counter 37,089




Fiction on Sale

ด่วนที่สุด!

เรื่องหนังสือ Ring of Fire II !!!






Ring of Fire chapter 25 !!!
กำหนดการ Ring of Fire II



BGM : i will do well : Se7en



***** รายละเอียดของหนังสือ *****
ชื่อเรื่อง : Ring of Fire II
ปรับราคาจาก340เป็นราคา : 280 บาท
ใครโอนเงินมาแล้ว แจ้งด้วยนะค่ะ จะได้ติดต่อเรื่องคืนเงิน


***** กำหนดการ Ring of Fire II *****
ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ 24 ก.ย.เป็นต้นไป
รับหนังสือวันแรก เสาร์ 27 ก.ย. แมคโดนัลด์ ชั้น1 ฝั่งมาบุญครอง

ขอโทษอีกครั้งนะค่ะ T^T


***** การสั่งจอง *****

ส่งเมล์มาที่ yu_jump@hotmail.com
ชื่อ-
เบอร์โทร-
จำนวนหนังสือ-
-สำหรับไปรษณีย์-ที่อยู่-
หากมีข้อสงสัย ติดต่อได้ที่
msn + e-mail : yu_jump@hotmail.com



**** อีกทางหนึ่ง สามารถซื้อได้ที่ร้านมดดำค่ะ ****


Ring of fire 22

Chapter 22
Jin come back


"อ๊ะ...อ้า..." ร่างขาวนวลกรีดร้องเสียงกระเส่า แผ่นหลังบอบบางแอ่นขึ้นจากฟูกเตียง ใบหน้าสวยหวานบัดนี้แดงเรื่อด้วยแรงใคร่ เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนพลิ้วไหวตามแรงสะบัด นิ้วมือเล็กๆเกาะเกี่ยวไหล่หนาไว้ หากแต่ถูกปัดออกอย่างไม่ใยดีในวินาทีต่อมา แรงกระแทกกระทั้นดูจะเพิ่มข้นเรื่อยๆตามแรงปรารถนาที่พุ่งสูง

หล่อนรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ถูกเรียกตัวมา หญิงสาวชาวบ้านลูกขุนนางระดับล่างได้มาถวายตัวแต่ท่านอาคานิชิ จิน แค่นี้ความทะยานอยากก็พุ่งขึ้นสูง หากนางสามารถทำให้ท่านชายติดใจได้ ตำแห่งราชินีก็รออยู่ไม่ไกล

"ฮึก...ท่าน...จิน...อ๊า" หญิงสาวร่ำร้องหาคนตรงหน้า แต่ชายหนุ่มกลับชะงัก สะบัดมือฟาดลงบนใบหน้านวลเต็มแรง หญิงสาวกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดก่อนจะหันมามองด้วยแววตาฉงน

"อย่าบังอาจเรียกชื่อข้าอีก..." เสียงทุ้มเอ่ยเบาราวกระซิบหากย้ำชัดจนน่ากลัว นัยน์ตาสีดำสนิทสะท้อนสีแดงชาดของเลือดจากมุมปากหญิงสาว ไม่นานนักบทรักก็ถูกสานต่อ ที่ต่างออกไปคือครั้งนี้ รุนแรง ป่าเถื่อนไร้ความปราณีราวกับอีกฝ่ายไม่ใช่คน เป็นเพียงเครื่องบำเรอ ระบายอารมณ์เท่านั้น

เสียงกรีดร้องดูเหมือนจะดังขึ้น ถี่ขึ้นเรื่อยๆ นานเข้าก็กลายเป็นเสียงวอนขอความช่วยเหลือ บัดนี้เธอแน่ใจแล้วว่า ช่างเป็นเรื่องโชคร้ายที่ทำให้เธอได้มาพาลพบคนอย่างจิน...

ใบหน้าสวยหวานกำลังยิ้มแย้มให้ เสียงหัวเราะใสสะอาด มือน้อยๆเกาะกุมเขาไว้ยามต้องการที่พึ่งพิง

"จิน...ซาตานของข้า"

อ้า...นางฟ้าที่รัก

แววตาเย็นชาไร้แววใดสะท้อนอยู่ กริชยาวในมือขาวที่เคยกุมไว้ ความเจ็บปวดที่เสียดแทงเข้ามา ทำให้หัวใจที่เต้นแรงแทบหยุดในทันที เขาล้มลง เลือดสีแดงไหลนองพื้น นัยน์ตาสีน้ำตาลของนางฟ้าที่รักยิ่งมองมาพร้อมรอยยิ้มเย้ยเยาะ

อยากจะหักปีสีขาวของเจ้าเสียเหลือเกิน...นังเพศยา ทรยศ

ชายหนุ่มหอบตัวโยน เขาปลดปล่อยความต้องการทางกายออกมามากมาย คราบความใคร่ไหลเยิ้มไปทั่ว ชายหนุ่มก้มลงมองเครื่องระบายอารมณ์ที่บัดดนี้อ่อนแรง เจียนตายแล้วสินะ...รอยแผลประดับตามเนื้อขาวของหญิงสาว ลมหายใจรวยรินแทบขาดหาย เลือดไหลซิบจากแผลเล็ก และแข็งแห้งเกรอะกรังบาดแผลใหญ่

จินไม่สนใจ เขาลุกขึ้นจากเตียงตรงไปยังห้องน้ำ เพื่อชำระล้างคราบต่างๆ ไม่สนใจแม้ความเป็นความตายของหญิงสาวบนเตียง

ใบหน้าของคนรัก แม้จะผ่านไปพันปีก็ยังติดตาอยู่ตลอด...

