Ring of Fire 17
Chapter 17
Get over
เช้าวันนี้เหล่าทหารยามคงตกใจไม่น้อย เมื่อเจ้าชายองค์เล็กได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจากราชวัง
รวมทั้งแขกคนสำคัญของเจ้าชายก็หายตัวไปด้วย มีเพียงจดหมายสั้นๆที่ทิ้งไว้ให้ใจหายเล่น
ข้อความสั้นๆที่ระบุไว้ชัดว่า เจ้าชายโทโมฮิสะกะลท่านจุนโนะ กำลังเดินทางไปตามทัพของท่านซึบาสะ...
ภายใต้ท้องฟ้าขมุกขมัวยามเช้า อากาศที่คาดว่าจะร้อนขึ้นบ้างกลับยิ่งทวีความหนาวรุนแรง
ความแห้งของอากาศยิ่งทำให้รู้สึกเจ็บร้าวทุกครั้งที่ก้าวเดิน
ร่างบอบบางภายใต้อาภรณ์ของนักรบกล้า สั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ
ถึงกระนั้นก็ยังฝืนร่างเดินตามเหล่าทหารด้านหน้าไปเรื่อย
"ไหวรึเปล่า"
เสียงร้องถามด้วยความห่วงใยจากชายหนุ่มข้างกาย
จุนโนะมองใบหน้าเผือดซีดของโทโมะด้วยความเป็นห่วง
"ไหวสิ..."
เสียงแหบแห้งตอบกลับมา แม้เจ้าตัวจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่สำหรับจุนโนะแล้วมันไม่ใช่เลยสักนิด
การที่เจ้าชายที่ถูกเลี้ยงดูประคบประหงมมาแต่เด็ก ไม่เคยเดินเท้าในกองทัพที่เดินทางไกลเช่นนี้
หนำซ้ำยังต้องขนเสบียงและข้าวของมากมายไปด้วย ความหนักหนาสาหัสที่โทโมฮิสะไม่เคยเจอมันย่อมทำให้ร่างกายรับไม่ไหว
นี่ก็เดินทางมาได้สามวันแล้ว...เจ้าชายเอลฟ์ดูท่าอ่อนแรงลงทุกที แต่ก็ยังฝืนทำราวกับว่าไม่เป็นอะไร
จุนโนะเองก็ไม่รู้ว่าทำไมตนถึงได้ทนได้ ทั้งๆที่โทโมะจะล้มอยู่หลายครั้ง หรืออาจเพราะเขาร่างกายแข็งแรงกว่า
หรืแเมื่อก่อนเขาอาจจะเคยร่วมทัพแบบนี้มาแล้วกระมัง ถึงได้ไม่รู้สึกอะไรเลยแบบนี้
ดูเหมือนการเดินทางครั้งนี้จะสาหัสกว่าที่คาดไว้มาก หากปล่อยไว้เช่นนี้คนที่จะแย่เอามีแต่ยามะพีเท่านั้น
จุนโนะมองซ้ายมองขวาก่อนจะวิ่งออกมาจากริ้วขบวนทัพ เขาตรงไปหาชายบนหลังม้าที่อยู่ใกล้ที่สุด
"นายท่าน...ไม่ทราบว่าทัพใหญ่ตั้งกองอยู่ที่ไหนหรือ"
จุนโนะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคารพ เขาขยับโปงหมวกให้คลุมใบหน้าไว้
เมื่อเห็นว่าคนที่เขาพูดด้วยคือทหารยามที่เฝ้าห้องโทโมฮิสะเมื่อวาน
"ทัพใหญ่รวมพลที่ป่าดำ เดินทางอีกหนึ่งวันก็ถึงแล้ว"
"ขอบคุณ"
จุนโนะรีบกลับมาเดินข้างเอลฟ์น้อย แม้ว่าตอนนี้โทโมะจะหอบหนักขึ้นกว่าเมื่อครู่
และซีดเซียวกว่าเดิม แต่เจ้าตัวก็ยืนยันว่าไม่เป็นไร
"อดทนไว้นะ...อีกวันเดียวก็จะถึงทัพใหญ่แล้ว"
จุนโนะเอ่ยขณะมองไปข้างหน้าด้วยความหวัง นี่แสดงว่าพรุ่งนี้เขาก็จะได้พบกับท่านจุนแล้วสินะ
วูบ...
ร่างบางข้างกายเขาค่อยๆทรุดลงกับฟื้น จุนโนะได้แต่มองด้วยความตกใจ ก่อนตรงดิ่งเข้ามาประคองโทโมะไว้
"ท่านชาย!!"
...........................................................................
"ทำไมพวกเจ้าถึงได้ดื้นรั้นกันขนาดนี้นะ!"
เสียงตวาดดังขึ้น ณ ซุ้มกระโจมตรงกองทัพที่ตั้งค่ายพักแรมกลางป่า อันเป็นที่พักของเหล่าแม่ทัพคนสำคัญของกองพล แสงไฟจากคบเพลิงส่องให้เห็นเงาของผู้ที่อยู่ด้านใน เอลฟ์หนุ่มยืนตระหง่านมองร่างโปร่งที่ได้แต่นั่งก้มหน้าไม่พูดไม่จา และมีเอลฟ์น้อยนอนบนตั่งข้างๆ
"พวกเจ้านี้ช่างรั้นเสียจริง ข้าบอกให้รออยู่ที่ลิเวลเดลไม่ใช่หรือ ทำมไม่ฟังกันบ้างเลย!"
จุนดุเสียงดัง ทำเอาจุนโนะรู้สึกกลัวขึ้นมา ร่างโปร่งทำได้แค่กัดริมฝีปากที่สั่นระริกไว้
"พอเถอะจุน เจ้าจะดุด่าจุนโนะไปก็เท่านั้น...คนที่บังคับให้จุนโนะมาทัพด้วยก็น้องเรานั้นแหละ"
ซึบาสะกล่าวอย่างเหนื่อยหน่าย เขายิ้มบางๆให้จุนโนะที่ทำท่าจะร้องไห้อยู่ร่อมร่อ จุนสงบสติลงได้ แต่ก็ทำท่าพร้อมจะสวดจุนโนะอีก
"แล้วจะทำยังไงดีละ...ส่งจุนโนะกับโทโมะกลับดีมั้ยท่านพี่ซึบาสะ"
"เราเดินทางมาไกลโขแล้ว โทโมะเองก็ไม่สบาย พี่ไม่วางใจให้สองคนกลับไปตอนนี้...คงจะต้องให้สองคนร่วมทัพไปกับเราด้วย"
"แต่ท่านพี่...มันอันตราย"
"ส่งกลับตอนนี้ก็อันตราย...เอาละแยกย้ายไปพักเถอะ พรุ่งนี้ต้องเดินทางต่ออีก...ไปเถอะทาคิซาว่า"
ซึบาสะจากไปพร้อมที่ปรึกษาคนสำคัญ ตอนนี้มีเพียง จุน จุนโนะ และโทโมะที่นอนซมเพราะพิษไข้ จุนมองจุนโนะสลับกับโทโมะ จะว่าไปแล้วมันก็เป็นเพระาโทโมะจริงๆนั้นแหละ ถ้าโทโมะไม่บังคับให้จุนโนะมาด้วย จุนโนะคงไม่กล้าตามมาหรอก และจุนโนะเองก็ช่วยดูแลโทโมะมาตลอดทาง หนำซ้ำยังช่วยพาโทโมะที่ไม่สบายมาหาเขา ถ้าช้าไปกว่านี้ ไม่รู้ว่าโทโมะจะเป็นยังไง...เอลฟ์หนุ่มได้แต่ถอนหายใจออกมาดังๆ
"เจ้าตัวยุ่งทั้งสอง"
เอลฟ์หนุ่มกล่าว ขณะขยี้ผมจุนโนะและโทโมะอย่างเอ็นดู จุนโนะช้อนตามองจุนด้วยความแปลกใจ เมื่อครู่ยังดุอยู่เขาเลยนิน่า
"เอายังไงกับเจ้าโทโมะดีละเนี้ย...อ๊ะ! ยูอิจิมาพอดีเลย ฝากดูแลเจ้าโทโมะทีสิ"
.............................................................................
