counter 37,090




Fiction on Sale

ด่วนที่สุด!

เรื่องหนังสือ Ring of Fire II !!!






Ring of Fire chapter 25 !!!
กำหนดการ Ring of Fire II



BGM : i will do well : Se7en



***** รายละเอียดของหนังสือ *****
ชื่อเรื่อง : Ring of Fire II
ปรับราคาจาก340เป็นราคา : 280 บาท
ใครโอนเงินมาแล้ว แจ้งด้วยนะค่ะ จะได้ติดต่อเรื่องคืนเงิน


***** กำหนดการ Ring of Fire II *****
ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ 24 ก.ย.เป็นต้นไป
รับหนังสือวันแรก เสาร์ 27 ก.ย. แมคโดนัลด์ ชั้น1 ฝั่งมาบุญครอง

ขอโทษอีกครั้งนะค่ะ T^T


***** การสั่งจอง *****

ส่งเมล์มาที่ yu_jump@hotmail.com
ชื่อ-
เบอร์โทร-
จำนวนหนังสือ-
-สำหรับไปรษณีย์-ที่อยู่-
หากมีข้อสงสัย ติดต่อได้ที่
msn + e-mail : yu_jump@hotmail.com



**** อีกทางหนึ่ง สามารถซื้อได้ที่ร้านมดดำค่ะ ****


Ring of Fire 23

Chapter 23
Angel and Lucifer


เสียงคำรามบาดหูดังกึกก้องราวฟ้าถล่ม เงามหึมาเคลื่อนผ่านค่ายทัพในป่าดำ นักรบทรราชได้แต่เงยหน้าขึ้นมองร่างมังกรสีแดงโผบินอยู่เหนือขึ้นไปบนฟ้า เจ้าสัตว์ในตำนานกู่ร้องเสียงทุ้มลึกน่าเกรงขาม ปีกขนาดยักษ์ของมันตวัดผ่านอากาศสร้างลมกรรโชก จนต้นไม้เล็กปลิวละล่อง ตอนนี้ทุกคนทำได้เพียงตื่นตะลึง ไม่มีใครไม่เคยเห็นมังกรตัวนั้น มังกรเพลิงสีแดงทรงอำนาจอันเป็นสัตว์คู่ใจของอาคานิชิ จิน

ไม่มีใครคิดว่าจินจะรู้ตัวเร็วขนาดนี้ ทั้งที่เตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องพบเจอทัพของไอเซนกาด แต่ไม่นึกไม่ฝันว่า อาคานิชิ จิน จะลงมาร่วมสนามรบด้วยตัวเอง...

ในวันที่ดวงอาทิตย์แจ่มจ้าบนท้องฟ้า เสียงฝีเท้าเหล่าทัพของไอเซนกาดเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ป่าดำ ภายในทัพโกลาหลอีกครา เหล่านักรบผู้กล้าต่างเตรียมตัว หยิบอาวุธสวมชุดเกราะ และรีบเร่งไปประจำตามที่มั่นของตน เสียงดาบโล่สีกระทบกันดังมาถึงในค่าย เสียงที่ราวกับระฆังบอกสัญญาณความตายเคลื่อนเข้ามาเรื่อยๆ ไม่ชักช้าแต่ก็ไม่รีบเร่ง ราวกับจงใจทำให้ความตึงเครียดของผู้เสียเปรียบเพิ่มมากขึ้น

พลธนูยืนเรียงประจำที่ผาหิน ทำใจไม่ให้ตื่นกลัวกับภาพข้างหน้า ทหารนักรบเรียงรายเดินเข้ามาเป็นขบวน ทั้งมนุษย์ ปีศาจหน้าตาน่ารังเกียจ มังกรสีสันแปลกประหลาด และอื่นๆที่ดูไม่ออกว่าเป็นปีศาจหรือสัตว์ประหลาด ธงสีแดงปักลายมังกรสีทองโบกไสวอยู่ในทัพ

อากาศร้อนระอุจนเกิดไอลอยขึ้น เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดออกมาจากนักรบผู้กอบกู้ ไม่ปฏิเสธเลยว่าทัพมังกรตรงหน้ามันน่ากลัวจนอดหวาดเกรงไม่ได้

ซึบาสะควบม้าสีน้ำตาลแดงเร่งรุดไปยังหน้าผา นัยน์ตาเด็ดเดี่ยวมองลงไปยังป่า เขาได้วางแผน ให้มีกำลังดักซุ่มในป่า ล่อให้พวกไอเซนกาดเข้ามยังป่าดำ ที่เขาได้เตรียมต้อนรับด้วยกับดัก หลุมดักสัตว์ และมีกำลังสนับสนุนคอยจัดการ อาศัยความเชี่ยวชาญทางภูมิทัศน์ที่ดีกว่ามาใช้ในการรบให้ได้เปรียบ

"ทัพหน้าเข้ามาในเขตป่าแล้ว..."

เสียงของทาคิซาว่า ทำให้ซึบาสะหันไปเรียกพลธนูให้มาประจำริมผา เมื่อทัพหน้าของไอเซนกาดเข้าไปดูลาดเลา ทัพกลางก็จะตามมาสนับสนุน แต่เราต้องสกัดมันไว้ให้ได้ เพื่อให้แนวดักซุ่มในป่ามีเวลาจัดการกับกองหน้าที่ฝีมือฉกาจที่สุดในบรรดาทัพทั้งหมด ที่เหลือก็จะต้องเอาดวงไปเสี่ยงกับทัพหลังที่จะมาช่วยเสริม

ทั้งที่รู้ว่ากำลังของเขามีเพียงครึ่งของไอเซนกาด...แต่ก็ยัง หวังในชัยชนะ
ทั้งที่รู้ดี ว่าแสงจากหิ่งห้อย หรือจะสู้แสงจากดวงอาทิตย์

เสียงด้านนอกอึกทึก แผ่นดินที่ยืนอยู่สั่นสะเทือน แม้ตอนนี้ร่างน้อยจะถูกกักขังไว้ยังสถานที่อับชื้น ลึกเข้าไปในถ้ำไกลออกไปจากบริเวณสนามรบ แต่เสียงกรีดร้องยังคงมีให้ได้ยินก้อง เสียงเหล้กกระทบกัน เสียงคล้ายฝีเท้าสัตว์ดังมาไกลจนถึงในถ้ำลึกแห่งนี้

เด็กตัวเล็กๆกอดกันแน่น ทุกคนอยู่ในสภาพเดียวกัน สั่นเทาด้วยความกลัว ร่ำไห้ด้วยใจอาวรณ์ ทำได้เพียงภาวนาพระเจ้าวอนขอชีวิตผู้เป็นที่รักในสนามรบนองเลือด

หัวใจดวงน้อยเต้นเป็นจังหวะปกติ มันกลับมาสงบนิ่งอีกครั้งหลังจากลงจากหน้าผา คาซึยะถูกอุเอดะลากเข้ามาอยู่ในที่หลบภัยในทันที ก่อนที่คาซึยะจะได้เล่าเรื่องที่ได้พบมาให้คนอื่นฟัง ก่อนที่เจ้าชายน้อยจะได้ถามสิ่งที่ไม่รู้...

ทั้งที่คาซึยะสมควรห่วงใยชีวิตของพี่ชายและคนที่รักมากกว่า แต่ตอนนี้เจ้าชายน้อยไม่มีความคิดนั้นอยู่เลย ภาพของซาตานปีกสีดำยังรบกวนจิตใจตลอดเวลา

ตึง!!! ตึ้ง!!

แผ่นดินสะเทือนจนรู้สึกได้ ฝุ่นผงเศษหินพากันร่วงกราวลงมา เด็กหนุ่มสูดเอาอากาศที่เต็มไปด้วยกรวดเล็กเข้าไปเต็มปวด เขาสำลักอากาศ แผ่นดินที่ยืนอยู่ยังคงสะเทือนจนไม่อาจยืนนิ่งได้ หินงอกบนเพดานถ้ำร่วงลงมาแตกกระจาย ผู้คนในนี้รู้ดี หากอยู่ที่นี้ก็เท่ากับรอความตาย เสียงกรีดร้องดังเรื่อยไม่บาด ความโกลาหลเกิดขึ้นเมื่อทั้งหมดถอยกรูกันออกมาที่ปากถ้ำ คาซึยะถูกฝูงชนโซซัดโซเซมาเรื่อย รู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ที่ปากถ้ำ

ร่างเล็กยืนค้างท่ามกลางความวุ่นวาย นัยน์ตาเรียวใสเบิกขึ้น ความหวาดหวั่นพุ่งเข้าโขมตีคาซึยะในวินาทีนั้น เปลวไฟร้อนระอุ สีดั่งโลหิต เต้นระริกไหวตามแรงลม เปลวไฟลุกท่วมป่า ราวกับเป็นทะเลเพลิง กลิ่นไหม้ปะปนในทุกอณูของอากาศ ควันหนาทึบลอยตัวสูง

ท่านพี่ยูอิจิ ท่านอยู่ที่ไหน... ทัตจัง โคคิ ....ท่านอา ทุกคน

เด็กหนุ่มเรียกสติของตนกลับมา ร่างบอบบางวิ่งฝ่าฝูงชนที่หนีตาย สวนกระแสเชี่ยวของความโกลาหล เจ้าชายน้อยมุ่งตรงไปยังป่าที่ท่วมด้วยเพลิงร้อนระอุ แม้ใจจะนึกกลัว แต่ความกล้าหาญลึกในใจผลักดันให้คาซึยะพุ่งเข้าไปในกองเพลิง

ดวงตาใสซื่อกวาดมอง หมายจะได้พบผู้ที่รู้จักบ้าง ความร้อนของไฟยิ่งรุกรามท่วมสูง ร้อน...แผดเผาต้นไม้ที่มีอายุนับร้อยปีจนหมดสิ้น

"แค่ก..แคก...ท่านพี่...แค่ก"

เจ้าชายน้อยหลงอยู่ในกองเพลิง เมื่อหันมองรอบตัวก็ไม่พบสิ่งใดนอกจากสีส้มสว่างจ้าจนน้ำตาไหล ควันหนาทึบจนไม่มีอากาศหายใจ ปอดของเขากำลังร้องอุทรณ์หาออกซิเจน ความร้อนทำให้คาซึยะหมดแรง แผลลวกหลายแห่งปรากฏบนผิวขาวนวล

"ช่วยด้วย!...แค่ก..."

