Ring of Fire 19
Chapter 19
Blue moon
แสงสลัวยามเช้าวันนี้ขมุกขมัวเป็นพิเศษ ราวกับเป็นลางบอกเหตุกลายๆ ผุ้คนในเมืองดูเงียบสงบกว่าทุกที ไม่คึกคักอย่างเช่นที่เคย อาจเป็นเพราะข่าวเรื่องกองทัพมาประชิดเมืองแพร่ไปทั่ว ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครคิดจะหลีกหนีออกจากเมืองไป เพราะเขารู้ดีว่ากษัตริย์ของเขานี่แหละที่จะสามารถปกป้องเขาได้ดีกว่าที่อื่นใด
ร่างโปร่งใต้เสื้อคลุมสีดำสนิทก้าวเข้ามายังท้องพระโรงที่มีคนอยู่จำนวนหนึ่ง คนเหล่านั้นดูจะไม่ตกใจกับการปรากฏกายของคนที่หาหน้าไปนานเสียเท่าไหร่ ร่างโปร่งทรุดลงตรงหน้าบัลลังค์สีทองที่บุด้วยกำมหยี่สีแดง ก้มหัวให้ร่างที่นั่งเป็นประมุขในท้องพระโรง
"ข้าขออภัยฝ่าบาท...ข้าถูกพวกเอล์ฟจับได้ขณะแอบเข้าไปในวัง และข้าความจำเสื่อม จึงไม่อาจทำงานที่ได้รับมอบหมาย..."
ก่อนที่จะพูดจบ นัยน์ตาเรียวก็เบิกกว้าง เขารู้สึกทรมาน เจ็บปวดราวถูกไฟแผดเผาทั้งร่าง และถูกทิ่มแทงด้วยคมดาบนับพันในคราเดียว ร่างนั้นกรีดร้องออกมา เหล่าขุนนางที่เฝ้าดูอยุ่ต่างมองด้วยความสยดสยอง ก่อนที่ความทรมานนั้นจะหยุดลง ร่างโปร่งหยุดนิ่ง นอนแผ่กับพื้นหินอ่อน หอบแฮ่ก ความเจ็บปวดเมื่อครู่กับไม่หายขาดเสียทีเดียว
"ข้าไม่ต้องการคำแก้ตัวจุนโนะ..."
เสียงประมุข ณ ที่นั้นเอ่ย นัยน์ตาดุดันนั้นมองมาด้วยความเย็นชา จุนโนะรีบพยุงกายขึ้นนั่งคุกเข่าอย่างยากลำบาก ก้มหัวไม่กล้าเงยขึ้นมองหน้าจิน
"เจ้าบอกว่าความจำเสื่อม งั้นคงไม่ได้เปิดเผยความลับของเราไปสินะ"
ขุนนางหน้าตาดุดันราวพญาสิงโตที่แก่ชราเอ่ยถาม จุนโนะส่ายหน้า ไม่มีแรงจะพูด เพราะความเจ็บปวดที่ได้รับจากเวทย์มนต์ของจินนับว่าเป็นการลงโทษที่แสนจะโหดร้าย
"อย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก...ความปราณีของข้ามันมีไม่มากนักนะ จุนโนะสุเกะ"
จินกล่าว ทำเอาขนลุกกันไปหมด แต่การที่จุนโนะความจำเสื่อมและได้รับความไว้ใจจากลิเวนเดลก็เป็นผลประโยชน์แก่ไอเซนกาดมาก จุนโนะบอกข้อมูลสำคัญหลายอย่างให้แก่จิน ซึ่งนั้นทำให้จินพอใจมากทีเดียว การปรึกษาแผนการรับมือเหล่ากบฏจบลง และไม่ถึงชั่วโมงต่อมา กองทัพทั้งสองก็ได้มาเจอกับที่หน้าประตูเมืองไอเซนกาด..
.............................................................................
ท่ามกลางท้องฟ้าสีฟ้าอมเทาจางๆ ไร้ซึ่งเงาเมฆ หากแต่แสงจากดวงอาทิตย์กลับเหือดหายไปจากพื้นโลกราวถูกทอดทิ้ง ในขณะที่เวลาแต่ละวินาทีเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ในที่นี้ ในลานกว้างที่เคยเป็นแหล่งชุมชนที่รุ่งเรืองของนครไอเซนกาด กลับรกร้าง ไอหมอกยามเที่ยงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนอบอวนไปทั่ว เบื้องหลังนั้นคือเหล่าทหารของสองกองทัพ ที่ยืนประจัญหน้ากันอย่างสงบเงียบ
หน้าประตูเมืองไอเซนกาด กองทัพมังกรอันเกรียงไกรตั้งทัพอยู่ เพื่อปกป้องบ้านเมืองจากผู้รุกรานที่หวังจะช่วงชิงอำนาจและอิสระภาพ หากแต่หาญกล้าบุกมาถึงถิ่นของอาคานิชิ จิน
อีกฟากคือแนวรบที่วางกำลังรายล้อมไว้จนแลดูเหมือนกำแพงหนาที่แข็งแกร่ง ไม่มีทางปล่อยให้ทัพมังกรเล็ดรอดแนวกำแพงนี้ไปได้
ทั้งสองฝ่ายต่างนิ่งสงบ มองตากันผ่านระยะทางไม่กี่ร้อยเมตรที่กั้นทัพทั้งสองไว้ เวลาที่เดินไปอย่างรวดเร็วหากแต่ในใจคนเหล่านั้นกัลบเชื่องช้าราวชั่วกาลนาน พวกเขาเก็บซ่อนความหวาดกลัวไว้ในใจ แสดงสีหน้ากล้าหาญแม้จะสั่นทาไปทั้งตัว
ผู้นำทัพกบฏต่างมองตรงไปยังทัพมังกรตัวใหญ่ที่เปล่งเสียงแหลมออกมาอย่างดุดัน ยูอิจิดึงบังเหียมให้อาชาสีขาวโพลนควบทะยานออกไปข้างหน้า แววตามุ่งมั่นและเคียดแค้นในเวลาเดียวกัน ซึบาสะ ทาคิซาว่าและจุนตามเขาไปติดๆ อาชาทั้งสี่หยุดเมื่อถึงกึ่งกลางระหว่างสองทัพ
ไม่ช้ามังกรสีแดงนั้นก็บินมาหยุดตรงหน้า พร้อมทั้งมังกรสีดำสนิทสองตัวและคนบนหลังสัตว์ร้ายนั้น อาคานิชิ จิน ยิ้มเหยียดเย้ยเช่นปกติ เขามองไปยังสัตว์ต้อยต่ำตรงหน้าด้วยความคิดมุ่งร้าย ข้างกายคือผู้คุมกฏทั้งสอง เรียว และจุนโนะ ร่างโปร่งบางแลดูซีดเซียวหากแต่สีหน้าสุขุมกว่าครั้งไหน ราวกับคนละคน กับที่เคยออดอ้อนจุน เอลฟ์หนุ่มมองตามด้วยจิตใจอาวรยิ่งกว่าสิ่งใด แม้จะรู้ว่าตอนนี้ จุนโนะได้กลายเป็นศรัตรูของเขาไปแล้ว คนอื่นดูเหมือนจะไม่แปลกใจแม้แต่น้อยที่เห็นจุนโนะ ตั้งแต่จุนบอกว่าจุนโนะหายไป พวกเขาต่างลงความเห็นซึ่งตรงกันว่าจุนโนะได้กลับไปยังที่ๆเขาเคยอยู่แล้ว
ตามธรรมเนียมศึก การเจรจาก่อนรบเพื่อจะประนีประนอม และท้าทายกันและกันก่อน บรรยากาศที่ตึงเครียดและแลดูเศร้าสลด และเต้มไปด้วยความตื่นเต้นลุ้นระทึก
"นี่หรือ...กองทัพที่มาเพื่อฆ่าอาคานิชิ จิน "
เสียงเยาะเย้ยปนหัวเราะเบาๆของจินดังขึ้น ทำลายความสงบเงียบ
"ไม่ต้องกลัวไปหรอกจิน ข้ารับรองว่าจะไม่ทำให้เจ้าทรมานไปกว่าที่ควรจะได้รับ"
ยูอิจิยิ้มให้อย่างเลือดเย็น สงครามเย็นดำเนินไปเงียบๆ ซึบาสะได้แต่มองอย่างระอา ไม่รู้จะออกมาเจรจาทำไม ในเมื่อสุดท้ายมันก็ไม่มีทางจบแบบสันติวิธีอยู่ดี
เรียวและจุนโนะหน้าเผือด เขารู้ดีว่าโทสะจินมันพร้อมจะระเบิกดออกมาตลอดเวลา แต่แปลกที่ชายหนุ่มกลับหัวเราะเสียงดัง
"ข้าว่าเรามาหาวิธีจบง่ายๆกันดีกว่า..."