ผ้ากระสอบหนาที่ถูกกางตั้งเป็นกระโจมที่พัก เรียงรายไปทั่วบริเวณทุ่งกว้างนี้ แสงไฟจากกระโจมค่อยๆดับไปทีละดวง เหลือเพียงแสงจากกองเพลิงของทหารยามที่เฝ้าระวังอยู่รอบค่าย
สายลมพัดกลิ่นไอของฤดูใหม่ผ่านมา สร้างความสบายแก่ผู้ที่หลับใหล และยังไม่อาจข่มตาหลับได้เช่นชายหนุ่มผู้นี้ ร่างโปร่งบางของเขาอยู่ชิดริมกระโจมที่เป็นผืนผ้าที่ถูกตัดออกเป็นช่องหน้าต่าง เขาอาศัยเพียงแสงจันทร์สว่างใสนี้ในการมอง
มองไปยังร่างบอบบางที่นอนคู้กายจมในฟูกหนา ท่าทางคงจะเหนื่อยมากจนหลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่รู้เลยว่ายูอิจิเป็นคนอุ้มมายังที่นี้ เช็ดตัวเปลี่ยนชุดให้ ยามะพีก็ยังหลับสนิท แม้ยูอิจิจะป้อนยาให้ด้วนริมฝีปาก เจ้าตัวก็ยังหลับไม่ได้สติ
ตอนเปลี่ยนชดให้ ยูอิจิสังเกตุเห็นร่องรอยบาดแผลที่เอลฟ์น้อยได้รับจากการเดินทางไกลนี้ ทั้งๆที่เหนื่อยและลำบากออกจะขนาดนั้น ทำไมยังดื้อรั้นตามมาอีกนะ...ถึงขนาดล้มป่วย หากเป็นอะไรไป จะทำยังไง
ทั้งๆที่เขาอุส่าห์ยอมถูกเกลียดเพื่อให้ยามะพีผปลอดภัยอยู่ในวัง แต่เจ้าตัวดียังอุส่าห์ตามมาเจออันตรายกับเข้าอีก ถ้าฟื้นเมื่อไหร่จะตีเจ็บๆสักที เขาละสายตาจากเอลฟ์น้อย ก่อนมองไปยังนอกหน้าต่าง เพื่อสังเกตุการณ์
ถึงแม้จะยังมึนๆหัวอยู่แต่โทโมะก้รั้งสติตัวเองกลับมาจนได้ เขาค่อยๆลืมตาขึ้นช้า และรู้สึกว่าโลกใบนี้มันหมุนเร็วกว่าปกติเป็นแน่จึงทำให้เขารู้สึกเวียนหัวขนาดนี้ กว่าจะจะได้เปิดตาเต็มที่ก็ใช้เวลาพอสมควรทีเดียว ท่ามกลางแสงสว่างอันน้อยนิดนั้น โทโมะหรี่ตามองภาพตรงหน้าและก็พบ ร่างชายหนุ่มที่นั่งอยู่อีกมุม และเขาคนนั้นคือ ยูอิจิ...
สความทรงจำล่าสุดที่เอลฟ์น้อยจำได้คือเสียงของจุนโนะ นี่แสดงว่าเขาถูกจับได้เรื่องที่แอบตามมาแล้วละสิ...และอีกเรื่องหนึ่งที่ยามะพีแน่ใจ เขากำลังไม่สบาย ก็อาการปวดหัว ปวดไปทั้งตัวเนี้ยเป็นหลักฐานมัดตัวชั้นดีเลย
ยามะพีเลือกที่จะนอนดูยูอิจิเงียบ เพราะไม่กล้าจะพูดอะไรตอนนี้ เขารู้ว่า ยูอิจิต้องโกรธแน่ที่เขาแอบตามมาทั้งๆที่ยูอิจิห้ามแทบตาย และเรื่องที่ยูอิจิตบหน้าเขาก็ยังทำให้ยามะพีรู้สึกเคืองๆอยู่เช่นกัน ถึงแม้จะรู้ว่าที่ยูอิจิทำเช่นนั้น เพราะต้องการให้เขาโกรธจนไม่อยากร่วมทางกับยูอิจิ นานสองนานที่นัยน์ตากลมโตจ้องมองชายหนุ่มไม่ละสายตา ฝ่ายถูกมองเองก็ไม่ได้รู้สึกตัวเลยจนกระทั้ง
" ฮะ...ฮัด...ฮัดเช้ย!!"
ยามะพีอยากตบหน้าตัวเองแรงๆสักทีจริง ทำไมจู่ๆถึงได้จามออกมาได้นะ หนำซ้ำในตอนที่สถานการร์ย่ำแย่อย่างนี้ด้วย มือน้อยคลำจมูกปอยๆ ไม่กล้ามองยูอิจิอีกต่อไป เพราะรู้ว่าเขากำลังมองมา
เอลฟ์น้อยหลับตาปี๋ ไม่กล้าขยับตัวสักนิด สักครู่ก็รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของบางสิ่ง สิ่งนั้นคือนิ้วมือเรียวยาวของยูอิจิกำลังดึงผ้านวมมาคลุมร่างโทโมะไว้ เอลฟ์น้อยได้แต่นั่งทำตาโต
"อากาศเย็นห่มผ้าดีๆละ"
ยูอิจิกล่าวเรียบๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีเรื่องที่โทโมะแอบตามมา ไม่มีเรื่องที่ยูอิจิตบหน้าโทโมะ ไม่มีความรู้สึกโกรธเคืองหรือเย็นชา มีเพียงความอ่อนโยนที่ยูอิจิมีให้โทโมะเสมอมา
นัยน์ตากลมโตมองตามร่างชายหนุ่มที่กลับไปนั่งที่เดิม ถึงยูอิจิจะอ่อนโยนกับเขา แต่ก็เหมือนมีอะไรบางๆกั้นไว้อยู่ดี...ความนิ่งเฉยของยูอิจินั้นแหละที่ทำให้ยามะพีรู้สึกอึดอัด...
ฟุบ....
ชายหนุ่มสะดุ้งน้อยๆ ก่อนเลี้ยวมองเด็กหนุ่มที่เข้ามาโอบเขาไว้จากข้างหลัง แก้มนิ่มที่ร้อนผ่าวแนบลงบนแผ่นหลังกว้าง ท่อนแขนเรียวโอบยูอิจิไว้แน่น แนบชิดจนยูอิจิรู้สึกได้ถึงความสั่นสะท้านของเอลฟ์น้อย
"ขอโทษนะ...ขอโทษที่ข้าไม่ฟังท่าน ที่ข้าแอบตามมา...แต่ที่ข้าทำเช่นนี้เพราะข้าเป็นห่วงท่าน จริงๆนะ"
ร่างโปร่งนิ่งไปเมื่อได้ฟังเสียงกระซิบแผ่วจากริมฝีปากอิ่ม เขาประสานมือบนมือน้อยๆนั้น ดึงมันออกจากตัวช้าๆ ทำให้ยามะพีรู้สึกเจ็บปวดเหมือนกันถูกยูอิจิตัดพ้อใส่
"โกรธข้าใช่มั้ย"
เอลฟ์น้อยเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ ยุอิจินิ่งไปสักพักก่อนหันหลับมามองหน้ายามะพี เขายิ้มให้เช่นเคย รอยยิ้มที่อ่อนโยนไม่ต่างจากอดีต
"แล้วเจ้าละ โกรธข้ามั้ย ที่ข้าตบหน้าเจ้าพูดจาไม่ดีกับเจ้า"
ยูอิจิถามกลับ เอลฟ์น้อยส่ายหน้าปฏิเสธทันที
"ข้ารู้ว่าที่ท่านทำเพราะเป็นห่วงข้า...และวันนั้นข้าเองก็ทำตัวไม่น่ารักเอง ท่านไม่ผิด"
"ข้าถามว่าเจ้าโกรธข้ามั้ย?"
ยูอิจิถามย้ำอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเอลฟ์น้อยคิดไปเองหรือเปล่าว่าน้ำเสียงยูอิจิต่างจากเมื่อครู่ และสีหน้าก็แลดูแข็งกว่าเดิม
"ก็...โกรธนิดๆ"
โทโมะตอบเสียงเบา นัยน์ตากลมโตฉายแววหวาดหวั่นไม่น้อย
"แต่ตอนนี้ข้าโกรธมาก...ทั้งๆที่ข้าทำถึงขนาดนั้น ข้าทำร้ายเจ้า ข้าด่าว่าเจ้า แต่เจ้าก็ยังดื้อรั้น คำพูดและสิ่งที่ข้าทำเพื่อให้เจ้าโกรธข้าจนไม่อยากเห็นหน้าอีก มันไม่มีผล..."