เด็กหนุ่มร่ำร้อง ทั้งสำลักควันจนแสบคอ น้ำตาไหลพราก ไฟรอบตัวค่อยรุกลามเข้ามาใกล้ตัวขึ้นทุกที อย่างนี้ทุกครั้ง...คาซึยะ...ทั้งๆที่รู้ว่าช่วยอะไรคนอื่นไม่ได้...ยังหาเรื่องทำให้ตัวเองลำบากอีก

เด็กหนุ่มสำลักควัน คอแห้งแสบเหมือนสูดเอาประกายไฟเข้าไป มันเผาไหม้ลำคอลงลึกไปถึงปอด ร้อนทั้งกาย ร้อนจนแสบผิวไปหมด น้ำตาไหลอาบแก้มนวล ร่างบอบบางทรุดลง มือน้อยกุมคอลำคอและปากของตนไว้ ความหวาดกลัวเพิ่มมากขึ้นพร้อมๆกับความทรมาน การถูกกักขังในเปลวเพลิง มันทรมานเช่นนี้เอง ร้อนจนแสบไปทั้งตัว

"ช่วยด้วย...จิน"

คาซึยะคนโง่...ในเวลาอย่างนี้ยังมีหน้าขอร้องคนๆนั้นอีก คาซึยะ เจ้าคิดแบบนี้ได้ยังไงกัน!

ความสิ้นหวังประเดประดังเข้ามา เจ้าชายน้อยนอนคู้ตัวบนพื้นหญ้าไหม้เกรียม กลิ่นไหม้และควันเบาบางลง พร้อมๆกับสติของเด็กหนุ่มที่ค่อยๆเลือนหายไปช้าๆ...

คาซึยะรู้สึเย็นวูบ เบาสบายเหมือนได้นอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในฤดูใบไม้ผลิ สายลมพัดโชย ทุกอย่างเบาสบายราวกับเหาะเหินอยู่บนอากาศ เจ้าชายน้อยพยายามเหลือเกินที่จะลืมตาขึ้นมา หากแต่หนังตามันหนักอึ้ง นัยน์ตาเรียวหรี่ขึ้น มองภาพที่แสนพร่าเลือกตรงหน้า

ดวงดาวสีอมฟ้ากระจ่าง ดารดาษอยู่ทั่วพื้นฟ้าสีน้ำเงิน เสี้ยงหน้าด้านข้างของใครคนหนึ่ง คนที่โอบอุ้มคาซึยะไว้ราวกับเจ้าหญิงแสนบอบบาง ข้างแก้ม ใบหู จมูกและดวงตา พร่าเลือกจนดูไม่ออกว่าเป็นใคร...

ดวงตาเรียวพยายามฝืนจะเปิดขึ้นให้กว้างกว่านี้ แต่เมื่อยิ่งพยายามดูเหมือนยิ่งแย่ลง ม่านน้ำตาจากที่ใดไม่ทราบตั้งเป็นกำแพงกั้นยิ่งทำให้ทัศนียภาพแย่ลงไปอีก คาซึยะพยายามกระพริบตาหวังจะได้เห็นคนที่ช่วยชีวิตเขาได้ชัดเจนขึ้น มืออุ่นแตะลงที่แก้มนวล เช็ดหยดน้ำให้อย่างนุ่มนวล

"....คาซึยะ..."

ฉับพลันที่ภาพตรงหน้ากระจ่างขึ้น ใบหน้าของอาคานิชิ จินปรากฏชัดเจน ลำคอที่ถูกไหม้แห้งผากแต่ก็ยังสามารถส่งเสียงครางของเจ้าชายน้อยออกมาได้ วินาทีที่รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้าจิน คือวินาทีที่หัวใจของคาซึยะกลับมาเต้นแรงได้อีกครั้ง แล้วทุกอย่างดำมืดและดับวูบไป

จิน....

ร่างทั้งร่างทะลึ่งพรวดขึ้นจากเตียง ใบหน้าซีดโทรมเหงื่อมีสีหน้าตื่นตกใจ หัวใจเต้นรั่วระส่ำไม่เป็นจังหวะ ริมฝีปากบางเผยอขึ้นหอบหนัก ลมหายใจที่ถี่รัว ดวงตาเรียวกลมใสสั่นไหวอย่างหวาดหวั่น ในใจโหลงเหลงอย่างบอกไม่ถูก เหงื่อเม็ดใหญ่ที่ซึมผุดตามใบหน้าและผิวกายจนชุดนอนผ้าฝ้ายสีขาวที่แนบอยู่นั้นเปียกชื้น  ใบหน้าสวยหวานของหนุ่มน้อยนั้นมีสีหน้าทั้งตื่นตระหนกและสับสน

"ไม่เป็นไรนะ คาซึยะ..."

มือหนึ่งเข้ามาประคองร่างปวกเปียกของเด็กหนุ่มไว้ คาซึยะหันไปมองสีหน้าเครียดขึงของเอลฟ์น้อย สถานที่นี้แตกต่างออกไปจากความทรงจำล่าสุดของคาซึยะโดยสิ้นเชิง  ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ มีเครื่องเรือนไม้วางเรียงติดผนังเป็นระเบียบ แสงแดดสาดส่องมาจากหน้าต่างกรอบไม้ มองออกไปเห็นร่มเงาใบไม้สีเขียวไหวเป็นพักๆ คาซึยะรู้สึกเหมือนได้กลับมาอยู่ในบ้านของโชที่ป่าแอนโดรเมล่าอีกครั้ง

"ที่นี้ที่ไหนกัน...แล้วข้ามาอยู่ที่นี้ได้ยังไง"

เสียงที่พยายามเปร่งออกมากลับกลายเป็นเสียงครางแหบแห้ง เด็กหนุ่มรู้สึกเจ็บราวถูกแก้วบาดในลำคอ โทโมฮิสะยกนิ้วจรดริมฝีปากเล็กเป็นเชิงสั่งไม่ให้พูด สีหน้าเจ้าชายเอลฟ์ดูทุกข์ทนไม่น้อย

"อย่าพึ่งพูดอะไรเลยคาซึยะ ดูเหมือนเจ้าจะสำลักเอาสะเก็ดไฟเข้าไป คอก็เลยไหม้เป็นแผลหลายแห่ง ตอนนี้คงกำลังอักเสบพอดูเลย"

ร่างโปร่งทรุดลงนั่งบนเตียงเดียวกับเจ้าชายน้อย โทโมะจัดแจงดึงร่างคาซึยะให้นั่งพิงพนักเตียง

"ข้าขอโทษเจ้าด้วยที่ไม่อาจใช้พลังรักษาเจ้าได้...หากข้าฟื้นพลังได้เมื่อไหร่จะรีบช่วยเจ้าทันที เพราะงั้นตอนนี้อดทนก่อนนะ"

สีหน้าโทโมะเหมือนกำลังสำนึกผิด จริงอยู่ที่โทโมะมีพลังรักษาแต่มันก็มีขีดจำกัด โทโมะใช้พลังนี้ดูแลอาการของจุนที่บาดเจ็บสาหัส ไหนจะต้องช่วยเหล่านักรบที่บาดเจ็บเจียนตายอีกหลายสิบคนอีก เรี่ยวแรงและพลังอ่อนลงไปมากทีเดียว คาซึยะพยักหน้าเข้าใจ มือน้อยแตะลำคอ พยายามฝืนกลืนน้ำลายลงไป

"ตอนนี้...เป็นยังไงบ้าง"

เสียงที่แหบพร่าราวกับไม่ใช่เสียงของคาซึยะดังขึ้น สีหน้าหนักใจของโทโมะปรากฏชัด ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่อาจหาคำตอบให้คาซึยะได้

"ทัพแตก...ท่านพี่สั่งถอยเมื่อตอนไฟป่าลามมาถึงกลางป่าดำ พวกมันก็ถอยหนีกลับไปเพราะไฟมันลามไปทางทุ่ง สมน้ำหน้า ลมเกิดเข้าข้างพวกเราพัดให้ไฟลามไปหาพวกมัน ทางโน้นคงจะเสียหายไม่น้อยเลยละ"

"ทุกคนปลอดภัยใช่ไหม"

"อื้อ...ก็มีแต่เจ้านั้นแหละที่บาดเจ็บ ท่านยูอิจิแทบคลั่งเมื่อตอนพบเจ้า ยังดีที่เจ้าพลัดหลงไปอีกทาง ไม่ได้วิ่งเข้าไปหาทัพศัตรู"

คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน เท่าที่จำได้ คาซึยะวิ่งไปยังอีกทาง วิ่งเข้าหาทัพศัตรูนั้นแหละ...หากเดาไม่ผิด คนที่ช่วยชีวิตเจ้าชายน้อยจากกองเพลิงคงเอาเขาไปปล่อยไว้ที่ปลอดภัย

"ตอนนี้ท่านพี่ซึบาสะสั่งให้กระจายกำลังพลไปก่อน แล้วจะไปรวมตัวกันอีกที่นัดหมายไว้ตามแผน ตอนนี้เราก็เลยต้องซ่อนตัวอยู่ที่นี้ เป็นหมู่บ้านเล็กๆทางใต้น่ะ"

นิ้วเรียวเล็กแตะลงบนริมฝีปากสีอ่อนของตน ไออุ่นวูบวาบพัดอยู่ข้างในกาย รสสัมผัสแผ่วยังตราตรึง... ทำไมกันนะ..ทุกครั้งที่คาซึยะใกล้ตาย คนที่จะมาช่วยทุกครั้งคือจิน รั้งวิญญาณคาซึยะไว้ได้ทุกครั้ง...ท่าทีเลื่อนลอยของคาซึยะทำให้ โทโมะตัดสินใจพูด

"ที่นี้เจ้าก็รู้เรื่อง อาคานิชิ แล้วสินะ"

เอลฟ์น้อยถอนหายใจ เมื่อเห็นคาซึยะพยักหน้า

"ยูอิจิรึอุส่าห์บอกคนอื่นให้ปิดแทบตาย แต่ถึงยังไงเจ้าก็ต้องรู้อยู่ดี เราไม่เคยเป็นศัตรูกับใครนอกจากไอเซนกาด...หากจะมีทัพบุกมาตามฆ่าเราก็ต้องเป็น อาคานิชิ แน่...แถมตอนนี้มีข่าวแปลกๆ ที่บอกว่าอาคานิชิถูกวิญญาณซาตานสิงอะไรประมาณเนี้ยแหละ...ข้าก็ไม่รู้ว่ามันจริงรึเปล่า แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็คงจะแย่...แย่มากๆด้วยสิ"

"คาซึยะ..."

นัยน์ตากลมโตมองตามเด็กหนุ่มที่นั่งเหม่อลอยราวกับเรื่องที่เขาพร่ำพูดไปเมื่อครู่ไม่เข้าถึงหูเลย เจ้าชายน้อยนิ่งเหมือนถูกสาปอีกครา

อาคานิชิ...คือ ซาตานจริงๆนั้นแหละ โทโมฮิสะ

...........................................................................