"คืนอิสระภาพแก่คนที่อยู่ตรงหน้าเจ้าซะ แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้าและคนของเจ้า"
ยูอิจิพูดช้าๆ เขาจับจ้องชายที่อยู่หลังมังกรสีเพลิงตาไม่กระพริบ จินหยุดชะงักก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ เขาส่งรอยยิ้มร้ายกาจมาให้
"ข้าว่าตอนนี้เจ้าไม่มีสิทธิ์ต่อรองใดๆทั้งสิ้น!! แต่ได้ ข้าจะคืนอิสระภาพแก่เจ้า..."
ทุกคนต่างประหลาดใจกับคำพูดของจิน อะไรมันจะง่ายดายขนาดนั้น...
"แต่ต้องแลกกับแหวนแห่งไฟ..."
มีเพียงยูอิจิคนเดียวที่หน้าชา หลายคนในที่นั้นไม่รู้จักวงแหวนแห่งไฟแม้แต่น้อย แต่ฟังดูแล้วราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าพอดูทีเดียว
"ไม่มีทาง!!"
เจ้าชายแผดเสียงออกมา
"งั้นข้าขอเปลี่ยนข้อเสนอ เป็นนำแหวนมาให้ข้า แลกกับชีวิตของพวกเจ้าทั้งหมดรวมทั้งอิสระภาพ"
"ไม่มีวันที่ข้า..."
ก่อนที่ยูอิจิจะสามารถพูดอะไรต่อไปอีกได้ ร่างบอบบางขาวโพลนก็ปรากฏขึ้นในอ้อมแขนของจิน นัยน์ตาคู่งามมองมาที่เขา สีหน้าร้าวรานของเด็กหนุ่มทำให้ยูอิจิหัวใจหยุดเต้น
"และชีวิตน้อยๆอันไร้ค่านี้"
จินกล่าวขณะไล้ปลายนิ้วลงบนแก้มใส เด็กหนุ่มชะงักนิ่ง จ้องมองใบหน้าชายหนุ่มด้วยแววตาที่ยากจะบรรยาย ริมฝีปากบางๆสั่นระริก ไม่ต่างจากหัวใจดวงน้อยที่กำลังร่ำไห้อย่างหนัก มือหยาบเคลื่อนมาบีบคางมนเต็มแรง บังคับใบใบหน้าไร้เดียงสาหันไปข้างหน้า
"คาซึยะ! เจ้าปล่อยน้องข้านะ!"
ยูอิจิตวาดก้อง สีหน้าเกรี้ยวกราด เขาทำท่าจะกระโจนเข้าหาจินแต่ก็ถูกจุนดึงไว้ จินมีสีหน้าพอใจอย่างยิ่ง เขาใช้กำลังบีบเค้นข้อมือและคางของเจ้าชายน้อยอย่างรุนแรงให้คาซึยะร้องด้วยความเจ็บปวดเพื่อยั่วโทสะของยูอิจิและก็ได้ผลดีทีเดียว
"พรุ่งนี้เที่ยง เจ้าจงนำแหวนมาแลกกับชีวิตน้องชายเจ้า ไม่เช่นนั้น สงครามจะเริ่มต้น และข้าจะไม่รับรองความปลอดภัยของใคร"
จินกล่าวเสียงนุ่ม ข้างหูคาซึยะที่หัวใจแตกสลายเมื่อได้ยิน จินที่อ่อนโยนหายไปไหนกันนะ...จินที่เคยบอกว่าไม่ต้องการสิ่งใดนอกจากคาซึยะอีกแแล้วอยู่ที่ไหน...ตอนนี้คาซึยะเห็นเพียงจินที่เย็นชา และร้ายกาจยิ่งกว่าซาตาน
ความคิดมากมายประดังเข้ามาราวพายุโหม ทั้งเจ็บช้ำ และเหน็ดหนาว นัยน์ตาใสมองเสี้ยวหน้าคมที่คิดว่ารัก...ด้วยความเกลียดชัง ไม่ต้องการเขาแล้ว ก็เอามาเป็นข้อเสนอเพื่อผลประโยชน์ ที่เก็บเขาไว้...กักขังไว้ ทั้งๆที่คาซึยะคิดว่าเพราะรัก แต่ก็เพราะปรารถนาเพียงวงแหวนแห่งไฟ ไม่ใช่ คาซึยะ
ยูอิจิกัดฟัน กั้นเสียงคำรามด้วยความคับแค้นไว้ เขามองคาซึยะที่แลดูซีดเซียว อ่อนแรง และบอบช้ำ ดวงตาสดใสเป็นประกายแลดูว่างเปล่าไร้วิญญาณ แค่นี้ก็ทำให้เขาคลั่ง คนที่ต้องปกป้อง...แต่กลับปกป้องไม่ได้เลย
"พรุ่งนี้เจอกัน..."
ทันทีที่พูดจบ มังกรสีแดงสดก็กางปีกุ่งขึ้นฟ้ากว้าง และสะบัดปีก บินตรงไปยังปราสาทใจกลางไอเซนกาด ยูอิจิได้แต่มอง...มองด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันจนไม่อาจแยกได้ว่าเขารู้สึกเช่นไรกันแน่...
"คาซึยะ...ข้าจะต้องช่วยเจ้าให้ได้"
............................................................................
"ข้าทำเช่นนั้นไม่ได้หรอก..."
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นกลางที่ประชุม ซึบาสะอ่านสีหน้าลำบากใจของยูอิจิได้ ทั้งซึบาสะ ทาคิซาว่า จุน และคนอื่นๆต่างยืนยันให้ยูอิจิทำตามข้อตกลงของจิน แต่พวกเขารู้ดีว่าคนอย่างจินเชื่อไม่ได้
"ท่านยูอิจิ...ข้ารู้ว่าท่านเองก็ห่วงน้องชายท่านมาก และพวกเราก็ยินดีหากท่านจะช่วยชีวิตคนในครอบครัวของท่านก่อนพวกเรา"
ซึบาสะกล่าวเรียบๆ แต่ยูอิจิกลับมีสีหน้าไม่เต็มใจ
"ข้ารู้ว่าถึงอาคานิชิได้แหวนไปแล้ว เขาก็ต้องรบกับพวกเราอยู่ดี ไม่ว่ายังไงก็ต้องปะทะกันวันยันค่ำ แต่อย่างน้อยก็ได้ช่วยชีวิตน้องชายท่าน"
ซึบาสะยิ้มอย่างอ่อนโยนให้ยูอิจิ เป็นรอยยิ้มที่จริงใจและเห็นใจ ยูอิจิทิ้งตัวลงนั่งบนเนาะหนังสัตว์ เขาถอนหายใจยาวอย่างกลัดกลุ้ม และรู้สึกว่าตนกำลังตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งห้อง
"ช่วยเจ้าชายคาซึยะเถอะ...อย่างน้อยคาซึยะก็จะปลอดภัย และท่านจะได้ต่อสู้กับอาคานิชิได้อย่างสบายใจ"
ยูอิจิเงยหน้าขึ้น มองหน้าทุกคนที่ส่งรอยยิ้มจางๆมาให้ และแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
"ขอบคุณพวกท่านมาก.."
