counter 31,802




Fiction on Sale

Ring of Fire 1 มีวางจำหน่ายแล้ว!
กำหนดการ Ring of Fire II การสั่งจอง และรับหนังสือ





Ring of Fire chapter 24 !!!
กำหนดการ Ring of Fire II




BGM : i will do well : Se7en



***** รายละเอียดของหนังสือ *****
ชื่อเรื่อง : Ring of Fire II
เนื้อหาประกอบด้วย : part 15-26+ special 6 part
(part special จะมีแต่ในหนังสือเท่านั้น)
พิมพ์ด้วย : กระดาษถนอมสายตา
ราคา : 340 บาท
มีที่คั่นหนังสือให้4อัน 4แบบค่ะ




** สามารถอ่านfictionได้ ไดอารี่นะค่ะ

***** กำหนดการ Ring of Fire II *****
เปิดสั่งจองถึง 14 ก.ย.
ปิดสั่งจอง 14 ก.ย.
ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ 18 ก.ย.เป็นต้นไป
รับหนังสือวันแรก เสาร์ 20 ก.ย.

สำหรับส่งไปรษณีย์ สามารถโอนเงินได้ตั้งแต่ 14 ก.ย.เป็นต้นไป
รายละเอียดการโอนเงินจะส่งไปยังเมล์ที่ได้ลงชื่อจองไว้

ขอโทษในความล่าช้าครั้งนี้ด้วยค่ะ T^T
ถ้ามีการเลี่ยนแปลงจะรีบแจ้งให้ทราบค่ะ

***** การสั่งจอง *****

ส่วนคนที่ยังไม่ได้ลงชื่อสั่งจอง ลงได้ที่ http://fictionforever.storythai.com
หรือส่งเมล์มาที่ yu_jump@hotmail.com
ชื่อ-
เบอร์โทร-
จำนวนหนังสือ-
-สำหรับไปรษณีย์-ที่อยู่-
หากมีข้อสงสัย ติดต่อได้ที่
msn + e-mail : yu_jump@hotmail.com



**** อีกทางหนึ่ง สามารถสั่งจองได้ที่ร้านมดดำค่ะ ****


Ring of Fire 21

Chapter 21
Darkness

ปราสาทกลางเวหายังคงความสง่างาม ท่ามกลางเหล่าดาราที่ส่องแสงเป็นประกายระยับประดับฟ้าสีนิล แสงไฟดวงเล็กสีนวลสาดส่องจากริมหน้าต่างแต่ละบาน สายลมอ่อนตามฤดูกาลเหลื่อนตัวอ้อยอิ่งไปเรื่อย ไอเซนกาดยังคงงดงาม เงียบสงบและรุ่งเรือง แม้ในยามไร้ผู้ปกครองอาณาจักร

ห้องที่เคยเป็นของผู้ครองเมืองคนก่อนถูกยึดครองโดยผู้รักษษการตำแหน่งเจ้าเมืองอย่าง นิชิกิโด เรียว อดีตผู้คุมกฏของเมือง ชายหนุ่มแลดูอ่อนล้าราวกับไม่ใช่เรียวคนเดิม ใบหน้าคมซีดเซียวซ้ำแลดูไร้สีสันอย่างประหลาด เขายังคงนั่งอยู่ที่เดิม เป็นเวลากว่าสามชั่วโมงแล้ว ในใจนึกครุ่นคิดเรื่องเดิมซ้ำไปมา

หายไปไหนกัน...อยู่ที่ไหนกัน...ตายไปแล้วหรือ...ไม่มีทาง คนอย่าง อาคานิช จิน ไม่มีวันตายง่ายๆ

เขาเงยหน้าขึ้นมองรอบห้องสมุดที่เป็นห้องทำงานของพี่ชายอีกครา ในใจนึกหวังจะให้มีร่างคนๆนั้นปรากฏขึ้น แสงไฟจากตะเกียงสาดส่องไปในความว่างเปล่า เขาได้แต่ถอนหายใจ

ตั้งแต่จินจากไป ไอเซนกาดไม่เหมือนเดิม เหล่ากบฏทำตัวราววีรบุรุษ เขาครอบครองถือสิทธิ์ในไอเซนกาดเสียเต็มที่ ยังดีที่เขายังอยู่ พอจะต่อรองเหล่าคนเห็นแก่ได้พวกนั้น คิดหวังจะให้ไอเซนกาดกลายเป็นเมืองรองของทุกอาณาจักรบนโลก แม้กระทั่งอาณาจักรภูติ อาณาจักรของอมนุษย์...มันชักจะหยามเกียรติไอเซนกาดมากเกินไปแล้ว...

แล้วไหนจะไอ้เจ้าชายนครสีขาวนั้นอีก ทำตัวเป็นคนดี เขามาช่วยเหลือ ให้ตายสิ อย่ากรู้นักว่าใครเป็นคนเริ่มต้นเรื่องนี้ ใครกันที่รวมทัพมาถึงที่นี้ ใครกัน นากามารุ ยูอิจิ!

เจ็บใจนักที่ต้องพ่ายแพ้ให้คนอย่างมัน...เจ็บใจที่ไม่อาจรักษาเมืองไว้ได้ เจ็บใจที่ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ และต้องยอมรับว่า หากไม่มีจินแล้ว ไอเซนกาดก็ไม่ต่างจากนกไร้ปีก...