.............................................................................

ไอเซนกาด เมืองใหญ่ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่เจริญที่สุขในโลก แต่ในสาตาของฮิโรกิตอนนี้ ช่างวุ่นวายจนน่าจะได้ชื่อว่าเมืองที่วุ่นวายสับสนที่สุดในโลก รถม้าวิ่งเข้าวิ่งออกถนนเป็นว่าเล่น ไหนจะผู้คนที่ดูแตกตื่นเหมือนผึ้งแตกรังตลอดเวลา ชาวบ้านต่างพากันหวาดหลัว หนีหายไปจากเมือง บ้างก็มีคนเมืองอื่น เกรงกลัวอำนาจใหม่ของจินจนต้องขอมาอยู่ในไอเซนกาดเพื่อความปลอดภัยของตนเอง ไหนจะเจ้าตัวประหลาดหน้าตาน่าเกลียดเดินไปเดินมาทั่วเมืองนั้นอีก

เด็กหนุ่มทอดมองจากกระจกห้องนอน ได้แต่หวาดหวั่นในใจ ทำไมต้องมีสงคราม ทำไมต้องแย่งชิง ทำไมต้องแก้แค้น...ในเมื่อไม่ได้อะไรที่เสียไปแล้วกลับคืนมา ทำไมถึงยังต้องทำอยู่...

"ไม่ต้องกลัวไปหรอก ฮิโรกิ ไม่มีใครทำอะไรเจ้าได้"

เสียงนุ่มเอ่ย ปลอบประโลมผ่านวงแขนที่สอดเข้ารัดเอวบาง ริมฝีปากอุ่นจรดลงบนซอกคอขาวเนียน

"ข้ารู้..."

ศีรษะของคนตัวบางกว่าซบอิงทิ้งน้ำหนักไปหาอีกคน

"ตอนนี้ไม่มีใครจะต้านทานท่านจินได้อีกแล้ว วงแหวนแห่งไฟปลดปล่อยพันธนาการของซาตาน จินแกร่งมาก ตั้งแต่กลับมาเพียงเดือนเดียวก็ครอบครองอาณาจักรได้ครึ่งหนึ่งของโลกได้ ถึงยังไงศึกนี้เราก็ต้องชนะ..."

"ข้าไม่ห่วงคนอื่นหรอก...เรื่องแพ้ชนะข้าไม่สน..."

ร่างบางพลิกกายกลับมาเผชิญหนาอีกฝ่าย นัยน์ตากลมใสจ้องมองเรียวราวกับจะร้องขอ...

"ข้าสนใจแต่ท่านคนเดียว...ต่อให้ชนะก็เถอะ แต่ท่านนะ...ต้องไม่ตายนะ"

หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะชะงักไป มันกระตุกก่อนจะเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งมองฮิโรกิที่ก้มหน้าซ่อนความเขินอายไว้ยิ่งทำให้ใจสั่น

"ข้าจะไม่ตาย...คนเดียวที่สั่งให้ข้าเป็นตายได้ มีแต่เจ้าเท่านั้นฮิโรกิ"

....................................................................................

"ไม่รู้ตอนนี้จะเป็นยังไงบ้าง!"

เสียงบ่นพึมพำของเอลฟ์น้อยยังคงมีมาให้ได้ฟังเรื่อยๆไม่ขาดหู ตั้งแต่ทัพเล็กที่ถูกส่งไปดูลาดเลาจากเมืองเอลฟ์ไป ไม่สิ ตั้งแต่ซึบาสะลงความเห็นว่าชิงลงมือก่อนเป็นการดีกว่า โดยการส่งให้ ยูอิจิและโชรวมทั้งทหารกองเล็กกองหนึ่ง ไปยังป่าภูติ ดูเหมือนโทโมฮิสะจะกลายเป็นพวกประสาทเสีย บ่นพึมพำได้ทั้งวี่ทั้งวัน หนำซ้ำยังเดินวนไปวนมาให้คนอื่นเวียนหัวแทนอีก

นัยน์ตากลมโตชำเลืองมองออกจากหน้าต่างทุกหนึ่งนาที ใจร้อนรนเฝ้ามองประตูเมืองที่ดูเหมือนจะปิดตายไปแล้ว ใบหน้าไร้เดียงสาเยงน้อยๆ ดวงตาเรียวคมจ้องร่างที่เดินวนไปมา นิ้วเรียวเล็กจับแก้วเซรามิกสีขาวสะอาดบรรจุน้ำชารสเลิศขึ้นจิบ รสชาดขมน้อยๆผสมกลิ่นนุ่มหอมชวนให้ผ่อนคลาย

"มานั่งพักก่อนเถอะฮะ ท่านคงจะเวียนหัวมากแล้ว"

เสียงใสเอ่ยนิ่งๆ ก่อนจะวางถ้วยชาลงจานรองแก้ว โทโมะยิ้มแห้งๆ แม้จะยอมหยุดเดินแต่ก็ไม่สามารถนิ่งถึงขนาดนั่งสงบๆได้ เอลฟ์น้อยเปลี่ยนไปยืนที่ข้างหน้าต่างแทน เสียงหัวเราะเล็กๆเรียกให้โทโมะหันไปมองอีกฝ่าย

"มีอะไรน่าขำหรือท่านคาซึยะ"

นัยน์ตาโตตวัดมองดุๆ เพราะรู้ว่ากำลังถูกล้อเลียนอยู่

"ก็ท่านทำท่าเหมือนจะมีสายฟ้าฟาดลงมาที่ประตูเมืองเช่นนั้น ข้าก็อดขำไม่ได้"

"ก็ข้าเป็นห่วงนี่..."