เขายิ้มเจื่อนๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากเบาะ คว้าดาบและก้าวออกจากกระโจม
"ท่านจะไปไหนนะ"
จุนตะโกนถามขณะ แหวกม่าน มองร่างยูอิจิในเงามืด แต่สายไปเสียแล้ว เงานั้นหายไปอย่างลึกลับ ยามะพีเองก็ได้แต่มองตาม
"ไม่ต้องห่วงหรอกโทโมะ...เขาแค่ไปเอาแหวนมาเท่านั้นเอง"
ซึบาสะยิ้มให้ ก่อนทั้งหมดจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน แต่ดูเหมือนคืนนี้ไม่มีใครอาจนอนหลับได้เลยแม้แต่คนเดียว ความหวาดกลัว และตื่นเต้นครอบงำทุกคนไว้ ไม่ว่าจะนอกหรือในรั้วกำแพงไอเซนกาด บรรยากาศสงบเงียบจนน่าขนลุก ราวกับตอนกลั้นหายใจก่อนจะกระโดดลงเหว
นัยน์ตาคมมองไปยังเตียงสีขาวสะอาด ที่เคยใช้พักผ่อนเป็นประจำ แต่วันนี้เขาไม่อาจเฉียดเข้าไปใกล้เตียงนั้นได้เลย ได้แต่เฝ้ามองและนึกถึงใครบางคนที่เคยหลับอยู่ตรงนั้น...
เอลฟ์หนุ่มลอบถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า แววตาอ้างเปล่าที่มองมาจากหลังมังกรสีดำ ทำให้หัวใจหล่นวูบ แม้จะอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือแต่ก็เหมือนห่างไกลคนละฟ้า หลังจากที่จินบินจากไป และผู้คุมกฏทั้งสองก็ย่อมต้องตามไปด้วย จู่ๆจุนก็เรียกชื่อจุนโนะออกมา เจ้าของชื่อชะงัก แต่ไม่หันหลับมามอง
"จุนโนะ!...ข้ารู้ว่าเจ้าจำข้าได้"
จุนกล่าวเสียงดัง กลัวอีกคนไม่ได้ยิน แต่จุนโนะยังคงหันหลังให้ราวกับไม่ได้ยินเสียงของเขาเลย ซึบาสะดึงแขนจุนไว้ปรามๆ แต่เอลฟ์หนุ่มก็ไม่ได้สนใจเลย เขาบังคับม้าให้เดินเข้าไปใกล้ๆ จุนโนะ
"ทำไมต้องทำเป็นไม่รู้จักกันด้วยละ! ข้า..."
"ข้าไม่มีอะไรจะพูดกับเจ้า!"
เสียงจุนโนะสวนกลับมาก่อนจุนจะพูดจบ
"จุนโนะ..."
"ข้าจำไม่ได้เลยว่ารู้จักกับท่าน มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้นในความทรงจำของข้า จุนโนะที่ท่านเคยรู้จักคนนั้นตายไปแล้ว และนี้คือตัวตนที่แท้จริงของข้า"
ราวกับมีของแหลมคมกรีดช้าๆลงบนหัวใจคนทั้งสอง หยาดโลหิตไหลอาบท่วมอยู่ข้างใน ไม่อาจระบายออกมาได้ ราวกับมีคำสาปทำให้จุนชาไปทั่งร่าง ได้แต่มองแผ่นหลังของร่างโปร่งบางนั้นลอยลับไปไกล...
ค่ำคืนนี้แสงจันทร์สีน้ำเงินทอแสงทั่วท้องฟ้า ไร้ซึ่งแสงดาว ไร้ซึ่งความหวัง ไร้ซึ่งความรัก
.............................................................................
ตุ้บ!
ร่างผอมบางถูกเหวี่ยงลงบนพื้พรมสีแดงคล้ำ เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาทั้งน้ำตาอาบหน้า การกระทำรุนแรงนี้ไม่ใช่ต้นเหตุของความเจ็บปวดของเขาแต่อย่างใด แต่ความโหดร้ายของร่างสูงนั้นต่างหาก มันทำให้เจ็บเจียนตายทีเดียว
"อะไรกันเจ้าชาย...แค่นี้ก็ร้องไห้เสียแล้ว ทีเมื่อก่อนข้าทำให้เจ้าเจ็บมากกว่านี้ไม่เห็นจะมีน้ำตาสักหยด.."
น้ำเสียงหยอกเย้า กรีดย้ำความเจ็บปวดให้แก่คาซึยะ นัยน์ตาเรียวตวัดมองอย่างขุ่นเคือง ใบหน้าเย็นชาของจินยิ่งทำให้เด็กหนุ่มคับเคืองใจมากยิ่งขึ้น
"วันนี้ได้พบพี่ชายที่พลัดพราก เห็นเจ้าดีใจจนน้ำตาไหล แหม...ตื้นตันเสียจริง"
คำพูดประชดประชัน ทำให้เขาต้องกล้ำกลืนความรู้สึกปวดแปลบลึกๆไว้ ไม่ใช่ว่าคาซึยะไม่ดีใจที่เจอพี่ชาย แต่เขาเจ็บปวดกับการผลักไสของจินเสียมากกว่า ทั้งๆที่คิดว่ารัก... พอนึกถึงคำนี้เจ้าชายน้อยทำได้เพียงก้มหน้าลง กัดริมฝีปากที่สั่นระริกไว้อย่างอดกลั้น
"ไม่ต้องร้องไห้หรอก...พรุ่งนี้เจ้าก็จะได้กลับไปอยู่กับพี่ชายของเจ้าแล้ว"
น้ำเสียงของจินต่างออกไป ฟังดูคล้ายทรมาน ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงในฉับพลัน
"หึ..."
ร่างสูงหมุมตัวก่อนจะหายวับไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกที่ช่างปวดร้าว ร่างบางยังคงทรุดกายบนพื้นที่เดิม ไม่ขยับไปไหน ปล่อยให้ความรู้สึกบางอย่างกลืนกินข้างในไปช้าๆ ภาพความอ่อนโยนที่เคยได้รับจากจินลอยวนไปมาก่อนจะเหือดหายราวกับเป็นเพียงความฝัน
"ฮึก..."
คาซึยะอยากพบพี่ชาย...อยากพบมานาน
คาซึยะเกลียดที่นี้...เกลียดกรงขังนี้
แต่ทำไมกันนะ...การต้องจากที่นี้ไป...มันช่างเจ็บปวด
เสียงสะอื้นแแผ่วดังก้องในความเงียบ มือน้อยเกาะกุมหน้าอกซ้ายของตนไว้ ทั้งๆที่คาซึยะเจ็บปวดมากมายขนาดนี้ แต่จินยังทำหน้าตาเฉยได้ เพราะคาซึยะ...รักจินมากเกินไปใช่มั้ย? หรือเพราะ คนอย่างจินไม่เคยมีหัวใจ...