ชายหนุ่มถอนหายใจอีกครา สลัดไล่ความคิดที่ชวนหงุดหงิดจากหัว ฉับพลันที่สายลมวูบกรรโชกจนต้องสะดุ้ง ไอเย็นที่แทรกซึมมาในอากาศร้อนระอุนี้คืออะไรกัน

นัยน์ตาคมเบิกกว้าง เมื่อพบร่างสูงใหญ่ภายใต้เงามืดปรากฏขึ้นตรงมุมห้อง ปีกเป็นพังพืดสีดำเหมือนค้างคาวแผ่สยายกว้าง ก่อนจะหดหายไปในอากาศ ร่างชายหนุ่มในชุดดำก้าวออกมาจากเงามืด นัยน์ตาแดงชาดหรี่มองคนตรงหน้าก่อนจะยกยิ้ม

"ข้ารู้ว่าท่านต้องกลับมา แต่ไม่นึกว่าจะมาในรูปแบบนี้"

เรียวยืนขึ้นเดินอ้อมโต๊ะตัวใหญ่ออกไปด้านหน้า เพื่อเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว แม้จะรู้ว่าร่างตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา

"ข้าจะไม่ถามว่าท่านหายไปไหน และตอนนี้ท่าน เอ่อ...เป็นอะไร"

เรียวปรายตามองเขาแพะบนหัวของอีกฝ่าย

"แต่ข้ายินดีที่ท่านกลับมา..."

"รายงานสถานการณ์ตอนนี้ที..."

เสียงเยียบเย็นชวนขนลุกหลุดจากริมฝีปากแดงสด ก่อนร่างสูงใหญ่จะก้าวช้าๆไปหยุดที่ริมหน้าต่าง ทอดสาตาน่าสะพรึงไปตามบ้านเมืองด้านล่าง

"พอท่านหายไป...พวกเราก็แพ้ ข้ายอมรับความพ่ายแพ้ ก่อนที่ไอเซนกาดจะเสียหายไปมากกว่านี้ ข้าขอโทษที่..."

"เจ้าทำถูกแล้วละ...ต้องขอบใจเจ้าด้วยซ้ำที่ทำให้เราไม่เสียหายอะไรมากมาย เล่าต่อสิ"

"มันให้เราทำสัญญาสงบศึกไว้ และจะส่งคนมาสังเกตุการณ์เป็นประจำ ไอเซนกาดกลายเป็นเมืองรองของทุกอาณาจักรไปแล้ว ไม่มีสิทธิ์ทำการใดโดยไม่ขออนุญาติจากเมืองอื่น ซ้ำยังเป็นคล้ายนักโทษที่พวกมันจองจำไว้"

ชั่ววินาทีที่เรียวเห็นมุมปากของอีกฝ่านกระตุก สายตาคมยังมองไปทั่วอาณาเขตที่เคยเป็นของตน

"เก็บเรื่องข้ากลับมาแล้วเป็นความลับ..."

"ครับ...แล้วเราจะทำอะไรต่อไป"

"เตรียมกำลังพล อย่างเงียบที่สุด ไม่ต้องมากมายก็ได้ ข้าขอแค่คนที่กล้าและภัคดีต่อข้า..."

"แบบนั้นจะเพียงพอหรือท่าน..."

"พอสิ...เจ้าไม่ต้องห่วง ข้ามีกองกำลังพิเศษของข้าเอง"

"จุนโนะละ..."

"หลังจากประกาศยอมแพ้ เจ้านั้นก็หนีไปอยู่ป่าดำ...เห็นว่ามีเรื่องกับเจ้าชายเอลฟ์เลยไม่อยากอยู่ให้ยุ่งยาก"

"ตามมันกลับมาด้วย..."

รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมมาดร้ายปรากฏเด่นชัดบนใบหน้าหล่อเหลา

"เตรียมตัวให้ดีเรียว...ศึกคราวนี้ไม่เพียงจะกู้เกียรติของไอเซนกาดเท่านั้น แต่ข้าจะทำให้ทั้งโลกอาบนองด้วยคาวเลือด ปั่นป่วนไปถึงดินแดนสวรรค์"

.............................................................................

"อะไรกันท่านชายน้อย...แบบนี้มันโกงกันชัดๆเลยนิ"

"ไม่ได้โกงนะ ทัตจังเล่นไม่ดีเองต่างหาก"

เสียงหัวเราะสดใสที่ทำให้หลายคนแอบยิ้มตามไปด้วยดังกังวาลใสท่ามกลางแมกไม้ ศาลาริมน้ำสีขาวถูกใช้เป็นสถานที่พักผ่อนของเจ้าชายน้อย นับตั้งแต่วันที่คาซึยะยอมลงมาจากห้องส่วนตัว หลังจากที่ซึมเศร้าอยู่หักใหญ่ คาซึยะกลับมาเป็นเจ้าชายน้อยที่สดใสอีกครั้ง แม้ดวงตาจะยังคงไร้แววความสุขอยู่ก็ตาม

"ก็ท่านชายเป็นคนขยับตัวคิงของข้าถัดไปอีกสองช่อง"

"อะไรกัน ข้าไม่ได้แตะต้องหมากของทัตจังเลยนะ ทัตจังนั้นแหละ แพ้แล้วพาล"

คาซึยะยิ้มหวานให้ ช่างเป็นรอยยิ้มก๋ากั่นน่าจับมาตีเสียจริง แถมยังทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้เสียอีก ตัวเองโกงเขาแท้ๆ

"ท่าชายน้อย..."

เสียงอีกฝ่ายครางอ่อย ด้วยความเหนื่อยใจ ดูท่าชาตินี้เขาคงไม่มีวันเล่นหมากรุกชนะท่านชายตัวแสบคนนี้ได้แน่

"เอาน่าทัตซึยะ ถือว่าตานี้เจ้าประมาทเจ้าชายน้อยเกินไปละกันนะ"

โคคิที่ยืนมองอยู่หันมากล่าวพลางหัวเราะอารมณ์ดี ทัตซึยะผู้ไม่เคยยอมแพ้ใครหน้าบูด

ใช่ ข้าประมาทเกินไป...ลืมไปเสียสนิทว่าท่านชายน้อยของข้าแสบซนแค่ไหน...