ยูอิจิพูดเสียงเย็น แต่ละคำทำราวกับจะแช่แข็งร่างบางช้าๆ สีหน้าของยูอิจิไม่เปลี่ยนไปสักนิด ถึงแม้จะบอกว่าโกรธ แต่เขายังยิ้มให้โทโมะ ลูบหัวก่อนจะเดินจากไป...
"นอนเถอะ เจ้าไม่สบายต้องพักผ่อนมากๆนะ"
แต่หลังจากคืนนั้น โทโมะก็ไม่เคยได้พบยูอิจิในค่ายอีกเลย หรือแม้ตอนเดินทาง หรือเวลาไหนก็ตาม กว่าจะเค้นถามจากจุนโนะได้ก็หลายวัน ได้ความว่า ยูอิจิล่วงหน้าไปก่อนแล้วเพื่อดูสถานที่ตั้งค่ายใหม่...ไม่รุ้ว่าโทโมะคิดไปเองรึเปล่าว่ายูอิจิกำลังหนีเขาไปไกล แม้จะไล่ตาม แต่ก็ไกลออกไปอีก...
.............................................................................
"นี่ๆ ที่นั้นเป็นยังไงบ้าง"
เสียงเจื้อยแจ้วที่มักได้ยินเป็นประจำที่ห้องทำงานของกษัตริย์แห่งไอเซนกาดดังขึ้นอึกครั้งหลังจากเงียบไปพักใหญ่เพราะถูกจินดุว่ารบกวนสมาธิตอนทำงาน
"อะไรของเจ้า"
ชายหนุ่มที่กำลังวุ่นกบังานมากมายก่ายกองตรงหน้าตอบกลับมาด้วยความหงุดงิด เจ้าชายน้อยยู่หน้า ทำหน้าทำตาล้อลเยนจินขณะที่นอนท้าวคางบนโซฟาหนังฟอกสีน้ำตาลแดงข้างชั้นหนังสือ
"ก็ที่นั้นไง...ห้องที่ข้าทำมันพังอ่ะ"
คาซึยะหมายถึง ห้องส่วนตัวของจินที่อยู่ใต้ทะเลสาบกลางเมือง ห้องที่จินกักขังคาซึยะไว้ในช่วงแรกที่รู้จักกัน ทำไมจู่ๆเจ้าตัวป่วนถึงได้ถามขึ้นมาอีกละ หรือว่าอยากจะพังห้องนั้นอีกหน?
"ทำไมละ...เจ้าจะอยากรู้ไปทำไม เจ้าห่วงมันด้วยหรือเป็นคนทำพังเองนะ"
"อะไรเล่า...ไม่ได้ตั้งใจทำพังซะหน่อย แต่ก่อนนะข้าเอาเก้าอี้ทุ่มใส่ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย ไม่รู้ตอนนั้นมันแตกได้ไง..."
"ก็ฤดูหนาวผิวน้ำมันตึง อากาศเย็นกระจกมันก็เปราะ...ใครจะไปพิเรนท์เล่นบ้าๆเหมือนเจ้า"
"ก็ข้าจะไปรู้ได้ไงว่าถึงฤดูไหนแล้ว ถึงจะได้เลือกเวลาเล่นพิเรนท์ถูก"
"นี่เจ้า!..."
"ไม่เอาแล้ว ไม่อยากเถียงกับท่านแล้ว!"
เจ้าชายน้อยรีบพูดสวนกลับ ทำหน้าตาบูดบึ้งแลบลิ้นใส่จินก่อนฟุบหน้าลงนอนบนโซฟา แถมยังเอามืออุดหูอีกด้วย จินได้แต่มองขำๆ บางทีข้อดีของการได้อยู่กับคาซึยะ คือมีเด็กดื้อรั้นที่คอยต่อล้อต่อเถียงด้วย
"ตอนนี้ให้คนซ่อมเสร็จแล้ว"
"ห๊ะ?"
เจ้าชายน้อยเงยหน้ามอง ทำตาแป๋วใส่จิน
"อยากไปมั้ยละ"
คาซึยะรีบพยักหน้ารับ ยิ้มกว้างออกมา ข้อดีอีกอย่างของคาซึยะคือการแสดงอารมณ์ที่ไร้เดียงสาแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา
......................................
..................................................
"ว้าว คิดถึงจังเลย"
ร่างบางหมุนตัวมองรอบๆด้วยความตื่นเต้น จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้เจอภาพแบบนี้มาหลายเดือนเชียว ภาพบรรยากาศใต้ผืนน้ำที่เงียบสงบ เยือกเย็นสีน้ำเงินใสไปทุกมุมมอง เจ้าชายน้อยดินสำรวจของแต่ละชิ้นที่มีอยู่ในห้อง และพบว่ามันเหมือนของชิ้นเดิมทุกประการ ทั้งสีขนาด รูปร่าง ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสักนิด แต่คาซึยกลับรู้สึว่ามันมีความอบอุ่นกว่าทุกครั้ง งดงามกว่าเมื่อก่อนเป็นเท่าตัว
ร่างบางถือวิสาสะโดดขึ้นไปนอนเตียงกลางห้องโดยไม่ขอ จินเองก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเขาถือว่าห้องนี้กลายเป็นสถานที่ของคาซึยะไปเสียแล้ว
"นึกยังไงเจ้าถึงอยากมาที่นี้?"
"อืม...เพราะข้าคิดถึงปลา"
ร่างบางโดดลงจากเตียง ตรงไปยังด้านหนึ่งของห้องที่เปิดโล่ง และมีปลาน้อยใหญ่ แวกว่ายผ่าน
"อะไรนะ?"
"ปลาไง...ข้าคิดถึงปลาที่นี้มากเลยนะ นี่ไงๆ ตัวนั้นชื่อ เอ๋ ชื่ออะไรน้า...อ่อ จำได้แล้วข้ากำลังจะตั้งชื่อให้ แต่มันดันหนีไปซะก่อน"
คาซึยะเล่าพลางหัวเราะ นิ้วเรียวเล็กชี้อยู่ที่กระจก นัยน์ตาสีน้ำตาลนั้นเป็นประกายสดใส จินเองก็เผลอมองตามรอยยิ้มใสๆนั้น เขาอดไม่ได้ที่จะเดินเข้ามาใกล้ โอบกอดร่างนั้นไว้แนบกาย ทั้งที่ใจจริงอยากให้ร่างน้อยๆนี้จมหายไปในร่างเขาได้เลยยิ่งดี แม้คาซึยะจะตะใจเล้กน้อยแต่ก็ยอมอยุ่นิ่งๆให้ร่างสูงโอบไว้เช่นนั้น ถึงแม้มันจะเขินๆอยู่บ้างก็เถอะ
รู้สึกไปเองรึเปล่าว่าหน้าของจินมันเข้ามาใกล้ๆหูยังไงไม่รู้ ใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจ ทั้งที่ความสุงออกจะต่างกันขนาดนั้น
"คาซึยะ...เจ้าเกลียดข้ารึเปล่า"
ทั้งๆที่จินเอ่ยเพียงไม่กี่คำแต่มันมีผลต้ออีกฝ่ายอย่างรุนแรง เพราะคาซึยะเองก็ตอบไม่ได้เช่นกันว่าเขารู้สึกยังไงกันแน่กับคนๆนี้ ทั้งๆที่เขาเป็นคนพรากทุกสิ่งของคาซึยะไป...ทั้งๆที่เขาทำเรื่องโหดร้ายขนาดนั้นกับคาซึยะ
"ท่านจะให้ข้ารู้สึกยังไงกับคนที่ ฆ่าพ่อแม่ของข้า แล้วก็ทุกคนที่ข้ารัก...จะให้ข้ารักท่านงั้นหรือ?"