ข้าจะไม่มีวันปล่อยมือจากเจ้า...คาซึยะ
เสียงที่กระซิบข้างหูอย่างนุ่มนวลนั้น เจ้าชายน้อยไม่เคยลืม อ้อมแขนที่อ่อนโยนประคองร่างเขาไว้อย่างทะนุถนอม รอยยิ้มที่มีให้เพียงเขาคนเดียวเท่านั้น ทั้งหมดมันคืออะไรกัน...
จินที่โหดร้ายกับเขาทรมานจนเจ็บช้ำไม่มีวันให้อภัย แล้วมาทำดี อ่อนโยนราวกับว่าเป็นคนรัก...แล้วตอนนี้กลับทรยศความรู้สึกของเขาได้หน้าตาเฉย...
ทั้งหมดมันคืออะไรกัน...
"คนโกหก...."
ค่ำคืนนี้แสงจันทร์สีน้ำเงินทอแสงทั่วท้องฟ้า ไร้ซึ่งแสงดาว ไร้ซึ่งความหวัง ไร้ซึ่งความรัก
แสงจันทร์ทอแสงไปทั่วฟ้า และส่องแสงกระจ่างลงมาลึกถึงใต้ทะเลสาบสีน้ำเงินเข้ม ภายใต้ท้องห้วงสมุทรลึก วัตถุรูปทรงสี่เหลี่ยมลอยค้างกึ่งกลางระหว่างพื้นดินและผิวน้ำ ห้องกระจกอันเป็นสถานที่ส่วนตัวของกษัตริย์แห่งไอเซนกาด สถานที่ ที่มีเพียงความเงียบ แสงเรืองรองจากสัตว์น้ำบางประเภทที่เรืองแสงในความมืดราวหิ่งห้อยลอยละล่องทั่วท้องสมุทร
ร่างสูงโปร่งอาศัยแสงสว่างเพียงเล็กน้อยนั้นในการเพ่งมองมือของตนที่ประสานอยู่ที่ตัก นัยน์ตาคมที่แลดูอันตรายฉายแววเศร้าสร้อย เขายังคงนั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อน ซึมเซาและเต็มไปด้วยความหดหู่
สิ่งที่เขาทำคือสิ่งที่ถูก...
เขาคิดเช่นนี้เสมอ แต่ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่จะต้องเจ็บปวดกับการตัดสินใจของตนเองเช่นครั้งนี้ เมื่อนึกถึงน้ำตามากมายของเด็กหนุ่มไร้เดียงสาคนนั้น ราวกับถูกอากาศรอบกายบีบอัดเข้ามาข้างในอย่างหนักหน่วง
ช่วงระยะเวลาสั้นที่มีค่า ความรู้สึกผูกพันธ์ลึกซึ้งได้ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะเริ่มต้นไม่ดี และมีท่าทีจะจบลงไม่ดีเช่นกัน แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังติดพันจนไม่อาจแยกจากกันได้...
เขายังคงอยู่นิ่งๆในความมืดปล่อยความคิดให้ดำเนินไปเงียบๆ ค่ำคืนที่แสนเศร้า พระจันทร์สีน้ำเงินยังคงลอยเด่นเช่นนั้นทั้งคืน แสงสีน้ำเงินนั้นราวกับเป็นมนต์ตราที่สาปทั้งโลกไว้ในความเงียบเหงาและแสนเศร้า...
..............................................................................
บางสิ่งเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วไต้แสงสีน้ำเงิน เงานั้นพุ่งผ่านป่าไปอย่างคล่องแคล่วราวสัตว์ป่า หากเพ่งมองดีๆแล้วนั้นคือร่างมนุษย์ ร่างสูงโปร่งยังคงเคลื่อนกายไปเรื่อยๆ เขาต้องรีบไม่เช่นนั้นแล้ว อาจกลับไปไม่ทันเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ไม่อยากจะคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเขาไปช้าเกิดไป
และในที่สุดกว่าค่อนคืนของการเดินทาง ชายหนุ่มชะลอความเร็วลงที่หน้าหมู่บ้านเล็กๆที่รกร้าง เหลือเพียงซากของบ้านเรือนที่ถูกเผามอดไปหมด เขาไม่รอช้าที่จะตรงไปยังสถานที่คล้ายๆจะเป็นโบสถ์ที่ดูเหมือนจะถูกไหม้ไม่หมด เขาก้าวข้ามกองไม้และเถ้าฝุ่นตรงไปยังผ้าม่านที่ถูกเผาไปกว่าครึ่ง และสิ่งที่กั้นไว้คือกระจนเงาบานใหญ่กรอบประดับด้วยทองคำและอัญมณีมีค่า น่าแปลกที่แม้ว่ารอบข้างจะถูกไฟเผาผลาญหากแต่กระจกบานนี้ยังคงสภาพงดงามและไร้รอยขีดข่วนราวกับมีมนต์วิเศษคอยคุ้มครองมันไว้
ร่างสูงโปร่งเอื้อมจับขอบกระจก และก้าวเข้าหากระจนที่สะท้อนเงาตนเองออกมา ขาที่ก้าวเข้าไปจมหายไปในเนื้อกระจก ก่อนทั้งร่างจะหายวับไป ยูอิจิข้ามมิติและมาปรากฏกายอยู่อีกสถานที่หนึ่ง ที่ๆยูอิจิเกิดและโตมา เซนต์มีนาสจีริส...
ทันทีที่รู้ว่าต้องมาเซนต์มีนาสจีริส และต้องกลับไปไอเซนกาดให้ทันก่อนเที่ยง เขาก็นึกถึงวิธีที่เขาส่งคาซึยะมาหาโช หมู่บ้านที่โชเคยอยู่ ห่างจากไอเซนกาดไม่มาก เพียงไม่นานเขาก็มาถึงที่นี้ได้
นัยน์ตาคมมองรอบกายด้วยความปวดร้าว วิหารศักดิ์สิทธิ์สีขาวสะอาดที่สวยสง่า ถูกทำลายไปกว่าครึ่ง แสงสีน้ำเงินนวลยิ่งทำให้ที่นี้เต็มไปด้วยความหดหู่
ทั้งหมดเป็นเพราะมันคนเดียว อาคานิชิ จิน!!
เขากำมือแน่น ความเคียดแค้นเกลียดชังพุ่งพล่านไปทั้งกาย เมื่อกลับมาเห็นสภาพยับเยินของบ้านเกิด แต่เมื่อนึกได้ว่ามาที่นี้เพื่ออะไร ขายาวก้าวเร็วๆไปยังมุมในสุดของวิหาร ที่มีรูปแกะสลักเทพธิดาสีขาวสยายปีกที่และดูอ่อนแอเกินกว่าจะบินได้ ใบหน้าของนางที่งดงามแต่ยูอิจิกลับเห็นว่านางกำลังร่ำไห้
วงแหวนแห่งไฟคือสมบัติของตระกูล...รักษามันไว้ให้ดี อย่าให้ใครรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน อย่าปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือคนอื่นเด็ดขาด
เสียงของโทโมยะดังก้องอยู่ในห้วงความทรงจำ เมื่อครั้งที่ยูอิจิได้รับแต่งตั้งเป็นรัชทายาท เขาได้รับทั้งตำแหน่งและความลับของราชวงศ์
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น เขาตัดสินใจแล้ว ถึงแม้จะรู้ดีว่าอำนาจมหาศาลและชั่วร้ายจะตกไปอยู่ในมือคนอย่างอาคานิชิ...แต่เพื่อแลกกีบชีวิตของคาซึยะแล้ว มันคุ้มค่า
ข้าขอโทษ ท่านพ่อ...
นิ้วเรียวแตะลงบนฐานของรูปปั้นนั้น และในวินาทีต่อมาแสงเรืองรองสว่างจ้าก็เปล่งประกายในความมืด...