"งั้นให้เจ้าเล่นบ้างดีกว่าโคคิ เผื่อเจ้าจะมีโอกาสชนะมากกว่าข้า"

องครักษ์หนุ่มลุกจากม้าหิน ผลักร่างโคคิลงไปนั่งแทนที่เขา ทัตซึยะยิ้มขำขัน ส่วนโคคินั้นกลืนน้ำลายฝืดๆลงคอ ก่อนจะหันไปมองคาซึยะ แล้วยิ้มแห้งๆเมื่อพบรอยยิ้มร้ายกาจบนใบหน้าไร้เดียงสาของเจ้าชายน้อย

แค่นี้ก็พอจะเดาได้ว่าใครจะชนะหมากรุกตานี้

"คาซึยะร่าเริงขึ้นนะ"

เสียงนุ่มเอ่ยทัก กระแสเสียงอ่อนโยนเฉกเช่นกับรอยยิ้มบนใบหน้าชายหนุ่ม

"ครับท่านอา..."

ยูอิจิพยักหน้า แต่ก็ไม่ละสายตาจากร่างบอบบาง เขาได้แต่เฝ้ามองด้วยความกังวลใจ หลายต่อหลายวันที่คาซึยะตกอยู่ในภวังค์แห่งความทุกข์ แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธ แต่ใบหน้ายามทรมานเพราะพิษรักกลับเด่นชัดไม่สามารถปฏิเสธได้เลย

จนถึงวันนี้ ยูอิจิรู้สึกใจชื้นขึ้นมาก เมื่อได้เห็นรอยยิ้มของน้องชายสุดหวงแหน เขาเชื่อว่า ความอบอุ่น อ่อนโยน จากความรักที่ทุกคนมีให้คาซึยะ กำลังทำลายความเจ็บปวดของเจ้าชายน้อยให้ละลายหายไปทีละน้อย

"ก็ดีแล้ว...เจ้าจะได้เลิกกลุ้มใจเสียที คิดหรือยังว่าจะทำอะไรต่อไป ยูอิจิ"

โชมองไปยังโคคิที่กำลังทำหน้าตาตื่น เพราะถูกคาซึยะโกงเอาดื้อๆ

"คิดไว้แล้วครับ...หลังจากที่ทำลายำอเซนกาดได้แล้ว ข้าตั้งใจจะกลับไปเซนต์มีนาสจีริส"

"ที่ๆมีแต่ซากนั้นนะหรือ"

"ครับ...ข้าตั้งใจจะไปที่นั้น สร้างนครสีขาวขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แม้จะใช้เวลามากเท่าไหร่ก็ตาม ข้าจะไม่มีวันทิ้งให้บ้านของเราหายไป..."

ยูอิจิละสายตาจากศาลาสีขาว นัยน์ตาสีเข้มสบตากับผู้เป็นอาแววตามั่นคงทำให้โชยิ้มออกมา

"นั้นสินะ...กลับบ้าน"

"หากท่านอาปรารถนาข้าและคาซึยะยินดีต้อนรับท่านเสมอที่บ้านของเรา..."

ยูอิจิหันกลับไปมองคาซึยะอีกครั้ง เช่นเดียวกันกับผู้เป็นอา สายลมร้อนพัดโชยพากลิ่นหอมของดอกไม้ป่าให้ลอยฟุ้งทั่วบริเวณ เสียงหัวเราะแสนหวานของคาซึยะช่างเข้ากับกลิ่นหวานอ่อนนี้เสียจริง

"เจ้าคิดจริงๆหรือว่าเรื่องนี้จบลงแล้ว..."

โชเอ่ยน้ำเสียงเรียบกว่าปกติ นัยน์ตาคมสองคู่ยังคงทอดมองไปยังหนุ่มน้อยหน้ามนด้วยสายตาอ่อนโยน แสงสีส้มจับขอบฟ้า ละอองน้ำจากน้ำตกข้างศาลาทำให้เกิดสายรุ้งเล้ๆ เชื่อมสองฝั่งลำธาร ท่ามกลางความสวยงาม และเงียบสงบ

"ท่านก็รู้ว่าข้าคิดเช่นไร...หากไม่เห็นอาคานิชิสิ้นใจตรงหน้า ข้าไม่มีวันเชื่อว่าเรื่องนี้จะจบได้"

"เมืองเล็กๆทางตะวันออกของไอเซนกาดพึ่งส่งสารมา รายงานว่าไอเซนกาดสงบเรียบร้อยดี"

"เหมือนกันทุกฉบับสินะ..."

"ใช่...สารจากทุกเมืองก่อนหน้านี้ก็บอกเช่นนั้น"

"สงบเงียบ...จนน่ากลัวทีเดียว"

"อาคิดว่าเราน่าจะส่งคนของเราเข้าไปดูเสียหน่อย"

"ครับ...ข้าเองก็ไม่คิดว่า อาคานิชิ อยากให้เรื่องนี้จบง่ายๆหรอก ไม่ต้องห่วงท่านอา ข้ายังไม่วางใจง่ายๆ ข้าจะจับตามองไอเซนกาดตาไม่กระพริบเชียว"

แสงสีส้มกลายเป็นสีแดงเลือกที่เส้นขอบฟ้า ดวงอาทิตย์กลมโตจากไปเสียแล้ว ทิ้งไว้เพียงความมืดมิด คำคืนนี้ไร้แสงดาว ไร้ความรัก ไร้ความหวัง...มีเพียงความเจ็บปวด ความหวาดหวั่น ไกลออกไปถัดจากเมืองเอลฟ์เลยเมืองภูติเลยเข้าไปลึกถึงอาณาจักรคนแคระ เสียงกรีดร้องยังคงดังก้อง ของเหลวสีสดไหลอาบทั่วพื้นดินแห้งกรัง