"ข้ารู้...ข้าก็คิดเช่นเดียวกับท่าน"

สีหน้าสงบนิ่งจนโทโมะข้องใจว่าคาซึยะเป็นกังวลอย่างที่บอกจริงหรือ ทั้งที่คาซึยะเด็กกว่าโทโมะตั้งหลายปี แต่ตอนนี้กลับดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเขาหลายปี  กิริยาที่ดูสง่างามแฝงความเยือกเย็นไม่เหมือนคาซึยะคนเดิม ไม่ใช่ คาซึยะ เจ้าชายน้อยแสนดื้อ เด็กเอาแต่ใจในวันก่อน กลับกลายเป็นชายหนุ่มเต็มตัว แม้อุเอดะจะยืนยันกับโทโมะว่าคาซึยะเอาแต่ใจและซนเป็นที่สุดก็ตาม แต่ท่าทีที่เขาเห็นตอนนี้มันตรงกันข้าม ที่เปลี่ยนไปเป็นผู้ใหญ่ขึ้น อาจเพระาการถูกอาคานิชิ คุมขัง ระหว่างนั้นคงจะเจออะไรมากมายจนเจ้าตัวค่อยๆแกร่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว...

"ไม่ต้องห่วงหรอก...แค่ไปดูเฉยๆนี่ ไม่น่าจะมีอะไร พวกภูติก็ดูสงบดี ไม่น่าจะทำอันตรายท่านพี่ได้หรอก"

คาซึยะยิ้มบางๆ ก่อนจะยกชาขึ้นจิบอีกด้วยท่าทีสบายใจ หากแต่ริมฝีปากอิ่มของอีกฝ่ายเม้มเข้าหากัน คิ้วเรียวขมวดเข้าอย่างขัดเคืองใจ

"มันไม่ใช่แค่ภูตินะสิ ปีสาจของเจ้าอาคา...นั้นอีก"

ดูเหมือนโทโมะจะรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไปก็เมื่อเลยครึ่งประโยคไปแล้ว ริมฝีปากอิ่มรีบเก็บถ้อยคำที่คิดไว้กลืนลงคอไปให้หมด...

"ปีศาจ?...มีปีศาจด้วยหรือท่านโทโมฮิสะ"

"เอ่อ..."

เอลฟ์น้อยรู้สึกผิดที่เผลอพูดเรื่องนี้ออกไป ทั้งๆที่ยูอิจิกำชับทุกคนนักหนาว่าห้ามบอกเรื่องนี้แก่คาซึยะโดยเด็ดขาด

"ใช่...ปีศาจ พวกภูติร่วมมือกับปีศาจน่ะ...ไม่มีอะไรหรอกคาซึยะ เจ้าไม่ต้องห่วง ทุกคนจะปลอดภัย"

โทโมฮิสะรีบพูดก่อนจะหันไปมองประตูเมือง กลบเกลื่อนสายตาล่อกแล่กของคนโกหกไว้ หัวใจของคาซึยะคล้ายจะเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินอีกคำ ที่เจ้าชายเอลฟ์จะพูดเมื่อครู่จะใช่คำว่า อาคานิชิ หรือเปล่าหนอ...

หากใช่ ทำไมเจ้าตัวไม่ยอมบอกเขา แถมยังพูดตัดบทโกหกอย่างไม่แนบเนียนเสียอีก...มีอะไรเกิดขึ้นกันแน่ ปีศาจของอาคานิชิ คืออะไรกัน...

นัยน์ตากลมแอบลอบมองเสี้ยวหน้าขาวนวลของคาซึยะ ดวงตาเรียวไร้แววสดใสต่างจากเคย ท่าทางเหม่อลอยเช่นนั้นทำให้โทโมฮิสะรู้ทันทีว่าเขาโกหกได้ไม่ดีเลย ขอให้คาซึยะอย่าถามอะไรเขาอีกเลย...ไม่งั้นโทโมฮิสะต้องหัวใจวายแน่ๆ

จิน...

ท่านอยู่ที่ไหนกัน...
.............................................................................

นานหลายวันหลังจากกองทัพเล็กจากเมืองเอลฟ์ไป ไร้วี่แววข่าวสารใดๆ พระราชวังหลวงราวกับถูกสาปไว้ในความเงียบและมืดมิด ชาวเมืองต่างหลบหลี้อยู่ในบ้านตั้งแต่ได้ยินข่าวลือจากชาวต่างเมือง สงครามกำลังเริ่มต้นอย่างแท้จริง อาคานิชิกลับมาแล้ว และจะฆ่าทุกคนที่เคยคิดกบฏต่อเขา...

แสงจันทร์ยามคืนเดือนหงายสาดแสงสลัวบนท้องฟ้าขมุกขมัว บ้านเมืองสงบเงียบเช่นปกติ แต่เหน็ดหนาวอย่างประหลาดทั้งที่เป็นฤดูร้อน...