คำพูดเรียบๆสั้นๆทำให้จินรู้สึกสะท้าน เขาคลายอ้อมแขนออก ทั้งที่รู้ว่าคำตอบของคาซึยะมันย่อมเป็นเช่นนี้ แต่จินเองก็แอบหวังลึกว่าจะตอบอีกคำตอบที่ตรงกันข้าม...กับความจริง ความรู้สึกที่น่าจะเรียกว่าขมขื่นกำลังเล่นงานอาคานิชิ จินอย่างหนัก
"ข้ารู้ว่าสิ่งที่ข้าทำมันเลวร้าย...แต่ข้าก็หวังให้เจ้าอภัยให้ข้า"
จินก้มหน้าลง เป็นครั้งแรกที่เขาก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเองด้วยความรู้สึกเช่นนี้
"ข้าสวดมนต์ทุกวัน...ท่านรู้มั้ย ข้าสวดมนต์ขอพรพระเจ้าให้วิญญาณทุกคนไปสู่สวรรค์ที่ซึ่งไร้ความทุกข์ และข้าว่าทุกคนที่นั้นก็คงมีความสุขดี...เพราะงั้น ข้าก็จะอภัยให้ท่านก็ได้"
คาซึยะหันกลับมายิ้มให้จิน รอยยิ้มที่คาซึยะตั้งใจมอบให้จินด้วยความจริงใจ
ในวินาทีนั้นร่างบางถูกรวบไว้ในอ้อนกอดอีกครั้ง กอดที่ตรึงร่างน้อยไว้แน่น
"ขอบคุณ..."
เสียงกระวิบแผ่วแทบจะไม่ได้ยินของจินนั้นคงจะส่งถึงคาซึยะ เด็กหนุ่มสังเกตุว่าไหล่กว้างสั่นสะท้าน เด็กหนุ่มยิ้มและยกแขนขึ้นกอดตอบ
บางครั้งจิตใจที่เชื่อว่ามั่นคงและเยือกเย็นนั้น มันก็หวั่นไหวได้เช่นกัน
ได้ยินคำนี้มาจากไหนกันนะ...
.............................................................................
หลังจากผู้คุมกฏแห่งไอเซนกาดได้ออกคำสั่งเตรียมตัวพร้อมแก่การทำสงคราม ทำให้ทั้งเมืองดูเหมือนจะวุ่นวายขึ้นมาจนเห็นได้ชัด ชาวบ้านต่างหวาดกลัว เกิดสงครามแย่งชิงเสบียงอาหาร จนกลายเป็นเหตุจราจล ทำให้ ผู้คุมกฏอย่างเรียวต้องทำงานหนักไม่น้อย กว่าจะทำให้เหตุการณ์สงบได้ทำเอาเรียวเหนื่อยจนพูดไม่ออกทีเดียว
ชายหนุ่มกลับมายังคฤหาสน์หลังงามด้วยความรู้สึกเพลียๆ สิ่งแรกที่เขาจะทำคือล้มตัวลงนอนบนเตียง เรียวเดินผ่านห้องโถงที่เงียบเชียบ ทางเดินไปยังห้องของเขาจะต้องผ่านห้องของฮิโรกิ...เรียวอดไม่ได้จริงๆที่จะเปิดประตูห้องนั้นเข้าไป
แต่สิ่งที่เห็นราวกับความฝัน ร่างบางในชุดนอนสีฟ้าใสกำลังนั่งอยู่บนเตียง ใบหน้าหวานๆงดงามนั้นกำลังมองมาที่เขา มือเล็กที่กำลังพับเสื้อผ้านั้นหยุดชะงัก
มีเพียงความเงียบเท่านั้นที่ส่งเสียงกังวาลในห้องนี้ เรียวได้แต่คิดว่านี้คือความฝัน...และเป็นฝันที่ไม่อาจเป็นจริงไปได้
"อ้าว ท่านนิชิกิโด กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าค่ะ...เห็นท่านไม่กลับมาตั้งหลายวัน
ข้าก็เลยไม่ได้เตรียมอาหารค่ำไว้ให้..."
หญิงชราผู้เป็นแม่บ้านประจำคฤหาสน์กล่าวทักเจ้านายที่กลับมาในยามวิกาล
"คุณหนูฮิโรกิกลับมาตั้งหลายวันแล้ว ในที่สุดก็ได้พบท่านนิชิกิโดเสียทีนะเจ้าคะ"
หล่อนกล่าวพลางยิ้มให้หนุ่มน้อยร่างบางก่อนจะเดินจากไป
ไม่ใช่ฝันสินะ ฮิโรกิจริงๆด้วย เรียวได้แต่มองฮิโรกิอยู่เช่นนั้น
"เดี๋ยวก่อน..."
"มีอะไรหรือเจ้าค่นายท่าน"
"ไปช่วยคุณหนูฮิโรกิของฟ้าเก็บของหน่อยสิ...ท่าทางคงอยากรับเก็บรีบไปจากที่นี่จะแย่"
ชายหนุ่มกล่าวประชดประชัน แน่นอนว่าประชดตัวเอง ตั้งแต่เขาเห็นว่าฮิโรกิกำลังเก็บของแล้ว...เขาก็รู้ทันทีว่าฮิโรกิกลับมาเพื่อที่จะจากไป...ไม่ได้กลับมาหาเขาเสียหน่อย...ในที่สุด เขาก็โดนทิ้งจริงๆสินะ...
"ไม่ต้อง ข้าเก็บเองได้"
เด็กหนุ่มพูดเสียงดัง นัยน์ตาคู่งามมองมาที่เรียวราวกับจะต่อว่า
"งั้นไม่ต้อง...ไปได้แล้ว คุณหนูฮิโรกิคงอยากไปเต้มแก่ คงรีบถึงขนาดไม่เอาของติดตัวไปก็ได้สินะ"
เรียวว่าประชด เขารู้สึกราวกับมีบางสิ่งเสียดแทงทั้งกาย มันโหวงเหวงอย่างบอกไม่ถูก ความว่างเปล่าเข้าเล่นงานเขาหนักกว่าครั้งไหนๆ ดูท่าคืนนี้คงจะนอนไม่หลับเสียแล้วละ แต่เมื่อเรียวเงยหน้าขึ้น เขากลับพบหยาดน้ำตารินจากดวงตาคู่ที่กำลังจ้องมา
อะไรกัน...ร้องไห้ทำไมละ
"ใครกันแน่ที่ทิ้งข้า...อยากให้ข้าไปมากนักก็ได้!!"
ฮิโรกิตวาดก้องก่อนจะเดินเข้ามา ผลักเรียวที่ขวางประตูออกไป แล้วเจ้าตัวก็ผลุนผลันออกไปทั้งชุดนอน เรียวได้แต่ยืนตะลึง เขารุ้ตัวดีว่าเป็นคนประเภทปากไวแถมยังปากเสีย แต่ครั้งนี้ก็ไม่ได้พุดผิดจาดความจริงไปเสียเท่าไหร่ ทำไมฮิโรกิต้องร้องไห้อย่างนั้นด้วย
"นายท่านเจ้าค่ะ...พูดอย่างนั้นกับคุณหนูเธอได้ยังไงค่ะ คุณฮิโรกินะกลับมาที่นี้ตั้งแต่วันที่ท่านมาถึงไอเซนกาดนั้นแหละเจ้าค่ะ แต่เพราะนายท่ายไม่กลับมาที่นี้ก็เลยไม่รู้ แล้วที่คุณหนูเธอเก็บของเพราะจะย้ายห้องไปอยู่ที่ห้องของนายท่าน..."
.............................................................................
ริ้วธงหลากหลายสีปลิวไสวท่ามกลางที่ราบด้านหลังเชิงเขาที่อยู่ห่างกำแพงเมืองไอเซนกาดเพียงไม่มาก เหล่ากบฏที่รวมตัวกันเพื่อกอบกู้อิสระภาพให้แก่นครของตนได้มารวมกันที่นี้ ลี้พลจำนวนมากกำลังซุ่มอยู่เพื่อรอโอกาสบุกเข้าไอเซนกาด โดยการนำของเจ้าชายยูอิจิผู้นำทัพหน้าล่วงมาก่อน และตั้งคายเพื่อรอทัพสนับสนุนของซึบาสะ เมื่อทุกอย่างพร้อม พวกเขาจะทำลายล้างไอเซนกาดให้เหมือนกับที่อาคานิชิ จินเคยทำกับบ้านเมืองพวกเขา....
End.