ลึกเข้าไปในหุบเขา ความมืดมิดกลืนกินทุกสรรพสิ่ง ความร้อนระอุที่แทรกซึมมาพร้อมความเย็นเยียบทำให้ขนลุกชัน เหล่าคนแคระตัวเล็กต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจาดน้ำมือปีศาจร้าย สัตว์ร่างยักษ์ใจเหี้ยมนับร้อนกรูเข้าหา จับร่างที่ดิ้นรนไว้มั่นบีบคั้นให้ขาดใจตายคามือก่อนจะลงมือฉีกกินเนื้อสด ไม่สนใจเลือดที่ซัดกระเซ็นจากร่างที่ชักเกร็ง แต่กลับดูดกลืนราวเป็นน้ำหวานรสดี

"ได้โปรด...หยุดเถิด..." เสียวอนขอชีวิตดังระงม หากแต่ไม่มีปีศาจตนหนจะสนใจ

สัญชาติญาณดิบของมันกำลังเดือนพล่าน นานแล้วที่ถูกกักขังในนรก นานแล้วที่หิวโดยในความเหน็ดหนาว และเมื่อซาตานกลับมา พวกมันก็ได้ขึ้มาบนโลกอีกครั้ง ล่าเหยื่อที่โปรดปราน ลิ้มรสชาติเนื้อที่ไม่ได้สัมผัสมานานนับพันปี เหล่ามัจจุราชทหารรับใช้ของซาตานยังคงทำหน้าที่ของมันได้เป็นอย่างดี

ท่ามกลางราตรีที่เงียบสงบ หลายต่อหลายเมืองกำลังถูคุกคามด้วยน้ำมือสัตว์จากนรก โดยไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าความตายได้เคลื่อนเข้ามาใกล้เพียงไร 

.............................................................................

ท่ามกลางกระจกแก้วสีสันบาดตา เสียงของความเงียบคลอเคล้าความสงบสุข แสงแดดสีเปลือกไข่ไล้อาบภายในวิหารกว้างขวาง ในห้องโถงเพดานสูง หนุ่มน้อยในชุดสีฟ้าอ่อนกำลังนังคุกเข่าที่ด้านในสุดของวิหารศักดิ์สิทธิ์ มือน้อยทั้งสองประสานกันที่อก ดวงหน้าไร้เดียงสาก้มลงจนคางชิดแผ่นอกบาง ริมฝีปากสีเรื่อขยับเป็นครั้งคราวราวกับกำลังสะอื้น

ความรู้สึกบางอย่างในใจกำลังกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางความสงบนิ่ง ความรู้สึกที่ไม่มใครเข้าใจ แม้กระทั่งเจ้ารู้ก็ไม่อาจรู้ได้ว่ามันคืออะไรกันแน่ แม้ภายนอกจะนิ่งสงบ เหมือนไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนใด หากแต่ในความสุขนั้นกลับเต็มไปด้วยช่องโหว่ที่มืดมิด เป็นหลุมดำที่พร้อมจะดูดกลือความสงบทั้งหมดให้จมหายในฉับพลัน  

ไม่เข้าใจเลยสักนิด...ไม่เข้าใจตัวเอง...ไม่เข้าใจความรู้สึกบ้าๆนี้...

ไม่เข้าใจ...ไม่เคยเข้าไปลึกถึงใจตัวเองเลยสักครั้ง...

เพราะกลัว กลัวว่าจะเจอบางสิ่งที่เก็บซ่อนเอาไว้ กลัวว่าจะเจอบาดแผลใหญ่ที่ไม่เคยหายไปจากใจ กลัวความเจ็บปวดที่สกัดกั้นปิดตามเอาไว้ลึกๆ กลัวว่าจะเจอใครคนนั้นในใจของตัวเอง...

พระผู้เป็นเจ้า...หากท่านมีอย่จริง ข้าอยากวอนขอสิ่งหนึ่งจากท่าน...

ได้โปรดทำให้คาซึยะคนนี้...จดจำทุกวินาทีที่ได้รับอาคานิชิ จินไปตลอดกาล...

อย่าได้ลืมความรักที่มีให้เขา อย่าได้ลืมความรู้สึกที่อัดแน่นในใจข้านี้...

ขอให้ข้าได้รัก อาคานิชิ จิน ไปตลอดกาล...


...............................................................................

เอลฟ์หนุ่มรูปงามยังคงทำหน้าที่เดิมของตนตามปกติ ออกตวรจตราดูแลความเรียบร้อยในหมู่บ้านเอลฟ์ เจ้าชายเอลฟ์ยิ้มแย้ม พูดคุยและช่วยเหลือผู้อาศัยร่วมเมืองด้วยความยินดี ไม่เคยมีใครรู้เลยว่าภายใต้หน้ากากหล่อเหลาที่ยิ้มร่าเริงนั้นซ่อนความโกรธเคืองและหงุดหงิดไว้มากมายเพียงไร

ร่างสูงโปร่งบนหลังม้าสีนิลเยือกเย็นสง่างาม หากแต่จิตใจรุ่มร้อนเป็นเปลวเพลิง อยู่ที่ไหนกัน... คำถามที่เฝ้ารอคอยคำตอมานานนับเดือน แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะหาคำตอบนั้นเจอ ตั้งแต่จุนโนะหายตัวไป เหมือนในใจมีเสี้ยนตำอยู่ แม้จะเสี้ยนนั้นจะเล็ก แต่กลับสร้างความเจ็บแปลบได้มากมายมหาศาล จะบ่งออกก็ไม่ได้ สร้างความเจ็บปลาบที่น่ารำคาญอยู่ทุกวินาที