ประตูบานใหญ่แง้มออกเล็กน้อย แสงจากตะเกียงสาดไล่ความมืดไปอย่างรวดเร็ว ร่างสูงโปร่งค่อยย่องเข้ามาในห้องอย่างระวัง เขาสาวเท้ามายังเตียงสีขาวกว้างขวางที่ดูแคบไปถนัดตาเมื่อมีสองร่างนอนอิงแอบกันบนนั้น ร่างโปร่งค่อยๆวางตะเดียงลงบนโต๊ะไม้ข้างเดียง เขาโน้มลงมาหาสองร่างบนเตียง เพื่อสำรวจให้แน่ใจว่าทั้งสองหลับสนิท

นิ้วมือเรียวยาววาดไล่ลงบนแก้มนุ่มแผ่วเบา ก่อนโน้มลงหา ริมฝีปากอุ่นแตะลงบนใบหูเรียวแหลมแผ่วเบา หากแต่สร้างความรำคาญให้คนกำลังหลับได้มากมาย

"โทโมฮิสะ..."

เสียงนุ่มกระซิบแผ่ว นัยน์ตาคมลอบมองอีกฟากของเตียงเป็นระยะ เขาไม่ต้องการให้อีกคนตื่นขึ้นมาตอนนี้...

"ตื่นเถอะ...โทโมฮิสะ"

เอลฟ์น้อยขยับตัวขยุกขยิก มือน้อยปัดไล่ลมอุ่นข้างหูที่ชวนจั๊กจี้ออก ก่อนจะพลิกกายหนีไปอีกด้าน แต่หลังจากนั้นไม่กี่วินาที จู่ๆร่างโปร่งบางก็ลืมตาโพลงขึ้นมาเหมือนพึ่งนึกอะไรบางอย่างได้

"ท่านยูอิจิ!"

เอลฟ์น้อยแทบจะกระโจนเข้ากอดคอเขา ดีที่ยูอิจิตั้งหลักได้พอจะรับน้ำหนักที่จู่โจมเข้ามารวดเร็วได้ทัน

"ชู่ว...อย่าเอะอะไปสิ...เดี๋ยวคาซึยะตื่น"

ยูอิจิจรดริมฝีปากลงข้างแก้มคนรักแผ่วเบา ความคิดถึงท่วมท้นจนไม่อาจหักห้ามใจได้ แม้รู้ว่ายามนี้เป็นช่วงเวลาไม่ค่อยเหมาะเท่าไรนัก

"ท่านกลับมาเมื่อไหร่...ทำไมไม่มีสัญญาณจากประตูเมืองละ แล้วท่านบาดเจ็บไหม ทุกคนปลอดภัยใช่ไหมท่านยูอิจิ" เอลฟ์น้อยพูดลิ้นแทบพันกัน ไม่มีช่องว่างให้ยูอิจิได้ตอบแม้แต่น้อย

นิ้วเรียวยาวจรดลงบนกลีบปากอิ่มเป็นเชิงบอกให้เงียบ เขาชำเลืองมองร่างน้อยๆบนเตียงอีกครา ก่อนจะกุมมืออีกฝ่ายไว้ คว้าตะเกียงข้างเตียงก่อนจะออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ...

"อะไรกัน...ทำไมต้องรีบแบบนี้ด้วย เกิดอะไรขึ้นหรือ?"

เอลฟ์น้อยแทบจะปลิวตามร่างสูงไป ยูอิจิจะรีบเร่งพาเขาไปไหนกัน ถามอะไรก็ไม่ตอบ จะว่าไปแล้ว ร่างสูงตรงหน้ายังคงอยู่ในชุดเดินทาง เสื้อคลุมมีคราบเลือก โคลน และเศษหญ้าเศษใบไม้ติดเต็มไปหมด... ทำไมต้องรีบถึงขนาดนี้นะ...

คำตอบคือร่างเอลฟ์สูงศักดิ์ที่หายใจรวยรินบนตั่งไม้ในห้องส่วนตัวของตัวเอง ใบหน้าคมขาวราวกระดาษเนื่องจากขาดเลือดหล่อเลี้ยง บาดแผลใหญ่ที่ช่วงชายโครงยังคงมีเลือดไหลซึมออกมา ร่างไร้สติหอบฮักลึกหนักแต่แผ่วเบา...

โทโมฮิสะได้แต่มองตาค้างด้วยความตกใจ สภาพพี่ชายของเขาบาดเจ็บสาหัสจวนเจียนจะสิ้นใจอยู่รอมร่อ

"ท่านพี่!..."

เอลฟ์น้อยสลัดมือจากยูอิจิ รีบถลาเข้าไปนั่งข้างเตียงที่มีคนอื่นล้อมอยู่ นัยน์ตากลมโตกวาดมองสำรวจแผลของจุนอย่างรวดเร็ว ไม่จพำเป็นต้องคิดอะไรอีก มือน้อยยื่นไปยังแผลส่งลำแสงสีฟ้านวลออกไปเยียวยา ท่ามกลางสายตาของคนนับสิบในห้อง

"ข้าได้ฟังเรื่องจากโคคิแล้วนะท่านยูอิจิ"

ซึบาสะละสายตาจากร่างของน้องชาย หันมาพูดกับยูอิจิด้วยท่าทีอ่อนโรย หากแต่ยังคงความเข้มแข็งไว้สมเป็นผู้นำ ดูเหมือนความสนใจทั้งหมดจะมุ่งตรงไปหายุอิจิอีกครั้ง มีเพียงโทโมะเท่านั้นที่ยังคงตั้งหน้าตั้งตารักษาพี่ชายอยู่

"ท่านว่าเราควรทำเช่นไรดี...เมืองภูติอยู่ห่างจากที่นี้ไม่มาก ข้าคิดว่าหากมันยึดเมืองภูติได้แล้ว เป้าหมายต่อไปคงไม่พ้นเมืองเอลฟ์"

"ท่านคิดถูกแล้วละครับ ท่านซึบาสะ..."