End
Chapter 19
Blue moon
Blue moon
แสงสลัวยามเช้าวันนี้ขมุกขมัวเป็นพิเศษ ราวกับเป็นลางบอกเหตุกลายๆ ผุ้คนในเมืองดูเงียบสงบกว่าทุกที ไม่คึกคักอย่างเช่นที่เคย อาจเป็นเพราะข่าวเรื่องกองทัพมาประชิดเมืองแพร่ไปทั่ว ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครคิดจะหลีกหนีออกจากเมืองไป เพราะเขารู้ดีว่ากษัตริย์ของเขานี่แหละที่จะสามารถปกป้องเขาได้ดีกว่าที่อื่นใด
ร่างโปร่งใต้เสื้อคลุมสีดำสนิทก้าวเข้ามายังท้องพระโรงที่มีคนอยู่จำนวนหนึ่ง คนเหล่านั้นดูจะไม่ตกใจกับการปรากฏกายของคนที่หาหน้าไปนานเสียเท่าไหร่ ร่างโปร่งทรุดลงตรงหน้าบัลลังค์สีทองที่บุด้วยกำมหยี่สีแดง ก้มหัวให้ร่างที่นั่งเป็นประมุขในท้องพระโรง
"ข้าขออภัยฝ่าบาท...ข้าถูกพวกเอล์ฟจับได้ขณะแอบเข้าไปในวัง และข้าความจำเสื่อม จึงไม่อาจทำงานที่ได้รับมอบหมาย..."
ก่อนที่จะพูดจบ นัยน์ตาเรียวก็เบิกกว้าง เขารู้สึกทรมาน เจ็บปวดราวถูกไฟแผดเผาทั้งร่าง และถูกทิ่มแทงด้วยคมดาบนับพันในคราเดียว ร่างนั้นกรีดร้องออกมา เหล่าขุนนางที่เฝ้าดูอยุ่ต่างมองด้วยความสยดสยอง ก่อนที่ความทรมานนั้นจะหยุดลง ร่างโปร่งหยุดนิ่ง นอนแผ่กับพื้นหินอ่อน หอบแฮ่ก ความเจ็บปวดเมื่อครู่กับไม่หายขาดเสียทีเดียว
"ข้าไม่ต้องการคำแก้ตัวจุนโนะ..."
เสียงประมุข ณ ที่นั้นเอ่ย นัยน์ตาดุดันนั้นมองมาด้วยความเย็นชา จุนโนะรีบพยุงกายขึ้นนั่งคุกเข่าอย่างยากลำบาก ก้มหัวไม่กล้าเงยขึ้นมองหน้าจิน
"เจ้าบอกว่าความจำเสื่อม งั้นคงไม่ได้เปิดเผยความลับของเราไปสินะ"
ขุนนางหน้าตาดุดันราวพญาสิงโตที่แก่ชราเอ่ยถาม จุนโนะส่ายหน้า ไม่มีแรงจะพูด เพราะความเจ็บปวดที่ได้รับจากเวทย์มนต์ของจินนับว่าเป็นการลงโทษที่แสนจะโหดร้าย
"อย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก...ความปราณีของข้ามันมีไม่มากนักนะ จุนโนะสุเกะ"
จินกล่าว ทำเอาขนลุกกันไปหมด แต่การที่จุนโนะความจำเสื่อมและได้รับความไว้ใจจากลิเวนเดลก็เป็นผลประโยชน์แก่ไอเซนกาดมาก จุนโนะบอกข้อมูลสำคัญหลายอย่างให้แก่จิน ซึ่งนั้นทำให้จินพอใจมากทีเดียว การปรึกษาแผนการรับมือเหล่ากบฏจบลง และไม่ถึงชั่วโมงต่อมา กองทัพทั้งสองก็ได้มาเจอกับที่หน้าประตูเมืองไอเซนกาด..
.............................................................................
ท่ามกลางท้องฟ้าสีฟ้าอมเทาจางๆ ไร้ซึ่งเงาเมฆ หากแต่แสงจากดวงอาทิตย์กลับเหือดหายไปจากพื้นโลกราวถูกทอดทิ้ง ในขณะที่เวลาแต่ละวินาทีเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ในที่นี้ ในลานกว้างที่เคยเป็นแหล่งชุมชนที่รุ่งเรืองของนครไอเซนกาด กลับรกร้าง ไอหมอกยามเที่ยงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนอบอวนไปทั่ว เบื้องหลังนั้นคือเหล่าทหารของสองกองทัพ ที่ยืนประจัญหน้ากันอย่างสงบเงียบ
หน้าประตูเมืองไอเซนกาด กองทัพมังกรอันเกรียงไกรตั้งทัพอยู่ เพื่อปกป้องบ้านเมืองจากผู้รุกรานที่หวังจะช่วงชิงอำนาจและอิสระภาพ หากแต่หาญกล้าบุกมาถึงถิ่นของอาคานิชิ จิน
อีกฟากคือแนวรบที่วางกำลังรายล้อมไว้จนแลดูเหมือนกำแพงหนาที่แข็งแกร่ง ไม่มีทางปล่อยให้ทัพมังกรเล็ดรอดแนวกำแพงนี้ไปได้
ทั้งสองฝ่ายต่างนิ่งสงบ มองตากันผ่านระยะทางไม่กี่ร้อยเมตรที่กั้นทัพทั้งสองไว้ เวลาที่เดินไปอย่างรวดเร็วหากแต่ในใจคนเหล่านั้นกัลบเชื่องช้าราวชั่วกาลนาน พวกเขาเก็บซ่อนความหวาดกลัวไว้ในใจ แสดงสีหน้ากล้าหาญแม้จะสั่นทาไปทั้งตัว
ผู้นำทัพกบฏต่างมองตรงไปยังทัพมังกรตัวใหญ่ที่เปล่งเสียงแหลมออกมาอย่างดุดัน ยูอิจิดึงบังเหียมให้อาชาสีขาวโพลนควบทะยานออกไปข้างหน้า แววตามุ่งมั่นและเคียดแค้นในเวลาเดียวกัน ซึบาสะ ทาคิซาว่าและจุนตามเขาไปติดๆ อาชาทั้งสี่หยุดเมื่อถึงกึ่งกลางระหว่างสองทัพ
ไม่ช้ามังกรสีแดงนั้นก็บินมาหยุดตรงหน้า พร้อมทั้งมังกรสีดำสนิทสองตัวและคนบนหลังสัตว์ร้ายนั้น อาคานิชิ จิน ยิ้มเหยียดเย้ยเช่นปกติ เขามองไปยังสัตว์ต้อยต่ำตรงหน้าด้วยความคิดมุ่งร้าย ข้างกายคือผู้คุมกฏทั้งสอง เรียว และจุนโนะ ร่างโปร่งบางแลดูซีดเซียวหากแต่สีหน้าสุขุมกว่าครั้งไหน ราวกับคนละคน กับที่เคยออดอ้อนจุน เอลฟ์หนุ่มมองตามด้วยจิตใจอาวรยิ่งกว่าสิ่งใด แม้จะรู้ว่าตอนนี้ จุนโนะได้กลายเป็นศรัตรูของเขาไปแล้ว คนอื่นดูเหมือนจะไม่แปลกใจแม้แต่น้อยที่เห็นจุนโนะ ตั้งแต่จุนบอกว่าจุนโนะหายไป พวกเขาต่างลงความเห็นซึ่งตรงกันว่าจุนโนะได้กลับไปยังที่ๆเขาเคยอยู่แล้ว
ตามธรรมเนียมศึก การเจรจาก่อนรบเพื่อจะประนีประนอม และท้าทายกันและกันก่อน บรรยากาศที่ตึงเครียดและแลดูเศร้าสลด และเต้มไปด้วยความตื่นเต้นลุ้นระทึก
"นี่หรือ...กองทัพที่มาเพื่อฆ่าอาคานิชิ จิน "
เสียงเยาะเย้ยปนหัวเราะเบาๆของจินดังขึ้น ทำลายความสงบเงียบ
"ไม่ต้องกลัวไปหรอกจิน ข้ารับรองว่าจะไม่ทำให้เจ้าทรมานไปกว่าที่ควรจะได้รับ"
ยูอิจิยิ้มให้อย่างเลือดเย็น สงครามเย็นดำเนินไปเงียบๆ ซึบาสะได้แต่มองอย่างระอา ไม่รู้จะออกมาเจรจาทำไม ในเมื่อสุดท้ายมันก็ไม่มีทางจบแบบสันติวิธีอยู่ดี
เรียวและจุนโนะหน้าเผือด เขารู้ดีว่าโทสะจินมันพร้อมจะระเบิกดออกมาตลอดเวลา แต่แปลกที่ชายหนุ่มกลับหัวเราะเสียงดัง
"ข้าว่าเรามาหาวิธีจบง่ายๆกันดีกว่า..."