สายตาคมทอดมองไปยังบ้านแต่ละหลัง เรื่อยไปจนผ่านใจกลางหมู่บ้านสถานที่ชุมนุมด้วยเพราะเป็นตลาดค้าขาย เมืองท่ารับของจากเมืองอื่น รวมทั้งเป็นแหล่งโรงแรมที่พักของเหล่านักเดินทางทั่วไป

ท่ามกลางบรรยากาศครึกครื้น เจ้าชายเอลฟ์กลับตัวแข็งทื่อเป็นหิน นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเบิกกว้าง มองไปยังร่างใต้เสื้อคลุมอย่างไม่เชื่อสายตา ฉับพลันที่สายตาอีกฝ่ายหันมาสบ ราวกับทั้งโลกเต็มได้วยสีสันอีกครา

"จุนโนะ..."

จุนครางแผ่ว เหมือนกับอีกฝ่ายจะได้ยิน หนุ่มน้อยขยับริมฝีปากบางคล้ายจะขานรับ หากแต่ในชั่ววินาทีหนึ่งเขาก็เปลี่ยนใจ ร่างโปร่งบางหันหลังให้และหายไปในฝูงชนในวินาทีต่อมา

"จุนโนะ! เดี๋ยวก่อนสิ!...เจ้าจะไปไหนนะจุนโนะ!"

ร่างสูงโปร่งกระโดลงจากหลังมาในทันที เขาแทรกกายผ่านผู้คนหนาแน่นบริเวณนั้น คำตอบที่เฝ้าตามหา มาอยู่หน้าอีกครั้ง แบบนี้หมายความว่ายังไงกันจุนโนะ เจ้าหนีจากข้าไปแล้วกลับมาให้ข้าเห็นอีกครั้งแบบนี้ หมายความว่ายังไงกันจุนโนะ...

จุนตามร่างโปร่งในเสื้อคลุมสำหรับเดินทางสีเทาหม่นไปจนถึงตรอกทางตันไร้ผู้คนแห่งหนึ่งห่างจากตลาดไม่มากนัก ร่างสูงชะลอฝีเท้าและหยุดนิ่งห่างจากร่างโปร่งไม่มากนัก แม้จุนโนะจะหันหลังให้ เขาก็มั่นใจว่าตนไม่ได้ตาฝาด คนตรงหน้าคือจุนโนะ...ที่เขาเฝ้ารอ อยากจะเข้าไปกอด จับตัวมาเขย่าแรงๆ เค้นถามว่าหายไปที่ไหนมา แต่ก็ไม่ได้ มือที่กำลังจะเอื้อมไปคว้ากลับชะงักแล้วร่วงลงมาที่เดิม

"ตามมาทำไม..."

เสียงเย็นราวกับไม่ใช่จุนโนะคนเดิมเอ่ยขึ้น

"หนีทำไมละ...ข้าควรเป็นฝ่ายถามคำนนี้มากกว่า"

"ข้าไม่ได้หนี...ไม่มีเหตุผลที่ข้าต้องหนี คนที่ข้าไม่รู้จัก"

ราวกับโลกทั้งใบถล่มลงตรงหน้าจุน ใบหน้าหล่อเหลากระตุกก่อนจะยิ้มฝืดเฝือนออกมา

"นี่เรากลายเป็นคนที่ไม่รู้จักกันไปแล้วหรือจุนโนะ"

ความเศร้าแทรกซึมในกระแสเสียง ทำเอาคนที่หันหลังรู้สึกผิด

"ครับ...ข้าจำไม่ได้ว่าเคยรู้จักท่าน"

ว่าแล้วร่างนั้นก็เดินผ่านจุนไปอีกทาง ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง เพราะเข้ารู้ดีว่า หากเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาคมสีน้ำตาลนั้นแล้ว ความเข้มแข็งทั้งหมดที่จุนโนะสุเกะคนนี้สร้างไว้ป้องกันตัวจากความเจ็บปวดจะพังทลายลงทันที

"แต่ข้า..."

จุนเงยหน้าขึ้นมองไปยังสุดตรอกแคบ ร่างในเสื้อคลุมชะงักอยู่ข้างๆ

"ข้าไม่เคยลืมเจ้าได้เลย จุนโนะ"

อย่าได้หันไปมองเด็ดขาด จุนโนะ เดินหนีไปจากที่นี้ซะ แล้วอย่าได้พลาดปรากฏตัวให้คนๆนี้เห็นอีก... ชายหนุ่มสั่งตัวเองทันที ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งอีกคนให้มองตามด้วยแววตาอาวรณ์ 

...............................................................................

"ท่านพบจุนโนะสุเกะหรือ...คนที่เป็นมือซ้ายของอาคานิชินั้นนะ"

นัยน์ตาคมยกปราดขึ้นมองหน้าโคคิอย่างรวดเร็ว พน้อมสายตาเยือกเย็นจนหน้ากลัว

"ใช่...ข้าพบจุนโนะ อดีตมือซ้ายของอาคานิชิที่ตลาดกลางเมืองเมื่อเช้า"

"มือซ้ายของจิน ที่ลิเวนเดลนะหรือ..."

อุเอดะกล่าวน้ำเสียงแปลกใจ ในห้องโถงสำหรับประชุมงานดูเร่งเครียดขึ้นมาถนัดตาเมื่อกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อเช้า

"อดีต..."