แม้สีหน้าซึบาสะจะเผือดลงไปมากแต่ก็ยังครองสติไว้ได้ดีทีเดียว ทัพที่ส่งไปสามสิบคนเหลือรอดกลับมาแค่ไม่ถึงสิบคน ทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นนักรบฝีมือดีที่สุด แถมยูอิจิและจุนยังกลับมาในสภาพบาดเจ็บเจียนตาย แล้วเช่นนี้จะมีปัญญาอะไรไปสู้พวกมันได้

"เท่าที่ข้าสำรวจดู...อาคานิชิมันใช้พวกเมืองปีศาจจริง พวกเดียรัจฉานพวกนั้นมันฆ่าไม่เลือก ไม่มีความคิด ไม่มีจิตใจ แค่เจ้านายสั่งมันก็ลงมือทำอย่างบ้าคลั่ง..."

"ท่านพี่...โดนพวกมันทำร้ายหรือ..."

เสียงสั่นๆของยามะพีดังขึ้นทำลายความเงียบ ยูอิจิพยักหน้า เขาอยากจะเข้าไปโอบร่างสั่นสะท้านไว้เหลือเกิน

"ตอนนี้กำลังพลของเราไม่พอจะต้านพวกมันได้...เพราะงั้นข้าอยากให้เรา...หนี"

หลายสายตามองไปที่โชด้วยความตื่นตะลึง คนอย่างโชกำลังบอกให้หนี... โชหันไปมองหน้าหลานชายดวงตาคมสบกันแฝงความันัยบาองอย่างไว้ชัดเจน ยูอิจิพยักหน้าเข้าใจ

"ข้าเห็นด้วย...เราควรจะไปหาที่ตั้งหลักเสียงก่อน ลำพังจะดื้นยืนหยัดอยู่ที่นี้ก็คงจะได้ตายกันหมด"

"หวังว่าท่านจะเข้าใจ ท่านซึบาสะ..."

ซึบาสะมองหน้าโช สีหน้าอึดอัด ลำพังจะให้ทิ้งเมืองของตนไปก็ใช่เรื่อง หากจะอยู่ที่นี้ต่อไปก็คงจะเป็นเช่นดังคำของยูอิจิ...จะได้พากันตายหมดเมือง...แต่เมืองนี้ เมืองของพ่อแม่ เมืองของพี่น้อง เมืองของเอลฟ์นับร้อยนับพันปี...ข้าจะทิ้งไปได้อย่างไรกัน...

มืออุ่นวาดลงบนท่อนแขนจนต้องหันไปมอง และก็พบกับนัยน์ตาคมกริบเป็นประกายเสมอ ใบหน้าหล่อเหลาของเอลฟ์หนุ่มกำลังยิ้มให้กำลังใจเขา สีหน้าที่กำลังบอกเขาว่าไม่เป็นไร มืออุ่นเลื่อนลงไปกุมมืออีกฝ่ายไว้ กำไว้แน่น มั่นคงเหมือนจะส่งผ่านพลังไปให้

ทาคิซาว่า...

ซึบาสะพยักหน้าช้าๆ เขาเงยหน้าขึ้น สูดหายใจเข้าไปเต็มปอด ชั่ววินาทีที่กำลังสั่นสะท้าน มือที่แข็งแกร่งกุมไว้ราวกำลังปลอบโยน มั่นคง เป็นที่พึ่งพิงยามอ่อนแอ...

"ตกลง เราจะทิ้งเมืองนี้ หนีไปตั้งหลักที่ป่าดำ...ช่วยไปสั่งการแทนข้าทีจะได้ไหมท่านโช"

ซึบาสะยิ้มบางๆฝืดเฝือนให้โช ชายหนุ่มพยักหน้ารับ เขาเข้าใจความรู้สึกของซึบาสะดี การเป็นคนสั่งให้ละทิ้งเมืองที่ตนรักมันคงจะเจ็บปวดมากสำหรับเจ้าเมืองอย่างซึบาสะ

มือเล็กสั่นไม่หยุดระหว่างพูดจนทาคิซาว่าต้องบีบไว้ แม้จะซ่อนมือไว้ด้านหลังของซึบาสะ ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองกำลังกุมมือกันแน่น ไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองต่างมีความผูกพันให้กันมากเพียงไร...แต่ใจทั้งสองต่างรู้ดี

ทุกคนออกจากห้องไปแล้ว ทุกคนยกเว้นยูอิจิที่ยังคงเฝ้ามองคนรักพยาบาลพี่ชายอยู่ สีหน้าของจุนดีขึ้น แม้จะไม่เท่าปกติแต่ก็ดีขึ้น แผลใหญ่ที่ชายโครงขวายังไม่หายสนิทดี ยังต้องอาศัยพลังรักษาคอยห้ามเลือดไว้ มือน้อยขาวสะอาดไล้ผ้าซับเหงื่อเม็ดใหญ่ที่ผุดออกมาตรงหน้าผากให้จุน

"ท่านพี่นะ...ถูกปีศาจทำร้ายจริงหรือท่านยูอิจิ"

คำถามจากโทโมฮิสะทำให้ยูอิจิแปลกใจ

"ข้าก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่...วันนั้นข้ากับท่านจุนลอบเข้าเมืองไปเพื่อสืบข่าว บังเอิญถูกจับได้หลังจากลอบเข้าวิหารภูติ...เราเลยแยกกันหนี...ท่านจุนกลับมาที่ค่ายก็เป็นสภาพเช่นที่เห็น หลังจากนั้นไม่ถึงครึ่งชั่วยามทัพปีศาจก็เขามาโจมตีเรา"