Chapter 17
Get over
Get over
เช้าวันนี้เหล่าทหารยามคงตกใจไม่น้อย เมื่อเจ้าชายองค์เล็กได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจากราชวัง
รวมทั้งแขกคนสำคัญของเจ้าชายก็หายตัวไปด้วย มีเพียงจดหมายสั้นๆที่ทิ้งไว้ให้ใจหายเล่น
ข้อความสั้นๆที่ระบุไว้ชัดว่า เจ้าชายโทโมฮิสะกะลท่านจุนโนะ กำลังเดินทางไปตามทัพของท่านซึบาสะ...
ภายใต้ท้องฟ้าขมุกขมัวยามเช้า อากาศที่คาดว่าจะร้อนขึ้นบ้างกลับยิ่งทวีความหนาวรุนแรง
ความแห้งของอากาศยิ่งทำให้รู้สึกเจ็บร้าวทุกครั้งที่ก้าวเดิน
ร่างบอบบางภายใต้อาภรณ์ของนักรบกล้า สั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ
ถึงกระนั้นก็ยังฝืนร่างเดินตามเหล่าทหารด้านหน้าไปเรื่อย
"ไหวรึเปล่า"
เสียงร้องถามด้วยความห่วงใยจากชายหนุ่มข้างกาย
จุนโนะมองใบหน้าเผือดซีดของโทโมะด้วยความเป็นห่วง
"ไหวสิ..."
เสียงแหบแห้งตอบกลับมา แม้เจ้าตัวจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่สำหรับจุนโนะแล้วมันไม่ใช่เลยสักนิด
การที่เจ้าชายที่ถูกเลี้ยงดูประคบประหงมมาแต่เด็ก ไม่เคยเดินเท้าในกองทัพที่เดินทางไกลเช่นนี้
หนำซ้ำยังต้องขนเสบียงและข้าวของมากมายไปด้วย ความหนักหนาสาหัสที่โทโมฮิสะไม่เคยเจอมันย่อมทำให้ร่างกายรับไม่ไหว
นี่ก็เดินทางมาได้สามวันแล้ว...เจ้าชายเอลฟ์ดูท่าอ่อนแรงลงทุกที แต่ก็ยังฝืนทำราวกับว่าไม่เป็นอะไร
จุนโนะเองก็ไม่รู้ว่าทำไมตนถึงได้ทนได้ ทั้งๆที่โทโมะจะล้มอยู่หลายครั้ง หรืออาจเพราะเขาร่างกายแข็งแรงกว่า
หรืแเมื่อก่อนเขาอาจจะเคยร่วมทัพแบบนี้มาแล้วกระมัง ถึงได้ไม่รู้สึกอะไรเลยแบบนี้
ดูเหมือนการเดินทางครั้งนี้จะสาหัสกว่าที่คาดไว้มาก หากปล่อยไว้เช่นนี้คนที่จะแย่เอามีแต่ยามะพีเท่านั้น
จุนโนะมองซ้ายมองขวาก่อนจะวิ่งออกมาจากริ้วขบวนทัพ เขาตรงไปหาชายบนหลังม้าที่อยู่ใกล้ที่สุด
"นายท่าน...ไม่ทราบว่าทัพใหญ่ตั้งกองอยู่ที่ไหนหรือ"
จุนโนะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคารพ เขาขยับโปงหมวกให้คลุมใบหน้าไว้
เมื่อเห็นว่าคนที่เขาพูดด้วยคือทหารยามที่เฝ้าห้องโทโมฮิสะเมื่อวาน
"ทัพใหญ่รวมพลที่ป่าดำ เดินทางอีกหนึ่งวันก็ถึงแล้ว"
"ขอบคุณ"
จุนโนะรีบกลับมาเดินข้างเอลฟ์น้อย แม้ว่าตอนนี้โทโมะจะหอบหนักขึ้นกว่าเมื่อครู่
และซีดเซียวกว่าเดิม แต่เจ้าตัวก็ยืนยันว่าไม่เป็นไร
"อดทนไว้นะ...อีกวันเดียวก็จะถึงทัพใหญ่แล้ว"
จุนโนะเอ่ยขณะมองไปข้างหน้าด้วยความหวัง นี่แสดงว่าพรุ่งนี้เขาก็จะได้พบกับท่านจุนแล้วสินะ
วูบ...
ร่างบางข้างกายเขาค่อยๆทรุดลงกับฟื้น จุนโนะได้แต่มองด้วยความตกใจ ก่อนตรงดิ่งเข้ามาประคองโทโมะไว้
"ท่านชาย!!"
...........................................................................
"ทำไมพวกเจ้าถึงได้ดื้นรั้นกันขนาดนี้นะ!"
เสียงตวาดดังขึ้น ณ ซุ้มกระโจมตรงกองทัพที่ตั้งค่ายพักแรมกลางป่า อันเป็นที่พักของเหล่าแม่ทัพคนสำคัญของกองพล แสงไฟจากคบเพลิงส่องให้เห็นเงาของผู้ที่อยู่ด้านใน เอลฟ์หนุ่มยืนตระหง่านมองร่างโปร่งที่ได้แต่นั่งก้มหน้าไม่พูดไม่จา และมีเอลฟ์น้อยนอนบนตั่งข้างๆ
"พวกเจ้านี้ช่างรั้นเสียจริง ข้าบอกให้รออยู่ที่ลิเวลเดลไม่ใช่หรือ ทำมไม่ฟังกันบ้างเลย!"
จุนดุเสียงดัง ทำเอาจุนโนะรู้สึกกลัวขึ้นมา ร่างโปร่งทำได้แค่กัดริมฝีปากที่สั่นระริกไว้
"พอเถอะจุน เจ้าจะดุด่าจุนโนะไปก็เท่านั้น...คนที่บังคับให้จุนโนะมาทัพด้วยก็น้องเรานั้นแหละ"
ซึบาสะกล่าวอย่างเหนื่อยหน่าย เขายิ้มบางๆให้จุนโนะที่ทำท่าจะร้องไห้อยู่ร่อมร่อ จุนสงบสติลงได้ แต่ก็ทำท่าพร้อมจะสวดจุนโนะอีก
"แล้วจะทำยังไงดีละ...ส่งจุนโนะกับโทโมะกลับดีมั้ยท่านพี่ซึบาสะ"
"เราเดินทางมาไกลโขแล้ว โทโมะเองก็ไม่สบาย พี่ไม่วางใจให้สองคนกลับไปตอนนี้...คงจะต้องให้สองคนร่วมทัพไปกับเราด้วย"
"แต่ท่านพี่...มันอันตราย"
"ส่งกลับตอนนี้ก็อันตราย...เอาละแยกย้ายไปพักเถอะ พรุ่งนี้ต้องเดินทางต่ออีก...ไปเถอะทาคิซาว่า"
ซึบาสะจากไปพร้อมที่ปรึกษาคนสำคัญ ตอนนี้มีเพียง จุน จุนโนะ และโทโมะที่นอนซมเพราะพิษไข้ จุนมองจุนโนะสลับกับโทโมะ จะว่าไปแล้วมันก็เป็นเพระาโทโมะจริงๆนั้นแหละ ถ้าโทโมะไม่บังคับให้จุนโนะมาด้วย จุนโนะคงไม่กล้าตามมาหรอก และจุนโนะเองก็ช่วยดูแลโทโมะมาตลอดทาง หนำซ้ำยังช่วยพาโทโมะที่ไม่สบายมาหาเขา ถ้าช้าไปกว่านี้ ไม่รู้ว่าโทโมะจะเป็นยังไง...เอลฟ์หนุ่มได้แต่ถอนหายใจออกมาดังๆ
"เจ้าตัวยุ่งทั้งสอง"
เอลฟ์หนุ่มกล่าว ขณะขยี้ผมจุนโนะและโทโมะอย่างเอ็นดู จุนโนะช้อนตามองจุนด้วยความแปลกใจ เมื่อครู่ยังดุอยู่เขาเลยนิน่า
"เอายังไงกับเจ้าโทโมะดีละเนี้ย...อ๊ะ! ยูอิจิมาพอดีเลย ฝากดูแลเจ้าโทโมะทีสิ"
.............................................................................