"คืนอิสระภาพแก่คนที่อยู่ตรงหน้าเจ้าซะ แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้าและคนของเจ้า"
ยูอิจิพูดช้าๆ เขาจับจ้องชายที่อยู่หลังมังกรสีเพลิงตาไม่กระพริบ จินหยุดชะงักก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ เขาส่งรอยยิ้มร้ายกาจมาให้
"ข้าว่าตอนนี้เจ้าไม่มีสิทธิ์ต่อรองใดๆทั้งสิ้น!! แต่ได้ ข้าจะคืนอิสระภาพแก่เจ้า..."
ทุกคนต่างประหลาดใจกับคำพูดของจิน อะไรมันจะง่ายดายขนาดนั้น...
"แต่ต้องแลกกับแหวนแห่งไฟ..."
มีเพียงยูอิจิคนเดียวที่หน้าชา หลายคนในที่นั้นไม่รู้จักวงแหวนแห่งไฟแม้แต่น้อย แต่ฟังดูแล้วราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าพอดูทีเดียว
"ไม่มีทาง!!"
เจ้าชายแผดเสียงออกมา
"งั้นข้าขอเปลี่ยนข้อเสนอ เป็นนำแหวนมาให้ข้า แลกกับชีวิตของพวกเจ้าทั้งหมดรวมทั้งอิสระภาพ"
"ไม่มีวันที่ข้า..."
ก่อนที่ยูอิจิจะสามารถพูดอะไรต่อไปอีกได้ ร่างบอบบางขาวโพลนก็ปรากฏขึ้นในอ้อมแขนของจิน นัยน์ตาคู่งามมองมาที่เขา สีหน้าร้าวรานของเด็กหนุ่มทำให้ยูอิจิหัวใจหยุดเต้น
"และชีวิตน้อยๆอันไร้ค่านี้"
จินกล่าวขณะไล้ปลายนิ้วลงบนแก้มใส เด็กหนุ่มชะงักนิ่ง จ้องมองใบหน้าชายหนุ่มด้วยแววตาที่ยากจะบรรยาย ริมฝีปากบางๆสั่นระริก ไม่ต่างจากหัวใจดวงน้อยที่กำลังร่ำไห้อย่างหนัก มือหยาบเคลื่อนมาบีบคางมนเต็มแรง บังคับใบใบหน้าไร้เดียงสาหันไปข้างหน้า
"คาซึยะ! เจ้าปล่อยน้องข้านะ!"
ยูอิจิตวาดก้อง สีหน้าเกรี้ยวกราด เขาทำท่าจะกระโจนเข้าหาจินแต่ก็ถูกจุนดึงไว้ จินมีสีหน้าพอใจอย่างยิ่ง เขาใช้กำลังบีบเค้นข้อมือและคางของเจ้าชายน้อยอย่างรุนแรงให้คาซึยะร้องด้วยความเจ็บปวดเพื่อยั่วโทสะของยูอิจิและก็ได้ผลดีทีเดียว
"พรุ่งนี้เที่ยง เจ้าจงนำแหวนมาแลกกับชีวิตน้องชายเจ้า ไม่เช่นนั้น สงครามจะเริ่มต้น และข้าจะไม่รับรองความปลอดภัยของใคร"
จินกล่าวเสียงนุ่ม ข้างหูคาซึยะที่หัวใจแตกสลายเมื่อได้ยิน จินที่อ่อนโยนหายไปไหนกันนะ...จินที่เคยบอกว่าไม่ต้องการสิ่งใดนอกจากคาซึยะอีกแแล้วอยู่ที่ไหน...ตอนนี้คาซึยะเห็นเพียงจินที่เย็นชา และร้ายกาจยิ่งกว่าซาตาน
ความคิดมากมายประดังเข้ามาราวพายุโหม ทั้งเจ็บช้ำ และเหน็ดหนาว นัยน์ตาใสมองเสี้ยวหน้าคมที่คิดว่ารัก...ด้วยความเกลียดชัง ไม่ต้องการเขาแล้ว ก็เอามาเป็นข้อเสนอเพื่อผลประโยชน์ ที่เก็บเขาไว้...กักขังไว้ ทั้งๆที่คาซึยะคิดว่าเพราะรัก แต่ก็เพราะปรารถนาเพียงวงแหวนแห่งไฟ ไม่ใช่ คาซึยะ
ยูอิจิกัดฟัน กั้นเสียงคำรามด้วยความคับแค้นไว้ เขามองคาซึยะที่แลดูซีดเซียว อ่อนแรง และบอบช้ำ ดวงตาสดใสเป็นประกายแลดูว่างเปล่าไร้วิญญาณ แค่นี้ก็ทำให้เขาคลั่ง คนที่ต้องปกป้อง...แต่กลับปกป้องไม่ได้เลย
"พรุ่งนี้เจอกัน..."
ทันทีที่พูดจบ มังกรสีแดงสดก็กางปีกุ่งขึ้นฟ้ากว้าง และสะบัดปีก บินตรงไปยังปราสาทใจกลางไอเซนกาด ยูอิจิได้แต่มอง...มองด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันจนไม่อาจแยกได้ว่าเขารู้สึกเช่นไรกันแน่...
"คาซึยะ...ข้าจะต้องช่วยเจ้าให้ได้"
............................................................................
"ข้าทำเช่นนั้นไม่ได้หรอก..."
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นกลางที่ประชุม ซึบาสะอ่านสีหน้าลำบากใจของยูอิจิได้ ทั้งซึบาสะ ทาคิซาว่า จุน และคนอื่นๆต่างยืนยันให้ยูอิจิทำตามข้อตกลงของจิน แต่พวกเขารู้ดีว่าคนอย่างจินเชื่อไม่ได้
"ท่านยูอิจิ...ข้ารู้ว่าท่านเองก็ห่วงน้องชายท่านมาก และพวกเราก็ยินดีหากท่านจะช่วยชีวิตคนในครอบครัวของท่านก่อนพวกเรา"
ซึบาสะกล่าวเรียบๆ แต่ยูอิจิกลับมีสีหน้าไม่เต็มใจ
"ข้ารู้ว่าถึงอาคานิชิได้แหวนไปแล้ว เขาก็ต้องรบกับพวกเราอยู่ดี ไม่ว่ายังไงก็ต้องปะทะกันวันยันค่ำ แต่อย่างน้อยก็ได้ช่วยชีวิตน้องชายท่าน"
ซึบาสะยิ้มอย่างอ่อนโยนให้ยูอิจิ เป็นรอยยิ้มที่จริงใจและเห็นใจ ยูอิจิทิ้งตัวลงนั่งบนเนาะหนังสัตว์ เขาถอนหายใจยาวอย่างกลัดกลุ้ม และรู้สึกว่าตนกำลังตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งห้อง
"ช่วยเจ้าชายคาซึยะเถอะ...อย่างน้อยคาซึยะก็จะปลอดภัย และท่านจะได้ต่อสู้กับอาคานิชิได้อย่างสบายใจ"
ยูอิจิเงยหน้าขึ้น มองหน้าทุกคนที่ส่งรอยยิ้มจางๆมาให้ และแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
"ขอบคุณพวกท่านมาก.."