นกพิราบสีขาวกดน้ำหนักลงบนมือใหญ่ก่อนจะโผออกไปในท้องฟ้าสีดำมืด นัยน์ตาคมจ้องมองจุดสีขาวที่ค่อยบินห่างออกไปเรื่อย ก่อนหันกลับมาในห้องสี่เหลี่ยม เขาเดินไปนั่งตรงปลายสุดของโต๊ะทานอาหารตัวยาว ห้องครัวถูกใช้เป็นห้องประชุมเช่นหลายคืนที่ผ่านมา

ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ที่โต๊ะนั้นล้วนแล้วแต่มีสีหน้าเคร่งเครียด ท่ามกลางความเงียบสงัดทุกคนต่างช่วยกันระดมความคิดทั้งหมดที่มีออกมา แม้จะรู้สึกเหมือนเดินวนในทางมืดมิด ข้างหน้าคือกองไฟ ด้านหลังคือเหวลึก ไม่ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลังก็มีค่าไม่ต่างกัน

"ตอนนี้ก็ต้องรอ เราส่งข่าวไปแล้ว ขึ้นอยู่ว่าทางโน้นจะยอมร่วมมือกับเราอีกมั้ย"

โชเอ่ยขึ้นเป็นคนแรกหลังจากที่เงียบกันอยู่นาน ทุกคนพยักหน้าน้อยๆ ให้รู้ว่าได้ยินสิ่งที่โชพูด ไม่ต้องคิดรอคำตอบจากคนอื่นเลย จะมีใครยอมกลับมา ในเมื่อครั้งที่แล้วพวกเขาเสียหายอย่างหนัก ทัพที่แตกพ่ายไปคนละทิศละทาง จะยอมกลับมารวมกันได้ง่ายๆงั้นหรือ

"ตอนนี้พวกยิปซีกับภูติถูกจับเป็นเชลยหมดแล้วสินะ"

"เหลือแต่พวกคนแคระกับทัพของเมืองเล็กสองสามเมือง"

"หากไม่มีใครร่วมมือเราควรทำเช่นไรดี..."

แสงเทียนกระจ่างในค่ำคืนที่แสนเงียบเหงา ความเงียบลอยวนเวียนเป็นเพื่อน ยิ่งทำให้รู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่ลอยมาตามมวลอากาศ...

ไม่มีใครออกความเห็นว่าควรทำเช่นไรต่อไปดี ทั้งที่รู้ว่ามีโอกาสน้อยนิดที่จะชนะทัพไอเซนกาด แต่พวกเขาก็เสี่ยง การได้รับความพ่ายแพ้กลับมาคือเรื่องที่ถือเป็นธรรมดาสำหรับคนที่นั่งในห้องนี้ หากแต่คนอื่นยังมีความหวังว่าจะสามารถฝ่ากำแพงของทัพไอเซนกาดไปได้ และเมื่อพบความผิดหวัง...คงไม่มีใครกล้าหวังสิ่งใดอีก

สายลมอ่อนๆเริ่มแปรปรวนหากแต่ไม่มีใครจะสนใจ จนกระทั่งมันกระชากตัวรุนแรงเข้ามาในห้อง เทียนที่จุดขจัดความมืดนั้นดับลงในทันที รัตติกาลที่แสนเย็นเยียบกระจายความมืดเข้ามาจนไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้ ทุกคนที่นั่งรอบโต๊ะยืนขึ้น พยายามมองเข้าไปในความมืด

ฉับพลันที่ประตูบ้านถูกกระชากออกด้วยสายลมแรง ร่างหนึ่งยืนอยู่หน้าประตู อาศัยเงามืดซ่อนตัว ยูอิจิพยายามหรี่ตาปรับระดับความคมชัดของภาพในขณะที่มือยื่นไปกำรอบดาบไว้มั่น

ก่อนที่จะมีใครเคลื่อนไหว แสงเทียนก็สว่างวูบขึ้นมาราวใช้มนต์ แสงสีนวลขับไล่สีดำออกไป ร่างอยู่อยู่หน้าประตูถือวิสาสะก้าวเข้ามาในบ้าน แสงสีส้มสะท้อนให้เห็นผมสีดำขลับ ใบหน้าหล่อคมของผู้ชายคนนั้นตลอดจนผิวสีขาวสว่าง ร่างในเสื้อคลุมสีงาช้างเดินเข้ามาด้านใน เขามอบรอยยิ้มอ่อนโยนให้ทุกคนขณะไล่สายตาให้ทุกคนรอบโต๊ะ

"วางดาบเสียเถอะเจ้าชายแห่งนครสีขาว...ข้ามาดี ไม่คิดร้ายอะไร"

สรุเสียงนุ่มนวลราวพูดกับเด็กน้อย ฟังแล้วช่างอบอุ่นเหมือนได้ยินเสียงจากแดนสวรรค์ก็ไม่ปาน บรรยากาศรอบข้างยามนี้มันช่างสบาย ไม่ตึงเครียดเหมือนเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว ชายผู้นี้ทำให้ทุกสิ่งในที่นี้เปลี่ยนไปทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรเลย

"ขอโทษที่ต้องเสียมารยาท แต่เจ้าเป็นใคร และมาที่นี่ทำไม..."

โชเอ่ยถาม เขาได้แต่มองร่างชายหนุ่มคนนั้นเดินอ้อมโต๊ะไปและหยุดอยู่หน้าเก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่ อุเอดะและโคคิมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ในขณะที่ซึบาสะจ้องมองชายในชุดสีงาตาไม่กระพริบ ทาคิซาว่าและยูอิจิยังคงถือดาบวาววับไว้ในมือด้วยท่าทีระแวดระวัง

"ขอโทษที่เสียมารยาทเช่นกันท่านโชราชบุตรแห่งมีนาสจีริส แต่ข้าจำเป็นต้องปรากฏกายที่นี้...ตอนนี้โลกมนุษย์กำลังร้องดั่งนรกโลกันต์ เหตุมาจากซาตานตนนั้น...ขอให้ทุกคนโปรดนั่งลงและทำใจให้สงบเสียก่อนเถิด"

ชายหนุ่มพูดยิ้ม เขานั่งลงเป็นคนแรก แม้จะไม่อยากนั่งลงเท่าไรก็ตาม แต่ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกดให้ทุกคนทรุดลงบนเก้าอี้ของตน แรงบีบมหาศาลที่ข้อมือทำให้ปวดร้าวราวไฟจี้ ดาบที่อยู่ในมือของยูอิจิและทาคิซาว่าร่วงลงมานอนนิ่งบนพื้น

"ท่านคือใคร!"

ซึบาสะถามเสียงกร้าว ขณะที่พยายามจะลุกขึ้น แรงดันมหาศาลทำให้เขาไม่อาจขยับตัวได้ ชายคนนี้มีเวทย์มนต์ที่แกร่งกล้าเสียจริง เท่าที่ทำได้คือนั่งยื้อยุดกับมนต์ไร้ตัวตนตรงเก้าอี้นั้น

"ข้าคือ คิมุระ ทาคุยะ เทพสูงสุดแห่งเมืองสวรรค์"

ทาคุยะตอบยิ้มแย้มราวกับแนะตัวกับเด็กตัวเล็ก หากแต่คนเหล่านี้ไม่ใช่เด็ก ทุกคนมีสีหน้าเช่นเดียวกันเมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม ไม่น่าเชื่อ...ใครบ้างละจะเชื่อว่า เทพเจ้าในตำนานมาปรากฏกายตรงหน้า แถมยังนั่งพูดว่าตนชื่อเทพสูงสุดหน้าตาเฉย...

"ทะ...ท่านคือเทพสูงสุดงั้นหรือ?"

โคคิเอ่ยตะกุกตะกัก อ้าปากค้างมองใบหน้าคมเข้ม ทาคุยะพยักหน้าด้วยท่าทีสงบ หากเป็นเมื่อก่อนเข้าจะไม่มีวันเชื่อ แต่เมื่อได้เห็นอาคานิชิ จินกลายร่างเป็นซาตานตรงหน้าในสนามรบเมื่อหลายวันก่อน ความเชื่อเรื่องเทวดา เทพเจ้าและซาตานไม่ใช่เรื่องตลกอีกต่อไป

"เอ่อ...เจ้า...ข้าหมายถึง เทพสูงสุด หากท่านจะช่วยปล่อยพวกเราจะเป็นความกรุณามาก"

โชพูดออมา ปรายตามองคนอื่นที่ยังดิ้นรนกับเวทย์มนต์ของทาคุยะ แรงกดทั้งหมดหายไป ชายหนุ่มทั้งหกต่างพากันหอบหนัก พวกเขาเหนื่อยกับการดิ้นรน พลังมหาศาลนั้นทำให้เจ็บร้าวไปทั้งกาย

"ท่านเทพสูงสุด...ท่านบอกว่ามาที่นี้เพราะซาตาน ท่านรู้เรื่องสงครามนี้ด้วยหรือ"

"ข้ารู้เรื่องนี้ดีท่านอุเอดะราชองครักษ์...หากจะพูดกันให้ถูกแล้ว ข้าคือต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้เสียด้วยซ้ำ"

ทาคุยะหันไปมองอุเอดะ สีหน้าหนักใจปรากฏบนใบหน้าคมเป็นครั้งแรก เขาหันไปสบตากับเข้าชายนครสีขาว นัยน์ตาคมมองมายังทาคุยะด้วยสายตาเย็นเยือก การมาที่นี้ของเทพสูงสุดไม่เป็นเรื่องที่ดีแน่ มันต้องมีอะไรสักอย่าง

" เจ้าชายแห่งนครสีขาว เจ้าได้มอบแหวนแห่งไฟให้แก่อาคานิชิ จิน แล้วใช่หรือไม่"

ราวกับทาคุยะจะสามารถอ่านใจอีกฝ่ายได้ เขาถามในสิ่งที่ยูอิจิกำลังสงสัย

"ใช่ ข้ามอบมันให้อาคานิชิไปแล้ว "

"แล้วตอนนี้ อาคานิชิ จิน ก็รับวิญญาณของซาตานเข้าสู่กายมนุษย์แล้วสินะ"

"ความจริงข้าสงสัยเรื่องนี้มานานแล้ว...ท่านเชื่อหรือว่าจินกลายเป็นซาตานจริง แล้วไหนจะแหวนวงนั้นอีก มันเป็นแค่แหวนธรรมดาที่ตกทอดในราชวงศ์ข้ามาช้านาน ตัวข้าเองก็เคยสวมมันเล่น แตไไม่เห็นจะถูกซาตานสิงสู่ดังเช่นคำเล่าลือเรื่องอาคานิชิ"

"ท่านต้องเชื่อ...เจ้าชาย ซาตานมีอยู่จริง เช่นดังที่ข้าก็ทีอยู่จริง"

"แต่มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับแหวนนั้น"

"เกี่ยวสิ...เจ้ามอบสิ่งนั้นให้อาคานิชิ ก็ไม่ต่างจากการยื่นดาบใส่มือมัจจุราช"

"ข้าเอาแหวนั้นแลกชีวิตน้องชายข้า"

"แล้วชีวิตน้องชายเจ้าทดแทนผู้คนนับแสนนับล้านที่กำลังตกอยู่ในอันตรายตอนนี้ได้หรือไม่!"