"แล้วปีศาจใช้อาวุธหรือไม่"

"ไม่หรอก พวกมันไม่จำเป็นต้องใช้ กรงเล็บของมันไหนจะเขี้ยวของมันอีก อาวุธยังคมไม่ได้ครึ่งด้วยซ้ำ"

นิ้วเรียวไล้ลงบนผ้าพันแผลที่มีเลือดแดงชาดไหลซึมออกมาอีกครั้ง ลำแสงสีฟ้าอ่อนโยนอาบลงบนรอยเลือด

"ที่ข้าถามท่าน เพราะบาดแผลนี้ไม่ได้มาจากปีศาจ...แต่มีคือรอยคมดาบ"

ลำแสงสีฟ้านวลอ่อนโยนท่ามกลางสีน้ำเงินเข้มของท้องฟ้า แสงจันทร์ส่องสลัวพอให้ได้เห็นรำไร ค่ำคืนนี้แสนเศร้า เพราะแสงสีฟ้าของพระจันทร์หรือเพราะหัวใจที่ตกอยู่ในห้วงสีน้ำเงินกันหนอ...

ร่างโปร่งนั่งนิ่งบนเก้าอี้นวมบุหนังสัตว์นุ่ม นัยน์ตาเรียวจ้องมองแสงเทียนจากตะเกียงบนโต๊ะ ภาพเหตุการณ์เมื่อวันก่อนวนเวียนฉายซ้ำไปมาในหัว และไม่มีท่าทีจะหยุดพักสักวินาที มือน้อยจิกลงบนขนสีขาว เกร็งจนสั่น มือสั่นสะท้านทั้งสองข้างยกขึ้นมาระดับอก นัยน์ตาเรียวละจากแสงสีส้มจ้า มองมือคู่นี้ที่สั่นระริก มือคู่นี้ที่ทำเรื่องเลวร้ายลงไป...มือที่บังอาจทำร้ายหัวใจตัวเองได้ลงคอ

ร่างในเสื้อคลุมสีเข้มเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว อาศัยต้นไม้ในป่าแห่งภูติเป็นที่กำบังสายตาจับผิด ผู้ลักลอบเข้ามาในเขตต้องห้ามเมื่อถูกจับได้ก็หนีหน้าตั้ง ดูเหมือนมันจะมากันสองคน แล้วอีกคนหายไปไหนกัน ร่างโปร่งบางรีบวิ่งตามร่างในเสื้อคลุมไป ยิ่งเขาเร่งเท่าไหร่ ดูเหมือนจะยิ่งไกลเมืองออกไปมากทุกที เจ้าผู้บุกรุกนั้นจะไม่หยุดหนีง่ายๆ

จุนโนะมองไปด้านหลัง เหล่าทหารที่สั่งให้ตามมาหายหัวไปไหนหมด หรือจะตามความเร็วระดับนี้ไม่ทัน เขายังคงไล่ล่าผู้บุกรุกอย่างสุดกำลัง หากปล่อยให้เจ้านี้หนีไปได้ละก็ อาคานิชิ จินต้องฆ่าจุนโนะคนนี้แน่

ร่างโปร่งตัดสินใจอ้อมไปอีกทางหนึ่ง แสร้งทำเป็นว่าผู้บุกรุกสามารถหนีพ้นแล้ว ร่างในเสื้อคลุมชะลอความเร็วลง สำเร็จ ร่างนั้นหยุดนิ่งที่ชายป่า มองไปด้านหลังเพื่อหาตัวเขา จุนโนะยิ้มเยาะ ไอ้โง่เอ้ย!!

ร่างโปร่งพุ่งเข้าหาจากด้านหลัง แต่เมื่อเข้าใกล้พอจะเห็นใบหน้าคนในเสื้อคลุมได้ก็ต้องตกใจ ใครกันแน่ที่โง่นะจุนโนะ!

"เจ้า!"

จุนโนะชะงักอยู่ห่างชายหนุ่มในเสื้อคลุมสีเข้มเพียงช่วงตัว รอยยิ้มเยาะนั้นมันแสนจะกวนประสาท

"นึกว่าใคร...ทีแท้ก็เจ้านั้นเองที่ตามข้ามาถึงนี่"

จุนโนะหน้าร้อนวูบกับคำพูดกำกวมของอีกฝ่าย ไหนจะรอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์นั้นอีก มันน่าฆ่านัก

"ใช่...ข้าตามเจ้ามาเอง เพราะเจ้าคือผู้บุกรุกและสมควรตาย"

"หึ...นึกว่าคิดถึงข้าแทบทนไม่ไหวเสียอีก เห็นเจ้าตามติดข้ามาเสียนาน ความพยายามสูงดีนะ"

"จะมากเกินไปแล้วนะ..."

"หึ..."

จุนก้าวเข้ามาหาจุนโนะ ร่างโปร่งชะงัก เหมือนถูกถ่วงด้วยหินหนักไม่อาจขยับหนีไปไหนได้ วงแขนแกร่งโอบล้อมไว้ไม่ให้หนีไปไหน ริมฝีปากอุ่นแตะลงบนซอกคอ ผิวนุ่มละมุมทำเอาจิตใจกระเจิดกระเจิง...

"ท่าจะบ้าหรือไง...ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!"