เขายิ้มเจื่อนๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากเบาะ คว้าดาบและก้าวออกจากกระโจม
"ท่านจะไปไหนนะ"
จุนตะโกนถามขณะ แหวกม่าน มองร่างยูอิจิในเงามืด แต่สายไปเสียแล้ว เงานั้นหายไปอย่างลึกลับ ยามะพีเองก็ได้แต่มองตาม
"ไม่ต้องห่วงหรอกโทโมะ...เขาแค่ไปเอาแหวนมาเท่านั้นเอง"
ซึบาสะยิ้มให้ ก่อนทั้งหมดจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน แต่ดูเหมือนคืนนี้ไม่มีใครอาจนอนหลับได้เลยแม้แต่คนเดียว ความหวาดกลัว และตื่นเต้นครอบงำทุกคนไว้ ไม่ว่าจะนอกหรือในรั้วกำแพงไอเซนกาด บรรยากาศสงบเงียบจนน่าขนลุก ราวกับตอนกลั้นหายใจก่อนจะกระโดดลงเหว
นัยน์ตาคมมองไปยังเตียงสีขาวสะอาด ที่เคยใช้พักผ่อนเป็นประจำ แต่วันนี้เขาไม่อาจเฉียดเข้าไปใกล้เตียงนั้นได้เลย ได้แต่เฝ้ามองและนึกถึงใครบางคนที่เคยหลับอยู่ตรงนั้น...
เอลฟ์หนุ่มลอบถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า แววตาอ้างเปล่าที่มองมาจากหลังมังกรสีดำ ทำให้หัวใจหล่นวูบ แม้จะอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือแต่ก็เหมือนห่างไกลคนละฟ้า หลังจากที่จินบินจากไป และผู้คุมกฏทั้งสองก็ย่อมต้องตามไปด้วย จู่ๆจุนก็เรียกชื่อจุนโนะออกมา เจ้าของชื่อชะงัก แต่ไม่หันหลับมามอง
"จุนโนะ!...ข้ารู้ว่าเจ้าจำข้าได้"
จุนกล่าวเสียงดัง กลัวอีกคนไม่ได้ยิน แต่จุนโนะยังคงหันหลังให้ราวกับไม่ได้ยินเสียงของเขาเลย ซึบาสะดึงแขนจุนไว้ปรามๆ แต่เอลฟ์หนุ่มก็ไม่ได้สนใจเลย เขาบังคับม้าให้เดินเข้าไปใกล้ๆ จุนโนะ
"ทำไมต้องทำเป็นไม่รู้จักกันด้วยละ! ข้า..."
"ข้าไม่มีอะไรจะพูดกับเจ้า!"
เสียงจุนโนะสวนกลับมาก่อนจุนจะพูดจบ
"จุนโนะ..."
"ข้าจำไม่ได้เลยว่ารู้จักกับท่าน มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้นในความทรงจำของข้า จุนโนะที่ท่านเคยรู้จักคนนั้นตายไปแล้ว และนี้คือตัวตนที่แท้จริงของข้า"
ราวกับมีของแหลมคมกรีดช้าๆลงบนหัวใจคนทั้งสอง หยาดโลหิตไหลอาบท่วมอยู่ข้างใน ไม่อาจระบายออกมาได้ ราวกับมีคำสาปทำให้จุนชาไปทั่งร่าง ได้แต่มองแผ่นหลังของร่างโปร่งบางนั้นลอยลับไปไกล...
ค่ำคืนนี้แสงจันทร์สีน้ำเงินทอแสงทั่วท้องฟ้า ไร้ซึ่งแสงดาว ไร้ซึ่งความหวัง ไร้ซึ่งความรัก
.............................................................................
ตุ้บ!
ร่างผอมบางถูกเหวี่ยงลงบนพื้พรมสีแดงคล้ำ เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาทั้งน้ำตาอาบหน้า การกระทำรุนแรงนี้ไม่ใช่ต้นเหตุของความเจ็บปวดของเขาแต่อย่างใด แต่ความโหดร้ายของร่างสูงนั้นต่างหาก มันทำให้เจ็บเจียนตายทีเดียว
"อะไรกันเจ้าชาย...แค่นี้ก็ร้องไห้เสียแล้ว ทีเมื่อก่อนข้าทำให้เจ้าเจ็บมากกว่านี้ไม่เห็นจะมีน้ำตาสักหยด.."
น้ำเสียงหยอกเย้า กรีดย้ำความเจ็บปวดให้แก่คาซึยะ นัยน์ตาเรียวตวัดมองอย่างขุ่นเคือง ใบหน้าเย็นชาของจินยิ่งทำให้เด็กหนุ่มคับเคืองใจมากยิ่งขึ้น
"วันนี้ได้พบพี่ชายที่พลัดพราก เห็นเจ้าดีใจจนน้ำตาไหล แหม...ตื้นตันเสียจริง"
คำพูดประชดประชัน ทำให้เขาต้องกล้ำกลืนความรู้สึกปวดแปลบลึกๆไว้ ไม่ใช่ว่าคาซึยะไม่ดีใจที่เจอพี่ชาย แต่เขาเจ็บปวดกับการผลักไสของจินเสียมากกว่า ทั้งๆที่คิดว่ารัก... พอนึกถึงคำนี้เจ้าชายน้อยทำได้เพียงก้มหน้าลง กัดริมฝีปากที่สั่นระริกไว้อย่างอดกลั้น
"ไม่ต้องร้องไห้หรอก...พรุ่งนี้เจ้าก็จะได้กลับไปอยู่กับพี่ชายของเจ้าแล้ว"
น้ำเสียงของจินต่างออกไป ฟังดูคล้ายทรมาน ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงในฉับพลัน
"หึ..."
ร่างสูงหมุมตัวก่อนจะหายวับไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกที่ช่างปวดร้าว ร่างบางยังคงทรุดกายบนพื้นที่เดิม ไม่ขยับไปไหน ปล่อยให้ความรู้สึกบางอย่างกลืนกินข้างในไปช้าๆ ภาพความอ่อนโยนที่เคยได้รับจากจินลอยวนไปมาก่อนจะเหือดหายราวกับเป็นเพียงความฝัน
"ฮึก..."
คาซึยะอยากพบพี่ชาย...อยากพบมานาน
คาซึยะเกลียดที่นี้...เกลียดกรงขังนี้
แต่ทำไมกันนะ...การต้องจากที่นี้ไป...มันช่างเจ็บปวด
เสียงสะอื้นแแผ่วดังก้องในความเงียบ มือน้อยเกาะกุมหน้าอกซ้ายของตนไว้ ทั้งๆที่คาซึยะเจ็บปวดมากมายขนาดนี้ แต่จินยังทำหน้าตาเฉยได้ เพราะคาซึยะ...รักจินมากเกินไปใช่มั้ย? หรือเพราะ คนอย่างจินไม่เคยมีหัวใจ...