"แหวนวงนั้นก็แค่นิทานจอมปลอม ไม่ได้มีอำนาจอะไรขนาดนั้นเสียหน่อย"

ดูท่าการพูดคุยระหว่างทั้งสองจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในเมื่อยูอิจิยังคงยึดถือความคิดตนเองเป็นหลัก ที่เหลือได้แต่มองการโต้ตอบระหว่างสองฟากโต๊ะเงียบๆ

"สิ่งที่พวกเจ้าได้เห็นที่สนานรบวันนั้นคืออะไรเล่า...ตอนนี้ซาตานได้คืนชีพโดยสมบูรณ์ หนำซ้ำวิญญาณยังได้กลับสิงสู่ร่างที่แท้จริงอีก..."

ทาคุยะพูดสีหน้านิ่งต่างจากเคยที่ยิ้มบางๆตลอดสีหน้าใจดีหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงริ้วรอยแห่งความโกรธกริ้วบนใบหน้าคม

"อาคานิชิ จินคือร่างภาคมนุษย์ของซาตาน ถึงแม้ว่าซาตานจะทำสิ่งชั่วร้ายไว้มาก แต่ก็รับใช้สวรรค์ในการควบคุมนรกและจัดการวิญญาณนานแสนนาน เขารู้เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดดี ซาตานได้ทิ้งเสี้ยววิญญาณลงมาที่โลกมนุษย์ ทำให้ร่างกายของซาตานมาเกิดในโลกนี้...และความแค้นที่ฝังแน่นในวิญญาณแม้จะเสี้ยวเดียว มันก็เรียกร้องให้จินตามหาวงแหวนแห่งไฟที่ขังวิญญาณส่วนใหญ่ของเขาไว้"

สิ้นคำพูดนั้น ยูอิจิทำได้เพียงขยับริมฝีปาก แต่ไม่อาจส่งเสียงใดเล็ดรอดไปได้ ราวกับสาฟ้าฟาดลงมากลางโต๊ะอาหาร ทุกคนนั่งนิ่ง จ้องมองหน้าทาคุยะ

"จำตำนานของเซตน์มีนาสจีริสได้หรือไม่เจ้าชาย..."

ยูอิจิขมวดคิ้ว ระลึกถึงนิทานประจำนครเซนต์มีนาสจีริส

"เกิดสงครามระหว่างนรกกับสวรรค์แล้วซาตานถูกฆ่าโดยนางฟ้า...วิญญาณของซาตานที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นจึงถูกสะกดไว้ในแหวน...วงแหวนแห่งไฟ..."

โชกลับเป็นฝ่ายเล่าเรื่องนั้นให้ทุกคนฟัง

"จริง...แต่ไม่ถูกต้องเสียหมด ยังมีเสี้ยวแห่งตำนานที่ไม่ถูกเล่า แต่เป็นโชคชะตาที่กำหนดให้แหวนนั้นลงมาอยู่บนโลกมนุษย์ และ คืนสู่เจ้าของ"

"ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง...อาคานิชิ ก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อล้างแค้นสวรรค์"

"ตอนนี้เป็นเพียงแค่สัญญาณท้าทายสวรรค์เท่านั้น...ตอนนี้ซาตานกำลังรวมขุมกำลังยังนรกและกำลังฟื้นฟูพลัง แต่เมื่อมันพร้อมเมื่อใดเมื่อนั้นคืออวสานของทั้งสองโลก...อวสานของมนุษย์ จะไม่มีใครรอด...อมนุษย์ เทพารักษ์ ภูติ เอลฟ์...หรือแม้กระทั่งเทพเช่นข้า"

คำพูดของทาคุยะเยือกเย็นจนทำให้บรรยากาศรอบข้างเย็นเยือกทั้งที่มันเป็นฤดูร้อน

"ท่าพูดอย่างนี้ได้ยังไงกัน ท่านเป็นเทพเจ้านะ แม้แต่สวรรค์ก็เกรงกลัว อาคานิชิ จิน งั้นหรือ...เห็นทีนี้อาจเป็นจุดจบของโลกแน่"

อุเอดะร้องขึ้นมา ในใจนึกหวั่นไม่น้อย เช่นเดียวกับทุกคนที่มีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

"ข้าถือบัญชาจากสภาแห่งเมืองฟ้ามาที่นี้ เราตัดสินใจจะร่วมรบกับพวกท่านเพื่อล้มล้างอาคานิชิ"

"เรารู้มาตลอดว่าอาคานิชิกระหายอำนาจ แต่ไม่นึกว่าเขาจะเป็นซาตานจริงๆ

ซึบาสะกล่าวเสียงเรียบ สบตากับทุกคนรอบโต๊ะและหยุดที่ทาคุยะ ทุกคนผู้ร่วมชะตากรรมครั้งนี้

"มันไม่ใช่แค่รื่องเอกราชของอาณาจักร แต่มันเป็นเรื่องของทั้งสามโลก..."

"มหาสงครามกำลังจะเริ่มขึ้น"

เบื้องหลังพนังห้องครัว ร่างน้อยกอดตัวเองไว้แน่น นัยน์ตาเรียวหวานสั่นระริก ร่างบอบบางพิงพนังห้องอย่างไร้เรี่ยวแรง หยาดน้ำตาไหลลงจาดนัยน์ตาคู่งาม กัดริมฝีปากกั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ หากเขาไม่ลงมาข้างล่างนี้ก็ดี หากคาซึยะไม่เกิดหิวน้ำขึ้นมาก็คงจะดีกว่านี้ คงจะไม่ต้องมารับรู้เรื่องราวบ้าๆแบบนี้ ทำไมต้องมีแต่คนคิดร้ายใส่กัน...แล้วทำไมทุกคนต้องรุมโทษจิน ทั้งๆที่จินคือคนที่น่าสงสารที่สุด...

ทำไมใครๆต้องรุมลงโทษซาตาน...ทำไมต้องทำเช่นนั้นด้วย

ทำไมทุกคนต้องปรารถนาความตายของจิน...

ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วยนะ...จิน

.............................................................................

"เกิดเรื่องใหญ่แล้วพะยะค่ะ!!"

ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบสีแดงสดวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้องทำงานขององค์กษัตริย์ของไอเซนกาดโดยไม่มีการขออนุญาติ ดวงตาขุ่นเคืองตวัดมองเจ้าทหารชั้นต่ำ หากแต่มันไม่ได้รับรู้ความฉุนเฉียวในใจเขาเลย

"บังอาจนัก...บุ่มบ่ามเข้ามาในห้องทรงงานแบบนี้ได้ยังไง!"

จุนโนะเอ่ยเสียงเย็นเยียบ หมู่นี้ไม่ว่าเรื่องอะไรก็พาลพาให้จุนโนะหงุดหงิดไปเสียหมด แต่เจ้าทหารไพร่ยังคงมีสีหน้าแตกตื่นและจ้องไปยังอาคานิชิ ชายหนุ่มที่นั่งบนเก้าอี้พนักสูง ใบหน้าหล่อเหลาและน่าเกรงขาม

"มีเรื่องอะไร"

แม้จินจะเอ่ยถามเรียบๆแต่เหมือนกับมีไอความมืดปกคลุมไปหมดจนรู้สึกได้ ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขารู้มานานแล้วว่ากษัตริย์ของเขาเป็นคนเช่นไร หากแต่การกลับมาครั้งนี้ของจิน ต่างออกไป แม้รูปร่างหน้าตาจะเหมือนเดิมทุกประการ แต่เขากลับหวาดเกรงที่จะสบตากับนัยน์ตาคม คล้ายจะมีประกายสีเลือดอยู่ตลอเวลานั้น

"ประตูเมืองเหนือส่งม้าเร็วมาว่ามีกองทัพบุกประชิดเมือง! ตอนนี้ฝ่ายเรากำลังแย่!"

ก่อนที่จะพูดจบ สองแม่ทัพผู้ช่วยของอาคานิชิ ผุดลุกขึ้น มองไปยังนายเหนือหัวราวกับรอคำสั่ง ไม่มีความตื่นตระหนกใดในแววตา ร่างสูงเอนกายพิงพนักด้วยท่าทีสบายๆ ใบหน้าคมเอียงเล็กน้อย นิ้วมือเรียวยาวเกี่ยวเส้นผมสีดำของตนเล่น

"อ้า...ดูเหมือนทัพที่เราพึ่งพูดถึงกันเมื่อครู่จะมาเยี่ยมเราแล้วสินะ"

นัยน์ตาคมเหลือบมอง เรียวและจุนโนะสลับกันก่อนจะมองไปข้างหน้า มุมริมฝีปากสีแดงสดยกขึ้น

"ไปเรียกกำลังพลรวมกันที่ประตูเมือง อย่าพึ่งทำการอะไรบุ่มบ่ามละ"

แม่ทัพทั้งสองน้อมรับคำแล้วรีบไปทำตาม ทั้งที่หัวเมืองอีกด้านกำลังถูกโจมตี แต่จินกลับทำท่าทีสบาย หนำซ้ำยังให้ทหารไปประจำที่ประตูเมืองอีก คิดจะทำอะไรกันนะ...ไม่เข้าใจองค์กษัตริย์คนนี้เลยจริงๆ

ทหารหนุ่มรีบวิ่งออกไปประจำการ เขาได้ยินเสียงหัวเราะของจินดังแว่วมาจากในห้อง...เสียงหัวเราะที่ฟังแล้วขนลุก

............................................................................

ท่ามกลางความวุ่นวาย สงครามมุมเมืองไอเซนกาดที่เดือดระอุจบลงไปเมื่อครู่ เหล่าทหารฝ่านเหนือพ่ายแพ้จนต้องถอยร่นเข้าไปในตัวเมืองหลัก ทิ้งชัยชนะและเสียงโห่ร้องไว้ที่ทัพผู้บุกรุก ซากศพเกลื่อนพื้น สายธารโลหิตไหลอาบทั่วธรณี เสียงกู่ร้องด้วยความยินดีดังก้อง ทัพผู้บุกรุกที่แข็งแกร่งกว่าครั้งไหน บุกตะลุยถล่มหัวเมืองเหนือของไอเซนกาดจนราบ สีหน้ายินดีของเทพสูงสุดปรากฏชัด

ทัพที่ประกอบด้วย ทหารจากหัวเมืองทั้งสาม เหล่าเอลฟ์ และกำลังสำคัญที่สุด...เทพทั้งหมดบนสวรรค์ ไม่มีเหตุผลใดที่กองทัพของเมืองฟ้าจะมาพ่ายแพ้แก่มนุษย์ที่มีเวทย์มนต์และฝีมือดาบอันน้อยนิด

ป่านนี้เจ้าซาตานตนนั้นจะกำลังคิดอะไรอยู่...เจ้าอยากให้ข้าลงมาจากเมืองฟ้า เจ้าก็ทำสำเร็จแล้ว...มาสิ...มาร่วมสนามรบกันอีกครั้ง แล้วเจ้าจะได้รู้รสความทรมานเช่นเดิม...