ผ้ากระสอบหนาที่ถูกกางตั้งเป็นกระโจมที่พัก เรียงรายไปทั่วบริเวณทุ่งกว้างนี้ แสงไฟจากกระโจมค่อยๆดับไปทีละดวง เหลือเพียงแสงจากกองเพลิงของทหารยามที่เฝ้าระวังอยู่รอบค่าย
สายลมพัดกลิ่นไอของฤดูใหม่ผ่านมา สร้างความสบายแก่ผู้ที่หลับใหล และยังไม่อาจข่มตาหลับได้เช่นชายหนุ่มผู้นี้ ร่างโปร่งบางของเขาอยู่ชิดริมกระโจมที่เป็นผืนผ้าที่ถูกตัดออกเป็นช่องหน้าต่าง เขาอาศัยเพียงแสงจันทร์สว่างใสนี้ในการมอง
มองไปยังร่างบอบบางที่นอนคู้กายจมในฟูกหนา ท่าทางคงจะเหนื่อยมากจนหลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่รู้เลยว่ายูอิจิเป็นคนอุ้มมายังที่นี้ เช็ดตัวเปลี่ยนชุดให้ ยามะพีก็ยังหลับสนิท แม้ยูอิจิจะป้อนยาให้ด้วนริมฝีปาก เจ้าตัวก็ยังหลับไม่ได้สติ
ตอนเปลี่ยนชดให้ ยูอิจิสังเกตุเห็นร่องรอยบาดแผลที่เอลฟ์น้อยได้รับจากการเดินทางไกลนี้ ทั้งๆที่เหนื่อยและลำบากออกจะขนาดนั้น ทำไมยังดื้อรั้นตามมาอีกนะ...ถึงขนาดล้มป่วย หากเป็นอะไรไป จะทำยังไง
ทั้งๆที่เขาอุส่าห์ยอมถูกเกลียดเพื่อให้ยามะพีผปลอดภัยอยู่ในวัง แต่เจ้าตัวดียังอุส่าห์ตามมาเจออันตรายกับเข้าอีก ถ้าฟื้นเมื่อไหร่จะตีเจ็บๆสักที เขาละสายตาจากเอลฟ์น้อย ก่อนมองไปยังนอกหน้าต่าง เพื่อสังเกตุการณ์
ถึงแม้จะยังมึนๆหัวอยู่แต่โทโมะก้รั้งสติตัวเองกลับมาจนได้ เขาค่อยๆลืมตาขึ้นช้า และรู้สึกว่าโลกใบนี้มันหมุนเร็วกว่าปกติเป็นแน่จึงทำให้เขารู้สึกเวียนหัวขนาดนี้ กว่าจะจะได้เปิดตาเต็มที่ก็ใช้เวลาพอสมควรทีเดียว ท่ามกลางแสงสว่างอันน้อยนิดนั้น โทโมะหรี่ตามองภาพตรงหน้าและก็พบ ร่างชายหนุ่มที่นั่งอยู่อีกมุม และเขาคนนั้นคือ ยูอิจิ...
สความทรงจำล่าสุดที่เอลฟ์น้อยจำได้คือเสียงของจุนโนะ นี่แสดงว่าเขาถูกจับได้เรื่องที่แอบตามมาแล้วละสิ...และอีกเรื่องหนึ่งที่ยามะพีแน่ใจ เขากำลังไม่สบาย ก็อาการปวดหัว ปวดไปทั้งตัวเนี้ยเป็นหลักฐานมัดตัวชั้นดีเลย
ยามะพีเลือกที่จะนอนดูยูอิจิเงียบ เพราะไม่กล้าจะพูดอะไรตอนนี้ เขารู้ว่า ยูอิจิต้องโกรธแน่ที่เขาแอบตามมาทั้งๆที่ยูอิจิห้ามแทบตาย และเรื่องที่ยูอิจิตบหน้าเขาก็ยังทำให้ยามะพีรู้สึกเคืองๆอยู่เช่นกัน ถึงแม้จะรู้ว่าที่ยูอิจิทำเช่นนั้น เพราะต้องการให้เขาโกรธจนไม่อยากร่วมทางกับยูอิจิ นานสองนานที่นัยน์ตากลมโตจ้องมองชายหนุ่มไม่ละสายตา ฝ่ายถูกมองเองก็ไม่ได้รู้สึกตัวเลยจนกระทั้ง
" ฮะ...ฮัด...ฮัดเช้ย!!"
ยามะพีอยากตบหน้าตัวเองแรงๆสักทีจริง ทำไมจู่ๆถึงได้จามออกมาได้นะ หนำซ้ำในตอนที่สถานการร์ย่ำแย่อย่างนี้ด้วย มือน้อยคลำจมูกปอยๆ ไม่กล้ามองยูอิจิอีกต่อไป เพราะรู้ว่าเขากำลังมองมา
เอลฟ์น้อยหลับตาปี๋ ไม่กล้าขยับตัวสักนิด สักครู่ก็รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของบางสิ่ง สิ่งนั้นคือนิ้วมือเรียวยาวของยูอิจิกำลังดึงผ้านวมมาคลุมร่างโทโมะไว้ เอลฟ์น้อยได้แต่นั่งทำตาโต
"อากาศเย็นห่มผ้าดีๆละ"
ยูอิจิกล่าวเรียบๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีเรื่องที่โทโมะแอบตามมา ไม่มีเรื่องที่ยูอิจิตบหน้าโทโมะ ไม่มีความรู้สึกโกรธเคืองหรือเย็นชา มีเพียงความอ่อนโยนที่ยูอิจิมีให้โทโมะเสมอมา
นัยน์ตากลมโตมองตามร่างชายหนุ่มที่กลับไปนั่งที่เดิม ถึงยูอิจิจะอ่อนโยนกับเขา แต่ก็เหมือนมีอะไรบางๆกั้นไว้อยู่ดี...ความนิ่งเฉยของยูอิจินั้นแหละที่ทำให้ยามะพีรู้สึกอึดอัด...
ฟุบ....
ชายหนุ่มสะดุ้งน้อยๆ ก่อนเลี้ยวมองเด็กหนุ่มที่เข้ามาโอบเขาไว้จากข้างหลัง แก้มนิ่มที่ร้อนผ่าวแนบลงบนแผ่นหลังกว้าง ท่อนแขนเรียวโอบยูอิจิไว้แน่น แนบชิดจนยูอิจิรู้สึกได้ถึงความสั่นสะท้านของเอลฟ์น้อย
"ขอโทษนะ...ขอโทษที่ข้าไม่ฟังท่าน ที่ข้าแอบตามมา...แต่ที่ข้าทำเช่นนี้เพราะข้าเป็นห่วงท่าน จริงๆนะ"
ร่างโปร่งนิ่งไปเมื่อได้ฟังเสียงกระซิบแผ่วจากริมฝีปากอิ่ม เขาประสานมือบนมือน้อยๆนั้น ดึงมันออกจากตัวช้าๆ ทำให้ยามะพีรู้สึกเจ็บปวดเหมือนกันถูกยูอิจิตัดพ้อใส่
"โกรธข้าใช่มั้ย"
เอลฟ์น้อยเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ ยุอิจินิ่งไปสักพักก่อนหันหลับมามองหน้ายามะพี เขายิ้มให้เช่นเคย รอยยิ้มที่อ่อนโยนไม่ต่างจากอดีต
"แล้วเจ้าละ โกรธข้ามั้ย ที่ข้าตบหน้าเจ้าพูดจาไม่ดีกับเจ้า"
ยูอิจิถามกลับ เอลฟ์น้อยส่ายหน้าปฏิเสธทันที
"ข้ารู้ว่าที่ท่านทำเพราะเป็นห่วงข้า...และวันนั้นข้าเองก็ทำตัวไม่น่ารักเอง ท่านไม่ผิด"
"ข้าถามว่าเจ้าโกรธข้ามั้ย?"
ยูอิจิถามย้ำอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเอลฟ์น้อยคิดไปเองหรือเปล่าว่าน้ำเสียงยูอิจิต่างจากเมื่อครู่ และสีหน้าก็แลดูแข็งกว่าเดิม
"ก็...โกรธนิดๆ"
โทโมะตอบเสียงเบา นัยน์ตากลมโตฉายแววหวาดหวั่นไม่น้อย
"แต่ตอนนี้ข้าโกรธมาก...ทั้งๆที่ข้าทำถึงขนาดนั้น ข้าทำร้ายเจ้า ข้าด่าว่าเจ้า แต่เจ้าก็ยังดื้อรั้น คำพูดและสิ่งที่ข้าทำเพื่อให้เจ้าโกรธข้าจนไม่อยากเห็นหน้าอีก มันไม่มีผล..."