"ข้าไม่ปล่อยหรอก...ไม่ปล่อยเจ้าไปไหนทั้งนั้น"

อย่ามาพูดอะไรแบบนี้นะ ท่านกำลังจะทำให้ข้าอ่อนแอ จุน อย่ามาใช้น้ำเสียงแบบนี้ทำให้ข้าลืมหน้าที่ตนเองเลย...

"ปล่อยนะ...ท่านลืมไปแล้วหรือไงว่าเราคือศัตรู"

จุนโนะ...อย่าพูดแบบนี้อีกเด็ดขาด...อย่าตอกย้ำเรื่องที่ข้าอยากลืม

"ถ้าไม่ปล่อยข้าจะฆ่าท่านนะ!"

จุนโนะตวาดเสียงกร้าว แต่ทำให้อีกฝ่ายยิ้ม...

"เอาสิ...ข้ายินดีจะตายในอ้อมกอดของเจ้า"

ฉับพลันที่ความเจ็บร้าวพุ่งขึ้นถึงสมอง เลือดสีสดไหลจากท่อนแขน จุนโนะใช้มีดสั้นปาดที่ท้องแขนของจุน แม้จะไม่ลึกมากแต่ก็ทำเอาเจ็บพอตัวทีเดียว ร่างสูงสะดุ้งและชะงักไปชั่ววินาทีเป็นโอกาสให้จุนโนะถอยออกห่าง...

นัยน์ตาเรียวมองผลงานตัวเองด้วยใจหวั่น ทั้งที่ตั้งใจจะทำให้เจ็บพอที่จะมีช่องว่างให้หนีออกมา แต่ดูท่าจะพลั้งมือหนักไปหน่อย เลือดสดไหลชุ่มแขน หากแต่ใบหน้าจุนไม่มีวี่แววความเจ็บปวดให้เห็น

"เล่นแบบนี้มันเจ็บนะ จุนโนะ..."

"ก็สมควรแล้ว...ท่านมาที่นี้ทำไม คิดจะมาสืบเรื่องอะไร หากท่านยอมบอกข้าดีๆ ข้าจะปล่อยท่านไป"

"ข้าไม่บอก แล้วก็จะไม่ไปไหนด้วย"

"ท่านนี้มันกวนประสาทสิ้นดี!...ต้องการสืบเรื่องอาคานิชิ ใช่มั้ย...ลิเวนเดลมีแผนการอะไรอีก"

"ไม่เห็นจำเป็นต้องบอกเจ้าเลย..."

"หากท่านไม่พูด..."

"เจ้าจะทำไม...จะฆ่าข้าหรือ จุนโนะ"

รอยยิ้มบนใบหน้าคมทำเอาจุนโนะแทบอยากกรีดร้องออกมาดังๆ เจ้าบ้านี่!...

"หากไม่บอก ข้าคงปล่อยเจ้าไปไม่ได้"

จุนโนะบอกเสียงก้าวร้าวขึ้น แต่อีกฝ่ายยังมองมายิ้มๆ แม้ยามนี้จุนโนะจะดึงมีดสั้นที่เหน็บข้างเอวขึ้นมาหมุนในมือเป็นการขู่แล้วก็ตาม

"งั้นข้าก็จะไม่พูด...เพราะข้าไม่อยากให้เจ้าปล่อยข้าไปเลยจุนโนะ"

นัยน์ตาหวานเบิกกว้าง จุนโนะอ้าปากค้างเมื่อได้ฟังคำพูดของจุน ดูท่าเลฟ์หนุ่มตนนี้จะไม่เลิกพูดจาก่อกวนหัวใจของจุนโนะโดยง่าย หากมัวแต่ถามก็คงไม่ได้ความอะไร หากมีคนของลิเวนเดลบุกมาถึงค่ายของไอเซนกาด ก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่ามีจุดประสงค์อะไร แต่จุนโนะแค่อยากถามเพื่อความแน่ใจ และในเมื่อรู้ว่าไม่มีท่าทีจะชนะความหน้าด้านของจุนได้ เขาเลือกที่จะเป็นฝ่ายถอยทัพเอง...

ร่างโปร่งพลิกตัวหีนไปอีกด้านหนึ่ง เขาไม่ต้องการเห็นหน้าคนกวนประสาทอีกแม้แต่วินาทีเดียว ด้วยความรวดเร็ว เลอฟ์หนุ่มกระชากแขนอีกฝ่ายให้หันกลับมาทันที คิ้วเรียวมั่นเข้าหากัน นัยน์ตาเรียวมองหน้าอีกคนอย่างเอาเรื่อง พยายามสลัดมือที่เกาะหนึบออกจากแขน

"ปล่อย!...ข้าไม่มีเรื่องจำเป็นต้องพบท่านอีก"

"ข้าไม่ให้เจ้าไปไหนทั้งนั้นแหละจุนโนะ"

"เมื่อกี้ยังไม่เข็ดหรือไง หรือท่านอยากได้แผลใหญ่กว่าเมื่อกี้"

"หากเป็นบาดแผลที่ได้จากเจ้านะ...ไม่เจ็บสักนิด"

เพราะเจ้าได้สร้างแผลที่ใหญ่กว่านั้น เจ็บปวดกว่านั้นหลายเท่านักไว้ที่ใจข้า จุนโนะ...

"ถ้าไม่ปล่อยข้าจะฆ่าท่าน..."