.............................................................................

กองกำลังนับแสนตั้งพลเรียงรายบนสมรภูมิ ยามนี้เป็นเวลารุ่งสางที่ฟ้ายังไม่สว่าง กองทัพของไอเซนกาดตั้งพลไว้เป็นระเบียบเช่นทุกครั้ง ริ้วธงที่ควรจะเป็นสีแดงเลือด ยามนี้กลับมีสีคล้ำ มันปลิวสะบัดตามแรงลม กองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกกำลังตั้งพลเตรียมพร้อมรับมือเหล่าศัตรูผู้บุกรุกอาณาเขตไอเซนกาด

ที่ฝั่งตรงข้าม กองกำลังอีกฝ่ายยังคงแน่นิ่ง เหล่าทหารน้อยใหญ่ตั้งค่ายพลไว้ไม่ต่างจากฝ่ายไอเซนกาด แม้จะไม่มีมังกร ไม่มีปีศาจน่าเกรงกลัว แต่ทัพนี้มีเทพเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ เป็นทัพแสงสว่างที่มาจากสวรรค์ เพื่อปราบเหล่ามารร้ายที่หมายก่อความวุ่นวายบนโลก

แม้กำลังพลของทัพแสงสว่างจะมีน้อยกว่าอีกฝ่ายมากเป็นเท่าตัวก็ตาม หากแต่จิตใจของคนเหล่านั้นกลับไม่ได้ลดน้อยตามจำนวนเลย พวกเขามีพลังใจที่พร้อมจะพุ่งรบ กล้าที่จะมุ่งเข้าสู่ความตาย

ทั้งสองทัพต่างตั้งพลนิ่ง ราวกับรอเวลาอะไรสักอย่าง เวลาที่มหาสงครามที่โลกต้องจารึกไว้จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง...

นัยน์ตาคมสีแดงชาดเพ่งมองไปยังร่างสีขาวโพลน ใบหน้าหล่อเหลานิ่งสงบหากแต่แฝงความยินดีไว้ด้วย ริมฝีปากแดงชาดถูกเรียวลิ้นที่สีคล้ำกว่าเล็กน้อยเลียผ่าน ราวกับลำคอแห้งผาก มุมปากได้รูปยกขึ้นมันคืออาการของความยินดี ดวงตารุกวาวของแม่ทัพใหญ่ชวนให้เกรงกลัวได้ไม่ยาก

ไม่มีสิ่งใดที่ข้าต้องการไปมากกว่านี้อีกแล้ว...เทพสูงสุด

เขารู้ดีว่าที่อีกฝ่ายไม่รุกเขามาหาเพราะอะไร รอเพียงเวลาที่เดินเชื่องช้านี้เท่านั้น

แม้จะในระยะไกลมากเพียงไร แต่ทาคุยะยังสามารถรับรู้ถึงแรงอาฆาตได้ สายตาคมกริบนั้นกำลังจ้องมองราวกับมองเหยื่อ และสีหน้าของอาคานิชิคงไม่ต่างจากสีหน้าซาตานในครั้งอดีตเมื่อครั้งมหาสงครามได้วิบัติขึ้น บนท้องฟ้ายามรุ่งอรุณที่มีสายฝนสีเลือกโปรยปรายลงมายังพื้นโลกมนุษย์

ข้ายังจำได้ดีถึงรสของความพ่ายแพ้ในครานั้น...

นัยน์ตาสีเทามองตรงไปยังร่างบนมังกรยักษ์ แม้จะเห็นเพียงเงามืดลางๆก็ตาม มหาสงครามในครั้งนี้จะเป็นการรบครั้งสุดท้าย หากข้าตายเจ้าก็จะสมใจ ข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะจัดการโลกใหม่ได้เช่นไร แต่หากเมื่อใดที่เจ้าพลาดพลั้ง ข้าจะไม่ปราณีเจ้าเช่นครั้งที่แล้วหรอก...ข้าจะกำจัดเจ้า...ทั้งร่างกาย ชีวิต วิญญาณ...

แสงสีทองอร่ามตาจับที่เส้นขอบฟ้า เหมือยกับบรรยากาศรอบข้างตึงเครียดขึ้นมาอีกเท่าตัว แสงตะวันไล่ความมืดมิดจากไปอย่างรวดเร็ว หากแต่ช่างเชื่องช้าเหลือเกินในยามนี้

ริมฝีปากของซาตาน ยกยิ้มขึ้น เขากรีดนิ้วร่ายมนต์ ไม่ช้าประกายฝุ่นละอองสีดำก็รวมตัวในมือ ปรากฏเป็นดาบแสนงดงาม เสียงโห่ร้องกึกก้อง เรียกกำลังใจปลุกขวัญให้ฮึกเหิม เหล่าทหารชูอาวุธในมือ ถือแนบกายไว้มั่น

เมื่อดวงอาทิตย์ฉายขึ้นตรงเส้นขอบฟ้า เมื่อนั้น มหาสงครามก็จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง...

.............................................................................

ไกลออกไปเหนือท้องฟ้า และหมู่เมฆ หลายไมล์สูงขึ้นไปในท้องฟ้าในดินแดนที่มีแต่ความงดงาม ดินแดที่เต็มไปด้วยความสงบสุข ดินแดนที่อาศัยของเหล่าทวยเทพ...เมืองสวรรค์

มหาวิหารสีขาวสไตล์โรมันเนกส์ ซุ่มประตูโค้งหรูหราประดับด้วยของตกแต่งสีทองเป็นประกายระยับ ภายในตกแต่งงดงามเน้นสีแดงและทองสง่างามสมเป็นมหาวิหารใจกลางเมืองฟ้า ในห้องบนชั้นสามของวิหาร

ร่างเล็กกำลังนั่งพิงพนักเก้าอี้นวมสีครีม ชันเข่าขึ้นไว้สำหรับอิง มีหนังสือเล่มโตขลิบสันและปกด้วยทองคำอยู่ในมือ นัยน์ตาใสไล่อ่านตัวอักษรใบเนื้อกระดาษด้วยความตั้งใจ ไม่รู้ทำไมคาซึยะถึงสามารถอ่านภาษาพวกนี้ได้ แม้ไม่เคยเห็นตัวอักษรพวกนี้มาก่อนเลย ภาษาของเมืองสวรรค์นี้...

นิ้วเล็กคอยพลิกหน้ากระดาษ แม้จะพยายามเท่าไหร่ คาซึยะก็ไม่อาจทำให้ให้จดจ่ออยู่ในหนังสือเล่มนี้ได้อีกแล้ว เจ้าชายน้อยปิดหนังสือลงวางมันลงบนโต๊ะด้านหน้า

นัยน์ตาใสมองออกไปนอกหน้าต่าง บรรยากาศสีฟ้าอมเทาชวนให้เศร้าหมอง สีสันยามเช้าตรู่ต่างจากทุกวันที่เคย แม้บนสวรรค์จะมองไปที่ใดก็พบแต่หมู่หมอกเมฆสีขาวจางๆลอยไปทั่ว แต่ที่นี้ก็มีส่วนคล้ายโลกมนุษย์อยู่มาก ทั้งพื้นดิน บ้านช่อง ต้นไม้ป่าเขา ผู้คนที่อยู่อาศัย แม้เทพที่อยู่ที่นี้จะเดินไปมาคล้ายลอยได้ตลอดเวลาก็เถอะ

เฮ้อ.....

ความเบื่อหน่ามรุ้มเร้าคาซึยะอยู่ตลอดเวลา นี่ก็ผ่านไปตั้งแปดวันแล้วนับจากวันที่ทัพสวรรค์ลงไปยังไอเซนกาด ไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นไรบ้าง แม้คาซึยะจะปลอดภัยอยู่ในมหาวิหารที่พำนักของเทพสูงสุด หากแต่ไม่ได้สุขสบายเลย จิตใจว้าวุ่น...

แม้จะถามข่าวจากเทพอารักขาในวิหารแต่ฝ่ายนั้นก็ไม่ยอมบอกอะไร ดูเหมือนคาซึยะจะถูกห้ามให้รู้เรื่องนี้ด้วยสินะ...

ก๊อก..ก๊อก...

นัยน์ตาใสตวัดมองไปยังประตูสีขาวกรอบทอง ก่อนจะเอ่ยอนุญาติให้ผู้มาเยือนเข้ามาได้

"ท่านชายคาซึยะ...ท่านยูอิจิและคนอื่นๆรอพบท่านอยู่ที่ห้องโถงขอรับ"

.............................................................................


เด็กหนุ่มเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทีสงบ ทันทีที่เขาปรากฏกายในห้องนี้ ทุกสายตาก็หันมาทันที สีหน้าแต่ละคนช่างเดาได้ยากนัก เด็กหนุ่มยืนมองคนอื่นด้วยความงงงวย ก่อนพี่ชายจะเข้ามาจับท่อนแขนเล็กไว้ คาซึยะมองหน้ายูอิจิด้วยความไม่เข้าใจ

"ท่านพี่!.."

สภาพของยุอิจิตอนนนี้ชวนให้คาซึยะนึกกลัว ร่างสูงในเสื้อผ้าขาดวิ่น คราบเลือกเกรอะกรังเต็มไปหมด รวมทั้งสีหน้าประหลาดๆนั้น

เด็กหนุ่มถูกดึงไปยังด้านในสุดของวิหาร ผ่านซึบาสะ ทาคิซาว่า โช อุเอดะ โคคิ ที่มีสภาพใกล้เคียงกับยูอิจิ และโทโมฮิสะที่ดูสะอาดสะอ้านและแข็งแรงดี รวมทั้งเทพทั้งหลายที่รายรวมบังลัค์ทอง ท่ามกลางมหาวิหาร เทพเจ้าทั้งหลายและเหล่าผู้กล้าจากโลกมนุษย์ เจ้าชายน้อยยืนนิ่งตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนโดยที่เจ้าตัวไม่รู้สาเหตุเลย

ในใจเจ้าชายน้อย อยากจะถามข่าวคราวจากพี่ชาย กลับมาเมื่อไหร่ ปลอดภัยใช่มั้ย การรบเป็นเช่นไร...แต่ทุกถ้อยคำถูกกลืนลงคอทันทีที่พบสีหน้าของยูอิจิ

ทาคุยะยิ้มอ่อนโยนให้เด็กหนุ่มตรงหน้า ใบหน้าไร้เดียงสาเอียงน้อยๆ สบตาอีกฝ่ายอย่างไม่มีความเกรงกลัวใด ราวเด็กน้อยขี้สงสัย คาซึยะถูกเรียกตัวมาจากห้อง ทหารเหล่านั้นไม่บอกว่ายูอิจิมีธุระใดจึงต้องเรียกเขาไปพบด้วย

"เจ้าคือคาซึยะสินะ..."

ทาคุยะเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยน ใบหน้าคมฉายแววใจดี จนเด็กหนุ่มยิ้มตอบและพยักหน้า

"ครับ...ท่าน"

คาซึยะยิ้มประหม่าออกไป รอยยิ้มใสสะอาดทำให้นึกถึงอดีตขึ้นมาจับใจ ไม่ว่าชาติภพใดเจ้าก็ยังงดงามเสียจริง...

"มีแต่เจ้าเท่านั้นที่สามารถช่วยโลกนี้ได้"

เทพสูงสุดกล่าว สร้างคงามตึงเครียดขึ้นทันที จนคาซึยะต้องหันไปมองคนอื่นๆทีละคน แต่ละคนมองมาที่คาซึยะด้วยสีหน้าแปลกๆทั้งนั้น นี่มันเรื่องอะไรกันนะ...

"ท่านทาคุยะ..."

ยุอิจิรีบพูดปราม สีหน้าชายหนุ่มและดูหนักใจและกลัดกลุ้ม หากเทพสูงสุดปรารถนาสิ่งใดเขาก็จะทำหากแผนการนี้นำไปสู่ความตายของจิน...

สงครามบนโลกมนุษย์ได้ปิดฉากลงด้วยความพ่ายแพ้ของทัพสวรรค์...

พวกเขากลับมายังเมืองฟ้าด้วยความทุลักทุเล หลังจากมหาสงครามดำเนินไปได้สามวันเต็มๆ กำลังของทัพสวรรค์เสียหายอย่างหนัก ทั้งเสียเปรียบทางด้านกำลังอย่างเห็นได้ชัด ลำพังจะยื้อไปก็พาลจะแย่กันหมด เทพสูงสุดจึงสั่งให้ถอนร่นไปตั้งหลักเสียก่อน...

และเมื่อมาถึงเมืองฟ้าเมื่อชั่วโมงก่อน เทพสูงสุดได้เรียกตัวทุกคนมา เสนอวิธีการใหม่ในการสังหารซาตาน และรับรองว่าวิธีนี้จะได้ผลอย่างแน่นอน แต่ผู้ที่จะลงมือสังหารนั้นต้องเป็นคาซึยะเท่านั้น...

ยูอิจิไม่อาจทัดทานคำขอจากเทพสูงสุดได้ แต่เขาขอให้เทพสูงสุดเป็นคนพูดกับคาซึยะเอง หากเจ้าตัวยอมเป็นเบี้ยหนึ่งในเกมส์หมากรุกของเทพสูงสุดและซาตานแล้ว หมากตัวม้าอย่างยูอิจิคงจะไม่อาจห้ามได้

"ท่านยูอิจิ หรือท่านมีวิธีอื่น..."

เทพสูงสุดปรามเสียงเข้ม ก่อนจะหันไปคุยกับเด็กหนุ่มแสนงดงาม

"คาซึยะ...หากมีวิธีใดก็ตามทำให้โลกนี้สงบสุข เจ้าจะยอมทำไหม"

นัยน์ตาหวานสบดวงตาคมกริบ ก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ

"ข้าขอร้องเจ้า...ให้เจ้าช่วยเหลือโลกมนุษย์และสวรรค์"

"ให้ข้าทำเช่นไรหรือครับ"

เจ้าชายน้อยเอ่ยเสียงสั่น ในใจเต้นรัว ภาพใบหน้าของคนๆหนึ่งลอยเด่นชัด วิธีเดียวที่จะทำให้โลกนี้สงบสุขได้ คือกำจัด ซาตาน...กำจัดจิน ความรู้สึกอึดอัดโอบล้อมคาซึยะไว้ เขารู้ดีว่าความตายของคนที่รักเป็นเพียงวิธีเดียวที่สามารถทำให้ทุกสิ่งจบลงได้

เด็กหนุ่มหันไปมองพี่ชาย ยูอิจิเพียงส่งสายตาให้กำลังใจมาให้และบีบมือน้อยแรงๆ เด็กหนุ่มส่ายหน้า

"หากให้ข้าทำร้ายจินละก็...ข้าไม่สามารถทำได้จริงๆครับ"

น้ำตาใสรินลงมาจากดวงตาใสซื่อ ทาคุยะชะงักไป ภาพของนางฟ้าปีสีขาวละมุนซ้อนทับร่างเด็กหนุ่มตรงหน้า ใบหน้าหวานอ้อนวอนเขา แววตาช่ำน้ำวิงวอนขอชีวิตคนรัก

"คาซึยะ!"

ทุกคนต่างเรียกชื่อเด็กหนุ่มเป็นเสียงเดียว แม้กระทั่งยูอิจิ ไม่น่าเชื่อว่าความรักจะมีอิทธิพลกับเจ้าชายน้อยมากขนาดนี้ ทั้งที่จินคือคนที่ฆ่าพ่อแม่ ทำลายบ้านเมือง ทำลายล้างโลก...ทำไมยังรักมันได้อยู่นะ คาซึยะ!

"คาซึยะ..ทำเพื่อพวกเราทั้งหมดเถอะ เพื่อโลกของเรา ผู้คนมากมายจะถูกปลดปล่อย"

ซึบาสะร้องขอด้วยแววตาวิงวอน ร่างชายหนุ่มทรุดลงตรงหน้า เจ้าชายน้อย

"ข้าขอร้องละ..."

ซึบาสะเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยแข็งแกร่งเสมอตลอดมาในความทรงจำของคาซึยะ กำลังร่ำไห้ คนที่เหลือพากันนั่งคุกเข่า ขอร้องเด็กหนุ่มกันหมด วิหารแห่งนี้มีเพียงคาซึยะ และเทพสูงสุดเท่านั้นที่ยืนนิ่งค้าง

หัวใจดวงน้อยเจ็บแปลบปลาบ ความเป็นสุขของทุกคน...แลกกับความสุขของข้า
ชีวิตของทุกคนแลกกับหนึ่งชีวิตเดียวของจิน...ไม่สิ...แลกกับสองชีวิต ของจิน และคาซึยะคนนี้

ทำไมหนา...ทำไมข้าต้องเกิดเป็นคาซึยะ
ทำไมท่านต้องเป็นจิน...

ทำไมเราไม่เกิดเป็นคนอื่น ไม่สามารถรักกันได้
หากเลือกได้ ข้าขอไม่รู้จักอาคานิชิ จินเสียดีกว่า...
ข้าจะได้ฆ่าท่านได้อย่างไม่ต้องรู้สึกเช่นนี้...

รู้สึกเหมือนจะตาย...

เด็กหนุ่มหันมามองหน้าทาคุยะ นัยน์ตาเรียวช่ำน้ำตา แม้จะมีประกายเด็ดเดี่ยว เหมือนเด็กดื้อไม่ยอมจำนน แต่ริมฝีปากอ่อนบางก็เอื้อนเอ่ยคำตกลง

"ข้าจะทำ...เพื่อทุกคน"

เพื่อทุกคน...คาซึยะจะยอมเสียสละ...
เพื่อทุกคน คาซึยะจะยอมเจ็บปวด....
ทุกคนที่เห็นแก่ตัว...ทุกคนที่เห็นแก่ความสุขของตน
ไม่สนใจเลยว่าหัวใจของคาซึยะจะต้องแตกสลาย...หากเมื่ออาคานิชิ จินต้องตาย...

"ที่ต้องทำเพียงแค่มองตาข้าเท่านั้น คาซึยะ...แล้วทุกอย่างจะเป็นไปอย่างที่ควร"

นัยน์ตาหวานเลื่อนลอย หากแต่ใบหน้าหล่อเหลาสะท้อนชัดเจน หัวใจที่เต้นแรงค่อยปรับจังหวะเบาลงเรื่อยๆ ความเจ็บปวดในใจเบาบางลง ราวกับโลกนี้ไร้เรื่องกังวลใดๆ เบาสบายเหมือนกำลังนอนอยู่บนปุยเมฆ ไร้ซึ่งความคิดใดในสมอง ก่อนที่ความเจ็บปวดมหาศาลจะถาโถมเข้ามาในวินาทีเดียว

"อ๊ะ!!...อั่ก...อ๊า!"

เด็กหนุ่มกรีดร้องด้วยความทรมาน ราวทั้งร่างถูกลนด้วยไฟระอุ ในหัวมีภาพนับพันไหลเข้ามาจนรับไม่ทัน ความปวดร้าวแล่นริ้วตั้งแต่สมองลงมาถึงทุกส่วนในกาย ทรมานยิ่งกว่าสิ่งใด ความรู้สึกชวนคลื่นไส้เหมือนอวัยวะภายในทั้งหมดบีบตัวพร้อมกัน ทุกสิ่งเจ็บปวด ร้าวลึก ดำดิ่งเข้าสู่หนทางสีดำมืดสนิท...

............................................................................

สีสันยามราตรีของไอเซนกาดเจิดจ้าอีกครั้งเมื่อสงครามจบลง ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่องค์กษัตริย์นำมาให้เรียกร้องให้เหล่าทหารมนุษย์และปีศาจ ตลอดจนชาวเมืองไอเซนกาด ออกมาเฉลิงฉลองกัน ทั่วอาณาเขตไอเซนกาดแสงจากกองไปและตะเกียงยังจงสว่างจ้าราวกลางวัน เสียงโห่ร้องอึกทึก สำเริญสำราญไปกับเหล้ายา อาหารรสเลิศ ต่างคนต่างหาเรื่องบันเทิงใจมาพูดคุย ยิ่งดึกมากเท่าไหร่ เสียงหัวเราะก็ดังมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้ภายนอกจะมีการเฉลิมฉลอง หากแต่ในปราสาทกลางเวหาอันเป็นราชวังหลวงกลับเงียบเชียบ  คนในราชวังคงจะออกไปฉลองอยู่ด้านล่างเสียหมด ทิ้งความเงียบเหงาไว้ยังสถานที่สำคัญแห่งนี้ แม้เสียงสรวลเสเฮฮาจะยังมีให้ได้ยินแว่วในปราสาท

ลึกเข้าไปยังห้องนอนขององค์กษัตริย์แห่งไอเซนกาด แสงจากตะเกียงส่องสีนวลในห้องสีโทนแดงเลือดคล้ำ ร่างสูงนอนอิงเก้าอี้บุนวมตัวยาวอยู่ริมห้องด้านที่ติดกับระเบียง นิ้วเรียวยาวเกี่ยวเอาแก้วบรรจุไวน์รสเลิศขึ้นจรดริมฝีปากแดงชาด ลิ้มรสขมเฝื่อนหากแต่นุ่มละมุนลิ้น ก่อนริมฝีปากจะยกยิ้มกับตัวเอง

ในที่สุดเขาก็ชนะเจ้าเทพนั้นจนได้...