ยูอิจิพูดเสียงเย็น แต่ละคำทำราวกับจะแช่แข็งร่างบางช้าๆ สีหน้าของยูอิจิไม่เปลี่ยนไปสักนิด ถึงแม้จะบอกว่าโกรธ แต่เขายังยิ้มให้โทโมะ ลูบหัวก่อนจะเดินจากไป...
"นอนเถอะ เจ้าไม่สบายต้องพักผ่อนมากๆนะ"
แต่หลังจากคืนนั้น โทโมะก็ไม่เคยได้พบยูอิจิในค่ายอีกเลย หรือแม้ตอนเดินทาง หรือเวลาไหนก็ตาม กว่าจะเค้นถามจากจุนโนะได้ก็หลายวัน ได้ความว่า ยูอิจิล่วงหน้าไปก่อนแล้วเพื่อดูสถานที่ตั้งค่ายใหม่...ไม่รุ้ว่าโทโมะคิดไปเองรึเปล่าว่ายูอิจิกำลังหนีเขาไปไกล แม้จะไล่ตาม แต่ก็ไกลออกไปอีก...
.............................................................................
"นี่ๆ ที่นั้นเป็นยังไงบ้าง"
เสียงเจื้อยแจ้วที่มักได้ยินเป็นประจำที่ห้องทำงานของกษัตริย์แห่งไอเซนกาดดังขึ้นอึกครั้งหลังจากเงียบไปพักใหญ่เพราะถูกจินดุว่ารบกวนสมาธิตอนทำงาน
"อะไรของเจ้า"
ชายหนุ่มที่กำลังวุ่นกบังานมากมายก่ายกองตรงหน้าตอบกลับมาด้วยความหงุดงิด เจ้าชายน้อยยู่หน้า ทำหน้าทำตาล้อลเยนจินขณะที่นอนท้าวคางบนโซฟาหนังฟอกสีน้ำตาลแดงข้างชั้นหนังสือ
"ก็ที่นั้นไง...ห้องที่ข้าทำมันพังอ่ะ"
คาซึยะหมายถึง ห้องส่วนตัวของจินที่อยู่ใต้ทะเลสาบกลางเมือง ห้องที่จินกักขังคาซึยะไว้ในช่วงแรกที่รู้จักกัน ทำไมจู่ๆเจ้าตัวป่วนถึงได้ถามขึ้นมาอีกละ หรือว่าอยากจะพังห้องนั้นอีกหน?
"ทำไมละ...เจ้าจะอยากรู้ไปทำไม เจ้าห่วงมันด้วยหรือเป็นคนทำพังเองนะ"
"อะไรเล่า...ไม่ได้ตั้งใจทำพังซะหน่อย แต่ก่อนนะข้าเอาเก้าอี้ทุ่มใส่ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย ไม่รู้ตอนนั้นมันแตกได้ไง..."
"ก็ฤดูหนาวผิวน้ำมันตึง อากาศเย็นกระจกมันก็เปราะ...ใครจะไปพิเรนท์เล่นบ้าๆเหมือนเจ้า"
"ก็ข้าจะไปรู้ได้ไงว่าถึงฤดูไหนแล้ว ถึงจะได้เลือกเวลาเล่นพิเรนท์ถูก"
"นี่เจ้า!..."
"ไม่เอาแล้ว ไม่อยากเถียงกับท่านแล้ว!"
เจ้าชายน้อยรีบพูดสวนกลับ ทำหน้าตาบูดบึ้งแลบลิ้นใส่จินก่อนฟุบหน้าลงนอนบนโซฟา แถมยังเอามืออุดหูอีกด้วย จินได้แต่มองขำๆ บางทีข้อดีของการได้อยู่กับคาซึยะ คือมีเด็กดื้อรั้นที่คอยต่อล้อต่อเถียงด้วย
"ตอนนี้ให้คนซ่อมเสร็จแล้ว"
"ห๊ะ?"
เจ้าชายน้อยเงยหน้ามอง ทำตาแป๋วใส่จิน
"อยากไปมั้ยละ"
คาซึยะรีบพยักหน้ารับ ยิ้มกว้างออกมา ข้อดีอีกอย่างของคาซึยะคือการแสดงอารมณ์ที่ไร้เดียงสาแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา
......................................
..................................................
"ว้าว คิดถึงจังเลย"
ร่างบางหมุนตัวมองรอบๆด้วยความตื่นเต้น จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้เจอภาพแบบนี้มาหลายเดือนเชียว ภาพบรรยากาศใต้ผืนน้ำที่เงียบสงบ เยือกเย็นสีน้ำเงินใสไปทุกมุมมอง เจ้าชายน้อยดินสำรวจของแต่ละชิ้นที่มีอยู่ในห้อง และพบว่ามันเหมือนของชิ้นเดิมทุกประการ ทั้งสีขนาด รูปร่าง ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสักนิด แต่คาซึยกลับรู้สึว่ามันมีความอบอุ่นกว่าทุกครั้ง งดงามกว่าเมื่อก่อนเป็นเท่าตัว
ร่างบางถือวิสาสะโดดขึ้นไปนอนเตียงกลางห้องโดยไม่ขอ จินเองก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเขาถือว่าห้องนี้กลายเป็นสถานที่ของคาซึยะไปเสียแล้ว
"นึกยังไงเจ้าถึงอยากมาที่นี้?"
"อืม...เพราะข้าคิดถึงปลา"
ร่างบางโดดลงจากเตียง ตรงไปยังด้านหนึ่งของห้องที่เปิดโล่ง และมีปลาน้อยใหญ่ แวกว่ายผ่าน
"อะไรนะ?"
"ปลาไง...ข้าคิดถึงปลาที่นี้มากเลยนะ นี่ไงๆ ตัวนั้นชื่อ เอ๋ ชื่ออะไรน้า...อ่อ จำได้แล้วข้ากำลังจะตั้งชื่อให้ แต่มันดันหนีไปซะก่อน"
คาซึยะเล่าพลางหัวเราะ นิ้วเรียวเล็กชี้อยู่ที่กระจก นัยน์ตาสีน้ำตาลนั้นเป็นประกายสดใส จินเองก็เผลอมองตามรอยยิ้มใสๆนั้น เขาอดไม่ได้ที่จะเดินเข้ามาใกล้ โอบกอดร่างนั้นไว้แนบกาย ทั้งที่ใจจริงอยากให้ร่างน้อยๆนี้จมหายไปในร่างเขาได้เลยยิ่งดี แม้คาซึยะจะตะใจเล้กน้อยแต่ก็ยอมอยุ่นิ่งๆให้ร่างสูงโอบไว้เช่นนั้น ถึงแม้มันจะเขินๆอยู่บ้างก็เถอะ
รู้สึกไปเองรึเปล่าว่าหน้าของจินมันเข้ามาใกล้ๆหูยังไงไม่รู้ ใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจ ทั้งที่ความสุงออกจะต่างกันขนาดนั้น
"คาซึยะ...เจ้าเกลียดข้ารึเปล่า"
ทั้งๆที่จินเอ่ยเพียงไม่กี่คำแต่มันมีผลต้ออีกฝ่ายอย่างรุนแรง เพราะคาซึยะเองก็ตอบไม่ได้เช่นกันว่าเขารู้สึกยังไงกันแน่กับคนๆนี้ ทั้งๆที่เขาเป็นคนพรากทุกสิ่งของคาซึยะไป...ทั้งๆที่เขาทำเรื่องโหดร้ายขนาดนั้นกับคาซึยะ
"ท่านจะให้ข้ารู้สึกยังไงกับคนที่ ฆ่าพ่อแม่ของข้า แล้วก็ทุกคนที่ข้ารัก...จะให้ข้ารักท่านงั้นหรือ?"