ข้าจะไม่มีวันปล่อยมือจากเจ้า...คาซึยะ
เสียงที่กระซิบข้างหูอย่างนุ่มนวลนั้น เจ้าชายน้อยไม่เคยลืม อ้อมแขนที่อ่อนโยนประคองร่างเขาไว้อย่างทะนุถนอม รอยยิ้มที่มีให้เพียงเขาคนเดียวเท่านั้น ทั้งหมดมันคืออะไรกัน...
จินที่โหดร้ายกับเขาทรมานจนเจ็บช้ำไม่มีวันให้อภัย แล้วมาทำดี อ่อนโยนราวกับว่าเป็นคนรัก...แล้วตอนนี้กลับทรยศความรู้สึกของเขาได้หน้าตาเฉย...
ทั้งหมดมันคืออะไรกัน...
"คนโกหก...."
ค่ำคืนนี้แสงจันทร์สีน้ำเงินทอแสงทั่วท้องฟ้า ไร้ซึ่งแสงดาว ไร้ซึ่งความหวัง ไร้ซึ่งความรัก
แสงจันทร์ทอแสงไปทั่วฟ้า และส่องแสงกระจ่างลงมาลึกถึงใต้ทะเลสาบสีน้ำเงินเข้ม ภายใต้ท้องห้วงสมุทรลึก วัตถุรูปทรงสี่เหลี่ยมลอยค้างกึ่งกลางระหว่างพื้นดินและผิวน้ำ ห้องกระจกอันเป็นสถานที่ส่วนตัวของกษัตริย์แห่งไอเซนกาด สถานที่ ที่มีเพียงความเงียบ แสงเรืองรองจากสัตว์น้ำบางประเภทที่เรืองแสงในความมืดราวหิ่งห้อยลอยละล่องทั่วท้องสมุทร
ร่างสูงโปร่งอาศัยแสงสว่างเพียงเล็กน้อยนั้นในการเพ่งมองมือของตนที่ประสานอยู่ที่ตัก นัยน์ตาคมที่แลดูอันตรายฉายแววเศร้าสร้อย เขายังคงนั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อน ซึมเซาและเต็มไปด้วยความหดหู่
สิ่งที่เขาทำคือสิ่งที่ถูก...
เขาคิดเช่นนี้เสมอ แต่ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่จะต้องเจ็บปวดกับการตัดสินใจของตนเองเช่นครั้งนี้ เมื่อนึกถึงน้ำตามากมายของเด็กหนุ่มไร้เดียงสาคนนั้น ราวกับถูกอากาศรอบกายบีบอัดเข้ามาข้างในอย่างหนักหน่วง
ช่วงระยะเวลาสั้นที่มีค่า ความรู้สึกผูกพันธ์ลึกซึ้งได้ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะเริ่มต้นไม่ดี และมีท่าทีจะจบลงไม่ดีเช่นกัน แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังติดพันจนไม่อาจแยกจากกันได้...
เขายังคงอยู่นิ่งๆในความมืดปล่อยความคิดให้ดำเนินไปเงียบๆ ค่ำคืนที่แสนเศร้า พระจันทร์สีน้ำเงินยังคงลอยเด่นเช่นนั้นทั้งคืน แสงสีน้ำเงินนั้นราวกับเป็นมนต์ตราที่สาปทั้งโลกไว้ในความเงียบเหงาและแสนเศร้า...
..............................................................................
บางสิ่งเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วไต้แสงสีน้ำเงิน เงานั้นพุ่งผ่านป่าไปอย่างคล่องแคล่วราวสัตว์ป่า หากเพ่งมองดีๆแล้วนั้นคือร่างมนุษย์ ร่างสูงโปร่งยังคงเคลื่อนกายไปเรื่อยๆ เขาต้องรีบไม่เช่นนั้นแล้ว อาจกลับไปไม่ทันเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ไม่อยากจะคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเขาไปช้าเกิดไป
และในที่สุดกว่าค่อนคืนของการเดินทาง ชายหนุ่มชะลอความเร็วลงที่หน้าหมู่บ้านเล็กๆที่รกร้าง เหลือเพียงซากของบ้านเรือนที่ถูกเผามอดไปหมด เขาไม่รอช้าที่จะตรงไปยังสถานที่คล้ายๆจะเป็นโบสถ์ที่ดูเหมือนจะถูกไหม้ไม่หมด เขาก้าวข้ามกองไม้และเถ้าฝุ่นตรงไปยังผ้าม่านที่ถูกเผาไปกว่าครึ่ง และสิ่งที่กั้นไว้คือกระจนเงาบานใหญ่กรอบประดับด้วยทองคำและอัญมณีมีค่า น่าแปลกที่แม้ว่ารอบข้างจะถูกไฟเผาผลาญหากแต่กระจกบานนี้ยังคงสภาพงดงามและไร้รอยขีดข่วนราวกับมีมนต์วิเศษคอยคุ้มครองมันไว้
ร่างสูงโปร่งเอื้อมจับขอบกระจก และก้าวเข้าหากระจนที่สะท้อนเงาตนเองออกมา ขาที่ก้าวเข้าไปจมหายไปในเนื้อกระจก ก่อนทั้งร่างจะหายวับไป ยูอิจิข้ามมิติและมาปรากฏกายอยู่อีกสถานที่หนึ่ง ที่ๆยูอิจิเกิดและโตมา เซนต์มีนาสจีริส...
ทันทีที่รู้ว่าต้องมาเซนต์มีนาสจีริส และต้องกลับไปไอเซนกาดให้ทันก่อนเที่ยง เขาก็นึกถึงวิธีที่เขาส่งคาซึยะมาหาโช หมู่บ้านที่โชเคยอยู่ ห่างจากไอเซนกาดไม่มาก เพียงไม่นานเขาก็มาถึงที่นี้ได้
นัยน์ตาคมมองรอบกายด้วยความปวดร้าว วิหารศักดิ์สิทธิ์สีขาวสะอาดที่สวยสง่า ถูกทำลายไปกว่าครึ่ง แสงสีน้ำเงินนวลยิ่งทำให้ที่นี้เต็มไปด้วยความหดหู่
ทั้งหมดเป็นเพราะมันคนเดียว อาคานิชิ จิน!!
เขากำมือแน่น ความเคียดแค้นเกลียดชังพุ่งพล่านไปทั้งกาย เมื่อกลับมาเห็นสภาพยับเยินของบ้านเกิด แต่เมื่อนึกได้ว่ามาที่นี้เพื่ออะไร ขายาวก้าวเร็วๆไปยังมุมในสุดของวิหาร ที่มีรูปแกะสลักเทพธิดาสีขาวสยายปีกที่และดูอ่อนแอเกินกว่าจะบินได้ ใบหน้าของนางที่งดงามแต่ยูอิจิกลับเห็นว่านางกำลังร่ำไห้
วงแหวนแห่งไฟคือสมบัติของตระกูล...รักษามันไว้ให้ดี อย่าให้ใครรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน อย่าปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือคนอื่นเด็ดขาด
เสียงของโทโมยะดังก้องอยู่ในห้วงความทรงจำ เมื่อครั้งที่ยูอิจิได้รับแต่งตั้งเป็นรัชทายาท เขาได้รับทั้งตำแหน่งและความลับของราชวงศ์
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น เขาตัดสินใจแล้ว ถึงแม้จะรู้ดีว่าอำนาจมหาศาลและชั่วร้ายจะตกไปอยู่ในมือคนอย่างอาคานิชิ...แต่เพื่อแลกกีบชีวิตของคาซึยะแล้ว มันคุ้มค่า
ข้าขอโทษ ท่านพ่อ...
นิ้วเรียวแตะลงบนฐานของรูปปั้นนั้น และในวินาทีต่อมาแสงเรืองรองสว่างจ้าก็เปล่งประกายในความมืด...
End
Chapter 19
Blue moon

Fiction on Sale
Ring of Fire chapter 25 !!!