นึกถึงสีหน้าเจ็บปวดของทาคุยะแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ นัยน์ตาคกริบจ้องมองผนังลวดลายกุหลาบด้วยความสำราญใจไม่น้อย

แต่แค่นี้ยังไม่พอหรอก...

อีกไม่นานเขาจะยกทัพขึ้นไปบุกถึงเมืองฟ้าและลงมือสังหารเทพสูงสุดด้วยมือเขาเอง...

จินจับแก้วขึ้นมาระดับสาตา หมุนแก้วในมือเล่น บนแก้วนั้นสะท้อนเงาใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังยิ้มร้ายกาจ ในความเงียบสงบ จิตใจที่เต็มไปด้วยแรงแค้นค่อยเต้นเลาลงเมื่อถึงนึกฝใครคนหนึ่ง ใบหน้างดงามลอยแวบเข้ามาในหัว นัยน์ตาใสซื่อ รอยยิ้มบริสุทธิ์ ริมฝีปากเล็กๆที่กำลังคลี่ยิ้มสดใส

คาซึยะ...ไม่ว่าชาติภพใด เจ้าก็ยังคงงดงาม...

นิ้วมือเล็กๆที่แตะลงมาบนกายเขา จำได้ทุกสัมผัส ไม่รู้ว่าเจ้าจะรู้หรือไม่ว่าเมื่อก่อนได้ทำอะไรกลับข้า ทำให้ข้าเคืองแค้นมากมายขนาดไหน...

เจ้าเทพสูงสุขนั้นคงจะยังไม่บอกเจ้าสินะ...เรื่องที่เจ้าสังหารข้า...

ตอนนี้เจ้าก็ยังเป็นแค่ คาซึยะเจ้าชายน้อยจากเมืองสีขาว...ข้าไม่อาจทำร้ายเจ้าได้ลงจริงๆ...

นึกถึงร่างบอบบางท่ามกลางกองเพลิงนั้นแล้วก็อดรู้สึกหวาดหวั่นไม่ได้ เจ้าชายน้อยมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของจินมากเหลือเกิน...หากเจ้ารู้ว่าเจ้าคือนางฟ้าตนนั้น เจ้าจะทำสีหน้าเช่นไรกันคาซึยะ...จะรู้สึกผิด ที่ยินดีกันแน่...

รีบๆจำความได้เสียที แล้วข้าจะลงมือฆ่าเจ้าได้ อย่างไร้ซึ่งความอาวรณ์ใดๆ

กึก!...

เสียงบานประตูที่ระเบียงค่อยๆเปิดออกมา นัยน์ตาคมตวัดมอง ไม่ได้มีอาการตื่นตกใจใด แต่เมื่อเห็นร่างขาวโพลนย่างกายเข้ามาในห้องส่วนตัวของเขาแล้ว ดวงตาแปลกใจก็ปรากฏขึ้น ร่างบอบบางในชุดสีครีมเดินเข้ามาอย่างเลื่อนลอย ใบหน้าเล็กสอดส่ายหาเจ้าของห้อง และมาหยุดที่จิน รอยยิ้มละมุนปรากฏบนใบหน้าเจ้าชายน้อย

"จิน..."

เสียงกระซิบเรียกหวาน หากแต่เจ้าของชื่อได้แต่นิ่ง เขายังคงกึ่งนั่งกึ่งนอนบนโซฟา ไม่ขยับเขยื้อนกายไปไหน นัยน์ตาคมสบดวงตาสีน้ำตาลอ่อนด้วยความสงสัย

"เจ้ามาที่นี้ได้อย่างไร"

คำถามแสนเย็นชา คงจะทำให้ร่างเล็กเจ็บปวดใจไม่น้อย สีหน้าสลดของคาซึยะเป็นสัญญาณบอกได้ดี

"ข้าหนีมาจากเมืองฟ้า...มาหาท่าน"

เด็กหนุ่มก้มหน้าพูดเสียงสั่นเครือ มือเล็กจิกเสื้อตนเองไว้แน่น อาการสั่นระริกนั้นอยู่ในสายตาของจิน เขาขยับกายขึ้นนั่ง วางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะข้างตัว

"มาหาข้าด้วยเหตุใดกัน"

นัยน์ตาใสช้อนขึ้นมองเขา น้ำตาใสประดับอยู่เป็นประกายระยับงดงาม เพราะแบบนี้สิ ข้าถึงได้ชอบที่จะเห็นน้ำตาของเจ้านัก

"ข้าขอโทษ...จิน...ข้ารู้ความจริงทุกอย่างแล้ว ข้าได้ความทรงจำทั้งหมดกลับมาแล้ว"

น้ำเสียงก้องกังวาลหากแต่มันสั่นน้อยๆด้วยความประหม่า เด็กหนุ่มเคลื่อนกายเข้ามาหาอีกฝ่าย แต่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อร่างสูงเร็วกว่าเข้ามาและเข้ามาประชิดตัวคาซึยะตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ มือใหญ่จับต้นแขนทั้งสองไว้มั่น บีบเค้นราวหมายจะให้แหลกเหลวตรงหน้า

"หากเจ้ารู้ทุกอย่างจริง!...เจ้าก็ต้องรู้ว่าเจ้าไม่สมควรมาที่นี้!"

แรงบีบทำเอาคาซึยะกรีดร้องออกมา นัยน์ตาคมที่มองมาบัดนี้แดงชาดด้วยความโกรธ สีหน้าน่าหวาดกลัวของอาคานิชิ ห่างเพียงคืบ มือเล็กได้แต่ยกขึ้นดันอกอีกฝ่ายไว้ ดวงหน้างดงามส่ายรัวๆเพื่อเป็นการปฏิเสธ น้ำตามากมายจากที่ใดไม่รู้เอ่อล้นลงมา

"ที่เจ้าทำกับข้ามันโหดร้ายเกินกว่าจะใช้ความรู้สึกรักที่ข้ามีให้เจ้ามาลบล้างได้"

"ข้ารู้...ข้าขอโทษ"

เสียงหวานตอบปนสะอื้น ร่างบางสั่นระริก ได้แต่นิ่งเฉยรับความรุนแรงของอีกฝ่าย

"ขอโทษงั้นหรือ...มันไม่เพียงพอกับความทรมานของข้าหรอก"

"ข้ารู้ว่าท่านทรมานมากแค่ไหน ข้าเองก็ทรมานใจไม่ต่างจากท่านนะจิน"

มือเล็กๆสอดเข้าไปในเสื้อคลุมของตน จับโลหะสีเงินวาวไว้มั่น หากได้โอกาสเมื่อไหร่...เขาจะทำตามคำสั่งในสมองทันที

"คนทรยศเช่นเจ้านะหรือ ทรมาน..."

ว่าแล้วจินก็ผลักร่างเล็กนั้นลงพื้นอย่างไม่ใยดี เด็กหนุ่มล้มกระแทกพื้นดังลั่น ใบหน้าหวานปิดความเจ็บปวดไม่มิด ได้แต่ร้องไห้วิงวอนให้อีกฝ่ายรับฟัง มือน้อยซ่อนอาวุธไว้ไม่ให้อีกฝ่ายเห็น

"ข้าไม่เคยทรยศท่านเลยนะ..."

คาซึยะกล่าวเสียงดังให้คนที่หันหลังให้เข้าอยู่ได้ยินชัดๆ ชายหนุ่มพลิกตัวกลับมา สีหน้ายังคงเต็มไปด้วยแรงโทสะมหาศาล

"ได้โปรดอภัยให้ข้าด้วยเถอะจิน..."

เด็กหนุ่มอ้อนวอน ด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ชวนให้ใจอ่อนได้ง่ายๆ หากแต่สำหรับคนอย่างจิน จะไม่ทำผิดพลาดอีกเป็นครั้งที่สอง เขาจะไม่มีวันหลังเชื่อใจนางฟ้าแสนมารยาตนนี้อีก แต่แววตาแบบนี้มันอดที่จะหวั่นใจไม่ได้ เขาเลือกที่จะละสายตาออกมา

ในวินาทีนั้นเอง ร่างน้อยก็ลุกขึ้นเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับไม่ใช่คาซึยะคนก่อน เด็กหนุ่มเข้ามาใกล้กว่าที่จินจะรู้ตัว มีดปลายแหลมในมือน้อยก็กดเข้ามาเสียแล้ว

ฉึก!....

"ฮึก!..."

ชายหนุ่มเคลื่อนไหวหลบ แต่ก็ไม่ไวพอจะหลบได้ มีดที่หมายจะปักลงบนหัวใจ เคลื่อนลงมาปักที่ตำแหน่งต่ำกว่าคืบหนึ่ง แม้ความเจ็บปวดมากมายจะเข้าโจมตี แต่ซาตานก็มีสติพอจะรวบร่างเล็กไว้

"เจ้า!..."

เสียงแห่งความโกรธคำรามลั่น ไม่ว่ากี่ครั้ง ก็ถูกมารยานี้หลอกลวง เพราะเช่นนี้ไงข้าถึงได้เกลียดเจ้านัก คาซึยะ

"จิน...จิน...."

เสียงใสเอ่ยชื่ออีกฝ่ายซ้ำๆ มือน้อยเปื้อนเลือดของจินยกขึ้น มีอีกเล่มปรากฏบนมือนั้น หลบไม่พ้นเสียแล้ว...

ฉึก!...

มีดอีกเล่มปักลง แต่เฉียดไหล่ซ้ายเขาไปเท่านั้น ดูท่าคาซึยะจะไม่ยอมเลิกราง่ายๆ จินจึงต้องรวบร่างน้อยไว้แน่นจนไม่อาจขยับไปไหนได้ บาดแผลของเขาฉีกกว้างทุกครั้งที่คาซึยะดิ้นรน

"เจ้ามันไว้ใจไม่ได้จริงๆ!"

อยากจะบีบคอให้ตายตรงนี้ อยากจะกรีดเนื้อเจ้าออกมาทีละส่วนให้ทรมานจนสิ้นใจ

ใบหน้าหวานสะบัดหนี สีหน้าของคาซึยะดูเลื่อนลอยอย่างประหลาด ทำไมเขาไม่เคยสังเกตุเลยดวงตาใสซื่อนั้นมืดมิด แสงเทียนสะท้อนวูบไหว นัยน์ตาสีน้ำตาลไม่ปรากฏเงาสะท้อน แม้จินจะอยู่ห่างเพียงคืบ แต่แก้วตาใสก็ไม่มีภาพของเขาอยู่เลย...

นี่มันอะไรกัน...

นัยน์ตาสีแดงชาดจ้องลึกลงไปในดวงตาอีกฝ่าย...