คำพูดเรียบๆสั้นๆทำให้จินรู้สึกสะท้าน เขาคลายอ้อมแขนออก ทั้งที่รู้ว่าคำตอบของคาซึยะมันย่อมเป็นเช่นนี้ แต่จินเองก็แอบหวังลึกว่าจะตอบอีกคำตอบที่ตรงกันข้าม...กับความจริง ความรู้สึกที่น่าจะเรียกว่าขมขื่นกำลังเล่นงานอาคานิชิ จินอย่างหนัก
"ข้ารู้ว่าสิ่งที่ข้าทำมันเลวร้าย...แต่ข้าก็หวังให้เจ้าอภัยให้ข้า"
จินก้มหน้าลง เป็นครั้งแรกที่เขาก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเองด้วยความรู้สึกเช่นนี้
"ข้าสวดมนต์ทุกวัน...ท่านรู้มั้ย ข้าสวดมนต์ขอพรพระเจ้าให้วิญญาณทุกคนไปสู่สวรรค์ที่ซึ่งไร้ความทุกข์ และข้าว่าทุกคนที่นั้นก็คงมีความสุขดี...เพราะงั้น ข้าก็จะอภัยให้ท่านก็ได้"
คาซึยะหันกลับมายิ้มให้จิน รอยยิ้มที่คาซึยะตั้งใจมอบให้จินด้วยความจริงใจ
ในวินาทีนั้นร่างบางถูกรวบไว้ในอ้อนกอดอีกครั้ง กอดที่ตรึงร่างน้อยไว้แน่น
"ขอบคุณ..."
เสียงกระวิบแผ่วแทบจะไม่ได้ยินของจินนั้นคงจะส่งถึงคาซึยะ เด็กหนุ่มสังเกตุว่าไหล่กว้างสั่นสะท้าน เด็กหนุ่มยิ้มและยกแขนขึ้นกอดตอบ
บางครั้งจิตใจที่เชื่อว่ามั่นคงและเยือกเย็นนั้น มันก็หวั่นไหวได้เช่นกัน
ได้ยินคำนี้มาจากไหนกันนะ...
.............................................................................
หลังจากผู้คุมกฏแห่งไอเซนกาดได้ออกคำสั่งเตรียมตัวพร้อมแก่การทำสงคราม ทำให้ทั้งเมืองดูเหมือนจะวุ่นวายขึ้นมาจนเห็นได้ชัด ชาวบ้านต่างหวาดกลัว เกิดสงครามแย่งชิงเสบียงอาหาร จนกลายเป็นเหตุจราจล ทำให้ ผู้คุมกฏอย่างเรียวต้องทำงานหนักไม่น้อย กว่าจะทำให้เหตุการณ์สงบได้ทำเอาเรียวเหนื่อยจนพูดไม่ออกทีเดียว
ชายหนุ่มกลับมายังคฤหาสน์หลังงามด้วยความรู้สึกเพลียๆ สิ่งแรกที่เขาจะทำคือล้มตัวลงนอนบนเตียง เรียวเดินผ่านห้องโถงที่เงียบเชียบ ทางเดินไปยังห้องของเขาจะต้องผ่านห้องของฮิโรกิ...เรียวอดไม่ได้จริงๆที่จะเปิดประตูห้องนั้นเข้าไป
แต่สิ่งที่เห็นราวกับความฝัน ร่างบางในชุดนอนสีฟ้าใสกำลังนั่งอยู่บนเตียง ใบหน้าหวานๆงดงามนั้นกำลังมองมาที่เขา มือเล็กที่กำลังพับเสื้อผ้านั้นหยุดชะงัก
มีเพียงความเงียบเท่านั้นที่ส่งเสียงกังวาลในห้องนี้ เรียวได้แต่คิดว่านี้คือความฝัน...และเป็นฝันที่ไม่อาจเป็นจริงไปได้
"อ้าว ท่านนิชิกิโด กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าค่ะ...เห็นท่านไม่กลับมาตั้งหลายวัน
ข้าก็เลยไม่ได้เตรียมอาหารค่ำไว้ให้..."
หญิงชราผู้เป็นแม่บ้านประจำคฤหาสน์กล่าวทักเจ้านายที่กลับมาในยามวิกาล
"คุณหนูฮิโรกิกลับมาตั้งหลายวันแล้ว ในที่สุดก็ได้พบท่านนิชิกิโดเสียทีนะเจ้าคะ"
หล่อนกล่าวพลางยิ้มให้หนุ่มน้อยร่างบางก่อนจะเดินจากไป
ไม่ใช่ฝันสินะ ฮิโรกิจริงๆด้วย เรียวได้แต่มองฮิโรกิอยู่เช่นนั้น
"เดี๋ยวก่อน..."
"มีอะไรหรือเจ้าค่นายท่าน"
"ไปช่วยคุณหนูฮิโรกิของฟ้าเก็บของหน่อยสิ...ท่าทางคงอยากรับเก็บรีบไปจากที่นี่จะแย่"
ชายหนุ่มกล่าวประชดประชัน แน่นอนว่าประชดตัวเอง ตั้งแต่เขาเห็นว่าฮิโรกิกำลังเก็บของแล้ว...เขาก็รู้ทันทีว่าฮิโรกิกลับมาเพื่อที่จะจากไป...ไม่ได้กลับมาหาเขาเสียหน่อย...ในที่สุด เขาก็โดนทิ้งจริงๆสินะ...
"ไม่ต้อง ข้าเก็บเองได้"
เด็กหนุ่มพูดเสียงดัง นัยน์ตาคู่งามมองมาที่เรียวราวกับจะต่อว่า
"งั้นไม่ต้อง...ไปได้แล้ว คุณหนูฮิโรกิคงอยากไปเต้มแก่ คงรีบถึงขนาดไม่เอาของติดตัวไปก็ได้สินะ"
เรียวว่าประชด เขารู้สึกราวกับมีบางสิ่งเสียดแทงทั้งกาย มันโหวงเหวงอย่างบอกไม่ถูก ความว่างเปล่าเข้าเล่นงานเขาหนักกว่าครั้งไหนๆ ดูท่าคืนนี้คงจะนอนไม่หลับเสียแล้วละ แต่เมื่อเรียวเงยหน้าขึ้น เขากลับพบหยาดน้ำตารินจากดวงตาคู่ที่กำลังจ้องมา
อะไรกัน...ร้องไห้ทำไมละ
"ใครกันแน่ที่ทิ้งข้า...อยากให้ข้าไปมากนักก็ได้!!"
ฮิโรกิตวาดก้องก่อนจะเดินเข้ามา ผลักเรียวที่ขวางประตูออกไป แล้วเจ้าตัวก็ผลุนผลันออกไปทั้งชุดนอน เรียวได้แต่ยืนตะลึง เขารุ้ตัวดีว่าเป็นคนประเภทปากไวแถมยังปากเสีย แต่ครั้งนี้ก็ไม่ได้พุดผิดจาดความจริงไปเสียเท่าไหร่ ทำไมฮิโรกิต้องร้องไห้อย่างนั้นด้วย
"นายท่านเจ้าค่ะ...พูดอย่างนั้นกับคุณหนูเธอได้ยังไงค่ะ คุณฮิโรกินะกลับมาที่นี้ตั้งแต่วันที่ท่านมาถึงไอเซนกาดนั้นแหละเจ้าค่ะ แต่เพราะนายท่ายไม่กลับมาที่นี้ก็เลยไม่รู้ แล้วที่คุณหนูเธอเก็บของเพราะจะย้ายห้องไปอยู่ที่ห้องของนายท่าน..."
.............................................................................
ริ้วธงหลากหลายสีปลิวไสวท่ามกลางที่ราบด้านหลังเชิงเขาที่อยู่ห่างกำแพงเมืองไอเซนกาดเพียงไม่มาก เหล่ากบฏที่รวมตัวกันเพื่อกอบกู้อิสระภาพให้แก่นครของตนได้มารวมกันที่นี้ ลี้พลจำนวนมากกำลังซุ่มอยู่เพื่อรอโอกาสบุกเข้าไอเซนกาด โดยการนำของเจ้าชายยูอิจิผู้นำทัพหน้าล่วงมาก่อน และตั้งคายเพื่อรอทัพสนับสนุนของซึบาสะ เมื่อทุกอย่างพร้อม พวกเขาจะทำลายล้างไอเซนกาดให้เหมือนกับที่อาคานิชิ จินเคยทำกับบ้านเมืองพวกเขา....
End.
Chapter 17
Get over

Fiction on Sale
Ring of Fire chapter 25 !!!
วันนี้ว่างอ่า
เลยแวะมาเม้นให้
ไงก้อขยันๆอัพนะคะ
บิวอัพแล้วน้ะ
ทำโฉมไดใหม่ด้วย อิอิ
บะบายค่า