จุนหันมาทำตาเขียวใส่อุเอดะบ้าง

"ข้าว่ามันชักจะไม่เข้าท่าแล้วละ มือซ้ายของจินที่ลิเวนเดล ไอเซนกาดอาจจะมีแผนอะไรอีกก็ได้"

"อดีต!..."

"ไม่แน่ จินอาจจะกลับไอเซนกาดแล้วก็ได้"

โชพูดต่อไปไม่สนใจสีหน้าของจุนที่มองมาเคืองๆ ในขณะที่คนอื่นมีสีหน้าหวาดหวั่น ยกเว้นยูอิจิ ที่รู้อยู่แล้วว่าสักวันต้องเกินเรื่องแบบนี้ขึ้น ไม่ช้าก็เร็ว...

"มันต้องมีแผนอะไรสักอย่างแน่ถึงได้ส่งคนของมันมาที่เมืองนี้"

"ท่านอา...คนของเราที่ส่งไปไอเซนกาดละครับ"

"ไม่มีข่าว และวี่แววของคนของเรา"

"ถ้างั้นคงจะถูกเจ้าอาคานิชิฆ่าไปแล้วสินะ"

"ท่านซึบาสะกรุณาส่งข่าวนี้ไปให้เมืองอื่นด้วย เราต้องรวมพลอีกครั้ง"

ซึบาสะพยักหน้ารับ ก่อนจะสั่งให้ทหารข้างกายทำตามที่ยูอิจิบอก

"ให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุดนะครับ...ศึกครั้งที่แล้วเราชนะมาได้นะ มันคือเรื่องบังเอิญ หากจินไปหายไป ข้าไม่คิดเลยสักนิดว่าเรามีโอกาสชนะบ้างมั้ย แต่ครั้งนี้ อาคานิชิกลับมา เจ้านั้นต้องแค้นสุดขีดแน่ เพราะงั้น...ถ้าจะสู้ครั้งนี้ ก็เตรียมใจรับความตายไว้ด้วยนะครับ"
..............................................................................

หลายวันต่อมา ท่ามกลางคามตึงเครียด สถานการณ์เงียบสงบจนน่าประหลาด คนที่ส่งสารไปยังเมืองต่างๆ ไม่มีข่าวกลับมา พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านั้น

อยู่มาวันนึงภูติตัวน้อยบาดเจ็บเจียนตายโผล่เข้ามาที่วังหลวงพร้อมข่าวเรื่องอาคานิชิ ยามะพีใช้พลังทั้งหมดที่มียื้อชีวิตเจ้าภูติตนนั้นไว้ มันใช้เวลาที่เหลืออยู่น้อยนิดในการบอกเล่าเรื่องกองทัพปีศาจของจินที่ทำลายเมืองเสียย่อยยับ ฆ่าฟัน กัดกิดร่างพี่น้องเหล่าภูติ ซาตานและปีศาจพวกนั้นช่างร้ายกาจ โหดเหี้ยมเกินกว่าจะอภัยได้

"ตอนนี้หลายเมืองคงจะถูกโจมตีไปแล้ว อีกไม่นานต้องเป็นลิเวนดลแน่ เราต้องเตรียมตัวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้" ยูอิจิหันไปพูดกับคนที่เหลือ ทั้งที่ยังกอดไหล่สั่นระริกของโทโมฮิสะไว้ ร่างภูติตัวน้อยสิ้นใจในอ้อกอดของเอลฟ์น้อย

"แล้วกรุณา ปิดเรื่องนี้เป็นความลับ อย่าบอกให้คาซึยะรู้"

ยูอิจิรวบรวมกองกำลังอีกครั้ง และพบว่าหลายเมือง ถูกทำลายยับเยิน ลิเวลเดลจึงอาสาเป็นที่พักพิงแด่ผู้รอดชีวิต และผู้ที่ไม่ยินยอมเป็นของอาคานิชิ ความวุ่นวายเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งดูท่าจะหนักหนากว่ารั้งก่อนเพราะผู้นำทัพเป็นถึงซาตาน

...............................................................................

หมอกสีขาวลอยฟุ้งไปทั่ว กลิ่นไอหอมกรุ่นอบอุ่นหอมไปทั่ว พื้นวิหารที่ถูกสร้างท่ามกลางปุยเมฆสีขาวสว่างตา ชายชราในชุดสีขาวโพลนราวเปล่งแสงสว่างจากกายได้ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอย ทอดมองลงมายังอ่างแก้วที่ใส่น้ำไว้เต็ม หากแต่ในน้ำกลับสะท้อนเงาเป็นภาพสงครามนองเลือดที่น่าสะพรึงกลัว

ใบหน้าชายชรามีแววเคร่งขึ้น เขาวาดมือลงไปบนผิวน้ำ ปรากฏภาพชายหนุ่มรูปงามยิ้มเย้ยหยันให้พร้อมคำพูดที่ชวนให้ขนลุก

เทพสูงสุด!...ท่านคิดผิดแล้วที่ไม่ทำลายวิญญาณของข้าตั้งแต่ต้น
ข้าเตือนท่านแล้ว หากข้ากลับมาได้ ท่าก็อย่าหวังจะได้อยู่ครองบัลลังค์เทพอย่างสบายๆอีกเลย
ข้าจะทำให้ร่างอมตะของท่านแตกสลายเหมือนข้า...
ทำให้ท่านต้องเจ็บปวด....
ข้าจะทำให้สวรรค์พินาจ...ให้สมกับความเจ็บปวดของข้า...

ความเจ็บปวดของเจ้า...งั้นหรือ ซาตาน

.............................................................................