ดำดิ่งสูงความมืดมิด เข้าไปในหัวใจดวงน้อย เพื่อค้นหาตัวตนที่แท้จริงของคาซึยะ จินกำลังมองเข้าไปในความทรงจำของคาซึยะ


.............................................................................


"ท่านทำอะไรคาซึยะ!...คาซึยะ!"

เสียงโวยวายลั่นของผู้เป็นพี่ชาย ขณะที่เขาเข้ามาประคองร่างไร้สติของน้องชายไว้ในอ้อมแขน

"แค่หลับไปเท่านั้น...แต่เมื่อไหร่ที่คาซึยะตื่นขึ้นมา เขาจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะสังหารอาคานิชิ" สีหน้าของทาคุยะฉายแววพึงใจมากอยู่ เขาเอนกายพิงบัลลังก์สีทองของเขาอย่างสบายใน ปรายตามองร่างน้อยในอ้อมกอดยูอิจิด้วยสีหน้ายินดี

"อ้า...เจ้าคงยังไม่รู้ ส่วนหนึ่งของตำนานที่ถูกปกปิดไว้สินะ..."

"มันเกี่ยวอะไรกับคาซึยะเล่า!"

ยูอิจิกล่าวเสียงดังขณะประคับประคอบร่างไร้สติของคาซึยะไว้อย่างหวงแหน

"ท้ายที่สุด มันก็ไม่อาจเป็นความลับต่อไปข้าจะเล่าให้พวกเจ้าฟัง"

ทาคุยะยิ้มน้อยๆด้วยความปวดร้าว ก่อนจะเอ่ยขอให้เทพทั้งหลายออกไปจากวิหารแห่งนี้ก่อน เหล่าทวยเทพจากไป เหลือเพียง บรรดาเหล่ามนุษย์ เอลฟ์ และเทพสูงสุด ริมฝีปากหนาค่อยๆขยับเอื้อนเอ่ยประโยคบอกเล่าเป็นเรื่องราวที่ที่ให้ที่เหลือตกตะลึง...

เมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว หลังจากที่ข้าได้ขึ้นเป็นเทพสูงสุดได้ไม่นาน นางฟ้าตนหนึ่งที่ข้ารักดั่งลูกสาวข้า นางพบรักกับเทพชั้นต่ำองค์หนึ่ง ปกติแล้วกฏเมืองฟ้าไม่มีการห้ามเรื่องความรัก แต่ความรักที่ข้ามเฝ่าพันธ์นั้นเป็น เรื่องต้องห้ามของเรา...

นางรักกับซาตาน...จนกระทั่งเรื่องนี้เผยออกมา ข้าไม่อาจละเว้นกฏสวรรค์ได้ ความรักระหว่างสองภพ มันเป็นเรื่องต้องห้าม...ข้าจึงกักขังนางไว้ ข้ายอมรับว่าข้าผิดเอง...ทุกอย่างเป็นเพราะข้า...

ซาตานรู้เรื่องเข้า จึงยกทัพมาเมืองสวรรค์ สร้างความวุ่นวายเพื่อแลกตัวกับนาง ความรักช่างโหดร้าย แต่ตอนนั้นด้วยทิฐิของข้าเองที่ทำให้ทุกอย่างจบลงด้วยโศกนาฏตกรรม ซาตานอาละวาดหนัก...จนข้าไม่อาจรับมือไหว ข้าจึงใช้แผนสกปรก สะกดจิตนาง ปล่อยนางกลับไปหาซาตาน และ ข้าก็สะกดนางให้สังหารซาตานเสีย...

ข้าสะกดวิญญาณซาตานไว้ในแหวนของข้า...มันคือวงแหวนแห่งไฟ...

"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคาซึยะละ!" อุเอดะพี่เลี้ยงที่รักคาซึยะยิ่งชีพ ยังไม่เข้าใจเรื่องราวนี้สักนิด จะมีนางฟ้า เทวดา ซาตานหรืออะไรก็ช่วงเถอะ มันไม่เกี่ยวข้องอะไรกันคาซึยะสักนิด

ทาคุยะมองมาที่อุเอดะด้วยสายตาตำหนิ ที่ขัดการพูดของเขาขึ้นมา อุเอดะไม่หลบตาและจ้องกลับด้วยดวงตากร้าว จนทาคุยะเป็นฝ่ายละสายตาไปและเริ่มเล่าเรื่องต่อ

"หลังจากมนต์คลายลง นางหัวใจแตกสลายเมื่อรู้ว่านางฆ่าซาตานกับมือตัวเอง ไม่นานนักนางก็หนีลงมายังโลกมนุษย์ และขโมยแหวนของข้ามา..."

"ใช่แล้ว...นางฝากแหวนไว้ไว้แด่ราชินีแห่งเซนต์มีนาสจีริส หลังจากนั้นนางก็หายตัวไป..."โชเอ่ยขึ้น

"นางไม่ได้หายตัวไป นางตาย...ตามตำนานบอกว่านางตาย" โคคิขัดขึ้น ทาคุยะส่ายหน้าก่อนจะพูดต่อไป

"ตำนานนั้นถูกแต่งขึ้นมาเพื่อปกปิด...ความจริงแล้วนางไม่ได้ตาย เพียงแค่ทำเช่นเดียวกันกับซาตาน...นางสละวิญญาณของตน ทิ้งเสี้ยววิญญาณไว้ที่โลกมนุษย์ ทำให้กายมนุษย์จุติที่โลกนี้ แม้กายจะเป็นชายแต่วิญญาณคือนางฟ้า"

ท่ามกลางความมึนงงและสับสน เรื่องเล่าที่ได้ฟังกันนั้น ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเขาเลย ชายหนุ่มทั้งหลายทำได้เพียงยืนนิ่งรับฟังคำพูดของทาคุยะ ในขณะที่สมองมีความคิดนับพันตีกันวุ่นวาย

"คาซึยะคือร่างมนุษย์ของนางฟ้า"

ทาคุยะหยุดพูดและกวาดมองสีหน้าทุกคนที่ดูอึ้งตะลึง และเมื่อไม่มีใครพูดขัดค้านอะไรเขาจึงเสริมต่อ

"เพราะเหตุนี้ท่านชายน้อยจึงมีพลังพยากรณ์ ทั้งที่เป็นผู้ชาย เพราะวิญญาณของท่านชายเป็นหญิง...ก็เลยสืบพลังนั้นได้"

"ท่านกำลังทำผิดอีกครั้ง!!" อุเอดะตวาดก้อง เสียงสะท้อนไปมั่วมหาวิหาร ดูเหมือนอุเอดะจะเริ่มเข้าใจจุดประสงค์ครั้งนี้ของทาคุยะแล้ว ชายหนุ่มเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับเทพสูงสุดโดยไม่มีความเกรงกลัวใด

"ท่านจะให้ท่านชายฆ่าคนที่รักอีกครั้งงั้นหรือ!!" สิ้นเสียงร้องของอุเอดะทุกสายตามองที่ยังร่างองครักษ์หนุ่มเป็นตาเดียว ราวกับว่าคำพูดของอุเอดะมันผิดจากความจริง

"ข้าพูดอะไรผิด พวกท่านก็เห็นสายตาของคาซึยะเวลามองอาคานิชิ เสียงที่ร่ำร้องหาอาคานิชิ แล้วที่ท่านคาซึยะซึมเศร้า เพราะห่างไกลคนรัก พวกท่านดูไม่ออกหรือว่าคาซึยะรู้สึกยังไงกับเขา"

"หากคาซึยะได้สติแล้วรู้ว่า เขาฆ่าคนที่รักอีกครั้ง เขาจะรู้สึกยังไง "

"แต่ถ้ามันแลกด้วยความสงบสุขของสามโลก คาซึยะต้องยอม..." ทาคุยะตอบ

"นี่มันคาซึยะนะ ไม่ใช่นางฟ้าตนนั้นท่าน!" อุเอดะที่จะตะคอกใส่ทาคุยะไม่ได้ เขาเคยคิดว่าเทพคือผู้ทรงคุณธรรมและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเสมอ แต่การกระทำของทาคุยะไม่ต่างอะไรจากซาตาน

"ข้าสะกดคาซึยะเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้คาซึยะจะได้รับความทรงจำทั้งหมดของซายูกะคืน และเมื่อคาซึยะตื่น...เขาจะทำทุกอย่างเพื่อฆ่า อาคานิชิ จิน"

 

End.
Chapter 23
Angel and Lucifer

#1สนุกมากๆๆๆๆๆๆเลย
เศร้าอ่ะสงสารเมะอ่ะ
ทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งใจอ่ะ
เหนด้วยกับอุเอมากๆ
...on 2008-07-06 23:08:32
#2โอ..ไม่น๊า ไม่เอา คาเมะจะไม่ทำไรจินนะ

บีบคั้นจิตใจจัง ไม่ไหวแล้ว
harryon 2008-07-06 23:57:59
#3แบบว่าเส้ามากอะ
สงสารจินอมะสุดๆ
สะเทือนอารมหวะ

แต่สนุกดีอะ ชอบๆ
มาต่อไวๆนะจ๊ะ
รออ่านเสมอ
hahahaon 2008-07-07 00:11:29
#4สนุกมากๆ

กำลังลุ้นเลย

มาต่อเร็วๆนะค่ะ อิอิ
deeon 2008-07-07 01:03:10
#5เพิ่งจะอ่านเรื่องนี้ค่ะ สนุกจัง
คาเมะถูกสะกดมา จินรู้ใช่มั้ยคะ อย่าเข้าใจผิดเลยนะ ฮือ
k.k.on 2008-07-07 05:35:32
#6อ่านฟิกเรื่องนี้พร้อมฟังเพลงเฮียเว่นไปด้วย เศร้าจับใจดีแท้
สงสารคาเมะจัง อ่านจนน้ำตาคลอเบ้าแล้ว...
รู้สึกเหมือนกับคาเมะจัง จินคุงน่าสงสารออก
แต่ก็เข้าใจทุกๆ คนนะ ...

ตอนหน้าจะเป็นยังไงเนี่ย คาเมะจังจะเจ็บปวดแค่ไหนกัน

ขอให้จินรู้ตัวแล้วช่วยคาเมะจังก่อนจะเกิดความผิดพลาดซ้ำสองทีเถอะ ...

อยากเอาเพลงเฮียเว่นมาทำเป็น OPV ประกอบฟิกเรื่องนี้จังเลยให้ตายสิ >W
NaMiiZaon 2008-07-07 07:33:55
#7จองหนังสือค่ะ
ชื่อ-ปาน
เบอร์โทร-0877152969
จำนวนหนังสือ-2 เล่ม
menanoon 2008-07-07 08:13:53
#8ทำไมต้องให้เมะฆ่าจินด้วย

ถ้าเมะรู้ว่าตัวเองฆ่าจินคงเสียใจน่าดู