต่มองตามพลางหัวเราะ
ไม่รบกวนแล้วงั้นหรือ...แล้วที่เจ้ามาหายามดึกดื่นเช่นนี้ เป็นการรบกวนข้ารึเปล่าน้า...
....................................................................................
"ปล่อยข้านะ!!"
"บอกให้ปล่อยข้าไงละ!! ไม่ได้ยินหรือไง ข้าเป็นเจ้าชายนะ พวกเจ้าต้องทำตามคำสั่งข้า เดี๋ยวนี้!!"
เสียงโวยวายยังคงดังชัดจากอีกฟากของประตูไม้หนา
ทหารยามที่ยืนเฝ้าหน้าประตูต่างมองหน้ากันด้วยความรู้สึกอึดอัด
"เปิดประตูให้ข้าเดี่ยวนี้นะ!!"
อีกครั้งที่เสียงดังโครมครามกระแทกประตูดังขึ้น
แต่ในเมื่อเป็นคำสั่งของท่านซึบาสะ การตะโกนของยามะพีจึงเป็นคำสั่งของเจ้าชายที่ต้องตกไปโดยปริยาย
"ท่านจุนโนะ...."
ทหารทั้งสองก้มหัวให้ เมือ่พบกับแขกคนสำคัญของเจ้าชายจุน
ร่างสูงระหงหยิบยื่นรอยยิ้มหวานให้ ก่อนจะสั่งให้ทหารทั้งสองนั้นละจากหน้าที่เฝ้าเจ้าชายโทโมฮิสะ
ทันทีที่จุนโนะเปิดประตูออก ยามะพีแทบจะถลาออกจากห้อง
แต่ก็ถูกจุนโนะดึงตัวไว้ทัน
"ปล่อยข้านะจุนโนะ ข้าจะไปหาท่านพี่"
"ไม่ทันแล้วละขอรับ พวกท่านซึบาสะไปแล้วขอรับ..."
จุนโนะพูดเสียงเรียบ ยามะพีหันมามองด้วยแววตาสงสัย
แต่เมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของจุนโนะ เอลฟ์น้อยจึงเลิกดิ้นรน
ยามะพีนั่งลงบนเตียงสี่เสา กล้ำกลืนความรู้สึกอึดอัดลงไป
เงียบกับไปพักใหญ่
จุนโนะเองก็ทำอะไรไม่ถูก เขาเองก็เข้าใจความรู้สึกของยามะพี จุนโนะเองก็อยากไปพร้อมกับท่านจุน
แต่จุนก็สั่งให้เขาอยู่ที่นี่...มันยากนัก ทำใจมองคนที่รักจากไป เพื่อเผชิญอันตรายโดยที่ไม่อาจคาดหวังอะไรได้
"จุนโนะ..."
"ครับ..."
" ข้าจะไปหาท่านพี่..."
"อะไรนะขอรับ ท่านชายจะไปได้ยังไง...ป่านนี้พวกท่านซึบาสะคงเดินทางไปไกลโขแล้ว"
จุนโนะตาโต มองใบหน้ามุ่งมั่นของเอลฟ์น้อยด้วยความตะลึง
"ข้าจะไปกับทัพเล็กที่จะตามไปส่งเสบียง พรุ่งนี้"
"แต่...ท่านซึบาสะสั่งทหารไว้..."
จุนโนะทำสีหน้าลำบากใจยิ่งกว่าเก่า
"จุนโนะ!..เจ้าเองก็อยากไปหาพี่จุนใช่มั้ย?"
ยามะพีจ้องหน้าจุนโนะตรงๆ ด้วยสายตาขู่แกมยบังคับ
จนร่างโปร่งรู้สึกเก้อขึ้นมาหน่อย
" งั้นเราไปด้วยกันนะ..."
"เดี๋ยวก่อนสิ ท่านชาย แล้วเราจะไปได้ยังไงกันละ"
End.
Chapter 16
close to you.

Fiction on Sale
Ring of Fire chapter 25 !!!
สุดแสนดีใจเหลือหลาย 55+
ฟิคที่เฝ้ารอคอยมานานนม เหอๆ
ว่าแต่ว่าต้องรอถึงเมษาเหรอ???....เฮ้อไม่เป็นไรดีกว่าไม่มาเนอะ อิ อิ
จะรอนะค่ะ....