ท่ามกลางราตรีที่มืดมิด แสงจันทร์สาดส่องลอดเมฆหนาทึบที่ก่อตัวรอเวลาฝนจะหล่นสู่พื้นดิน บรรยากาศอึมคึมชวนอึดอัด มีเสียงฟ้าคำรามตามมาเป็นระยะ ลมพัดกรรโชกแรงจนม่านสีขาวปลิวลอยขนานพื้น

ร่างโปร่งก้าวออกจากเงามืด กระโดดจากหลังคาปราสาทลงมายังระเบียงห้องอย่างเงียบเชียบ นิ้วเรียวจัดการเปิดม่านที่ส่ายไม่หยุด ก่อนจะเคลื่อนกายอย่ารวดเร็วเข้ามาในห้องอันเป็นสถานที่พักผ่อนส่วนตัวของเจ้าชายเอลฟ์...

ร่างโปร่งมาหยุดที่ข้างเตียง จ้องมองสีหน้าของคนบนเตียงเขม็ง ให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายหลับสนิทจริงๆ ก่อนจะย่อลงมายื่นมือออกไปหมายจะสัมผัสคนตรงหน้า...

"อ๊ะ!!..."

ร่างโปร่งถูกฉวยจับข้อมือ อีกทั้งกระชากลงไปนอนบนเตียงข้างร่างสูง ก่อนทัศนียภาพจะถูกบดบังด้วยร่างกำยำที่ขึ้นมาคร่อมทับไว้ นัยน์ตาสีสวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ

"แอบเข้าห้องข้ายามวิกาลเช่นนี้ต้องการอะไรกัน จุนโนะ"

เสียงทุ้มเอ่ยถาม จรดริมฝีปากร้อนลงตรงไหล่ขาวนวลที่โผล่พ้นเสื้อออกมา ร่างโปร่งสั่นสะท้าน หวั่นไหวไปทั้งทั้งกายและใจ อย่าฟุ้งซ่านสิจุนโนะ เจ้ามาที่นี้เพื่ออะไร ต้องเข้มแข็งเข้าไว้สิ

"ข้ามีเรื่องมาบอกท่าน"

"เรื่องอะไรกันที่ให้เจ้าอาจหาญมาพบข้าถึงที่นี้ ทั้งที่เราไม่เคยรู้จักกัน"

ในใจเจ็บแปลบเมื่อได้ยินคำพูดประชดประชันจากริมฝีปากที่คลอเคลียข้างแก้ม ร่างโปร่งบางได้แต่นอนนิ่งให้อีกฝ่ายกระทำตามใจชอบ ไม่เพียงแต่จุนจะพอใจ หากแต่ใจของจุนโนเองกยินยอมจะให้

"ท่านจินกลับมาแล้ว...และต้องการแก้แค้นคนทั้งหมดที่อยู่ในสนามรบครานั้น อีกไม่นานท่านจินจะพาทัพบุกมาที่นี้"

"เจ้ามาบอกข้าทำไมกัน จุนโนะ..."

เอลฟ์รูปงามขยับกายออกห่าง จ้องมองลึกลงไปในดวงตาสีใส ให้แสงวูบวาบบนท้องฟ้าช่วยในการมองหาบางอย่างในตาจุนโนะ เสียงฟ้าร้องดูเหมือนจะหนักขึ้นเรื่อย ไม่ต่างจากหัวใจทั้งสองที่เต้นโครมครามดังลั่นอก

"ข้าอยากให้ท่าหนีไป...จุน"

เสียงสั่นเครือแสนอ่อนแอหลุดจากริมฝีปากสีเรื่อ มันสั่นระริก จนอยากปลอบโยนด้วยริมฝีปากนี้

"ตอนนี้จินไม่ใช่จินคนเดิมแล้ว เขากลายเป็นซาตานเพราะไปปลดปล่อยวิญญาณซาตานจากแหวนนั้น...ท่านเข้าใจใช่มั้ย จุน...ท่านต้องตายหากอยู่ในสนามรบ"

"ข้ารู้ดี...แต่ข้าไม่มีทางปล่อยให้จินฆ่าพี่น้องข้าอีกต่อไป...ข้าจะไม่หนีจุนโนะ"

"นึกแล้วว่าท่านต้องพูดแบบนี้"

จุนโนะยิ้ม ทำเอาหัวใจเอลฟ์หนุ่มสั่นสะท้าน

"ข้าดีใจที่เจ้าเป็นห่วงข้า..จุนโนะ"

นิ้วเรียวยาวเกลี่ยผิวแก้มนวลอย่างรักใคร่ ห่างกันเพียงคืบ มีเพียงสายตาที่ส่งความรู้สึกที่มีทั้งหมดให้กัน...

"ข้าไม่ได้ห่วงท่าน...ข้าห่วงตัวข้าเอง..."

นิ้วเรียวชะงักไป เขามองดวงหน้าหวาละมุนด้วยแววตาไม่เข้าใจ

"ข้าไม่อยากมีเรื่องพะวงหลังจากนี้ไป หากท่านยืนยันจะไม่หนีไป...หลังจากนี้ท่านกับข้าราคือศัตรูกัน...ไม่มีอะไรให้กันนอกจาคำว่าศัตรู"

เสียงฟ้าร้องดังลั่นฟ้า แสงสีฟ้าฟาดลงมา สะท้อนภาพตรงหน้าให้จนเห็น แววตาเย็นชา สีหน้านิ่งสนิท ในที่สุดก็ต้องเป็นเช่นนี้ ความรักที่ไม่อาจเป็นไปได้ ในเมื่อเราสองคือศัตรู ข้าน่าจะรู้ดีว่ามันต้องลงเอ่ยเช่นนี้ ทำไมข้าถึงได้โง่เช่นนี้นะจุนโนะ เจ้าเลือกบ้านเมืองของเจ้า ในขณะที่ข้าเองก็เลือกพี่น้องของข้า แล้วเราจะมารักกันได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีใครยอมเสียสละอย่างนี้...

"ขอบใจนะ..เจ้าทำให้ข้าเข้าใจแล้ว"

ชายหนุ่มถอยห่างจากร่างข้างใต้ ปล่อยให้ร่างโปร่งเป็นอิสระ จุนโนะลุกขึ้นเชื่องช้า ราวกับมีหินหนักถ่วงไว้ทุกส่วนของร่าง สีหน้าของจุนยามเจ็บร้าวเพราะคำพูดของตนยังคงติดตา แม้ร่างโปร่งจะสามารถลุกขึ้นอย่างมั่นคง แต่ในใจสั่นสะท้าน ริมฝีปากน้อยปิดเข้าหากันแน่น พยายามกั้นความรู้สึกบางอย่างที่ตีตื้นขึ้นมา

เขาเพียงแค่อยากจะบอกจุน...เพียงแค่อยากให้จุนไม่อยู่ในสนามรบ...อยากจะให้เขาสามารถยืนหยัดต่อสู้กับคนอื่นได้โดยไม่ต้องกลัวว่าคนที่เขาฆ่าจะเป็นจุน...ไม่กังวลว่าในสถานที่นั้นจะมีทหารคนใดลงดาบกับร่างสูงตรงหน้า...

จุนโนะพาร่างที่อ่อนแรงและสั่นสะท้านของจนถอยออกไปที่ระเบียงอย่างเงียบเชียบ

"เดี๋ยวก่อน...จุนโนะ"

เสียงเรียกทำให้เขาชะงัก จุนโนะฝืนกั้นความรู้สึกไว้และยอมหันไปมองหน้าอีกฝ่าย ผ่านกระจกประตูระเบียง

"ข้าขอฟังความจริงจากปากเจ้าสักเรื่องนึง..."

"อะไรละ"

"เจ้ารักข้าหรือไม่..."

ความรู้สึกทั้งหมดของทากุจิ จุนโนสุเกะกำลังจะทำลายกำแพงที่เขาสร้างขึ้นมาปกปิดความจริง รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้าหวาน เหมือนเมื่อครั้งยังเป็นจุนโนะคนโง่...จุนโนะที่จำอะไรไม่ได้ จุนโนะที่โลกนี้มีเพียงท่านจุน...

"ข้าตอบไม่ได้...ถึงแม้ใจข้าจะปรารถนาตอบคำนั้นกับท่านเหลือเกิน..."

สิ้นคำนั้นร่างโปร่งบางเปียกปอนฝนก็จากไป ท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำลงมาตอกย้ำจิตใจให้เย็บวาบไปทั้งกาย

"อย่างน้อย...ข้าก็ได้คำตอบที่แสนซื่อตรงจากใจเจ้าจุนโนะ..."

จุน...ข้าไม่อยากให้ท่านตายในสนามรบ...ได้โปรดเถอะ หนีไปซะ

หากข้าต้องตายจริง ไม่แน่ชาติหน้าอาจจะได้มีโอกาสเจอเจ้าอีกนะจุนโนะ...ถึงตอนนั้น ข้าก็จะไม่มีวันลืมเจ้า...

หากเจอท่านในสนามรบจริง..ข้าสมควรทำเช่นไรกันจุน...ควรสังหารท่านงั้นหรือ

อย่าห่วงไปเลยจุนโนะ อาคานิชิ จินอาจพรากลมหายใจข้าไปได้ แต่ไม่มีวันพรากเจ้าไปจากข้าได้...

ข้ารักท่าน...จุน

ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน จุนโนะที่รัก...

 

End.
Chapter 21
Darkness

 

#1ในที่สุดก้อมาต่อแล้ว
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้นมาก ๆ
ยังงัยก้อเป็นกำลังใจให้
มาต่อเร็ว ๆ นะ
rainon 2008-06-19 01:03:26
#2เพิ่งมี่โอกาสได้ตามมาอ่านเรื่องนี้

สนุกมากเลยค่ะ อ่านแล้วรู้สึกสงสารคาเมะมาก ทำไมจินถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้

ขอให้ความรักของคาเมะทำให้จินกลับมาเป็นจินคนเดิมด้วยนะคะ


อย่าลืมมาต่อตอนต่อไปเร็ว ๆนี้นะคะ
reeyaon 2008-06-19 12:49:05
#3ได้อ่านเรื่องนี้สมใจอยากเลย
จินทำไมแกต้องกลายเป็นปีศาจด้วยนะ

แล้วแบบนี้คาเมะจังจะเป็นยังไงเนี่ย
เพระเจ้าช่างไม่ยุติธรรม

รออ่านต่อนะ
berryPon 2008-06-19 22:47:35
#4จินกลายเป็นซาตาน
สงครามยังไม่จบง่าย ๆ เหรอนี่

แล้วเมื่อไหร่น้องจะได้สมหวังกันล่ะ

รออ่านนะคะ
_harryon 2008-06-20 19:34:26
#5ฮือออออออออออ

กลัวจุนจังตาย

จินโหดไปแล้วนะ แง่ๆๆ

ถ้าคาเมะจังรู้จะเป็นยังไงนะ

เฮ้ออออออออออออออออออเป็นห่วงคาเมะจังเลย
yui~chanon 2008-07-29 20:50:34

Post Comment






พิมพ์ตัวอักษรตามที่เห็น
คำว่า "สีแดง" ภาษาอังกฤษสะกดว่าอยา่งไร? (คำถามป้องกันสแปม)







♪แชทรูม

Firefox 2
แก้ปัญหาเม้นไอคอนไม่ติด ด้วย Firefox

fictionforever Ring Fire