แววตาเย็นชาของจุนโนะปรากฏชัด หากแต่มือใหญ่ยังคงกุมข้อมือของจุนโนะแน่น

"หากได้ตายด้วยมือเจ้า ก็ถือเป็นบุญของข้า"

สิ้นคำพูดยิ้มๆของจุน ดาบคมกริบก็ฟาดลงมาช่วงเอวของร่างสูง วินาทีที่จุนโนะแสนสะใจคือเมื่อโลหะเงินวาววับจมหายเข้าไปในเนื้อของอีกฝ่าย ให้รู้ไว้ว่าคนอย่างจุนโนะ พูดจริงทำจริง ไม่ใช่คนที่ใครจะมาหยอกล้อได้ง่ายๆ

เลือดสดไหลกระฉูดออกจากแผลใหญ่ จุนโนะเงยหน้าขึ้นมองจุน เตรียมจะยิ้มเย้ยใส่ วินาทีที่ได้สบตาสีน้ำตาลหัวใจเขาแทบหยุดเต้น ทั้งที่น่าจะเจ็บเจียนตาย แต่จุนกลับยิ้มออกมาได้ ทั้งทีเลือดไหลมากมายขนาดนี้ จุนยังมองมาด้วยสายตาอ่อนโยน ทั้งที่จุนโนะตั้งใจจะฆ่าจุนจริงๆ แต่จุนก็ไม่ยอมหลบหนี

จุนโนะชะงัก เขารีบยั้งมือลดแรงกดดาบ แล้วดึงด้ามดาบกลับมาด้วยมือสั่นเทา ร่างสูงสง่าทรุดลงบนพื้นหญ้า มือกุมที่ชายโครงตนไว้มั่น ริมฝีปากอิ่มคล้ายจะส่งเสียงครางของความเจ็บปวดออกมา แผ่วเบาหากแต่ตอกย้ำจิตใจจุนโนะให้ย่ำแย่ลงไปอีก

"ทำไมไม่หลบ...คนอย่างท่าน แค่นี้น่าจะหลบได้...ทำไม"

ชายหนุ่มทรุดลงไป นิ้วสั่นระริกแตะลงบนหลังมืออาบเลือดของจุน

"แล้วทำไมเจ้าจึงยั้งมือเล่าจุนโนะ..."

จุนคลี่ยิ้มให้ แม้ตอนนี้จะหอบฮัก ทรมานกับบาดแผลจนรู้สึกหน้ามืดตาพร่า แต่ความรู้สึกอุ่นๆที่จับไหล่และมือเขาไว้ช่วยเรียกสติขึ้นมาบ้าง เขาพยายามมองลึกลงไปในดวงตาเรียวคลอน้ำตาตรงหน้า

"ข้ากับเจ้า เราต่างมีเหตุผลเดียวกันจุนโนะ..."

ร่างสูงทรุดลงกับพื้น ความเจ็บปวดและสับสนพุ่งเข้าโจมตีคนที่ทำได้เพียงนิ่งตะลึง มือสั่นๆโอบประคองร่างสูงไว้ กอดแน่นอย่างหวงแหน การเดินทางผ่านป่าทึบโดยต้องประคองร่างไร้สติว้มันช่างลำบาก แต่จุนโนะไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องนั้นเลย ในใจที่เต้นแรงมีเพียงความว่างเปล่า

"ท่านจุน! ใช่ท่านหรือไม่"

จุนโนะชะงัก เขาหันไปต้นเสียงที่อยู่อีกฟากของป่า มือกระชับประคองร่างสูงไว้มั่น ก่อนจะค่อยๆดันจุนให้เอนพิงต้นไม้ใหญ่ ต้องไปแล้ว...ที่นี้จะมีคนมาพบท่าน และช่วยชีวิตท่าน นิ้วเปื้อนเลือดสั่นระริกแตะลงบนแก้มขาวซีดแผ่วเบา นัยน์ตาเรียวคลอม่านน้ำจับจ้องใบหน้าหล่อเหลา

"อย่าตายนะ...อย่าตายนะ จุน"

.............................................................................

น้ำตกแอลฟาเซียสไหลซัดลงกลางเมืองเอลฟ์ นำตกศักดิ์สิทธิที่ชาวเมืองลิเวนเดลเชื่อว่ามาจากสรวงสวรรค์ สายธารที่พระเจ้าประทานแด่ชาวเอลฟ์ เพื่อให้ความร่มเย็นอุดมสมบูรณ์ บัดนี้สายธารแห่งนี้กลายเป็นเพียงนำตกกลางป่า ในเมืองร้างผู้คน...

นัยน์ตากลมโตจ้องมองบ้านเมืองอันเป็นที่รักของตน เมื่อนึกขึ้นมาว่าจะต้องจากเมืองนี้ไปหัวใจดวงน้อยก็บีบตัวจนรู้สึกแปลบปลาบ ผู้ที่เคยอาศัญในเมืองแห่งนี้ค่อยๆเดินทางออกจากเมืองไปตามขบวน การอพยพครั้งใหญ่และครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของนครแห่งนี้ ทั้งขบวนเคลื่อนออกจากเมืองไปโดยมีนักรบคอยคุ้มกันตลอดแถว

"รีบเข้าเถอะโทโมฮิสะ...ทุกคนรออยู่"

ร่างโปร่งบางบนหลังอาชาสีขาวนิ่งอยู่นาน จนผู้เป็นพี่ชายต้องหันมาเรียก เอลฟ์น้อยละสายตาออกจากภาพนครว่างเปล่า ดึงบังเหียนให้ม้าสีสว่างตาเร่งฝีเท้าตามขบวนด้านหน้าไป

การเดินทางไม่ค่อยลำบากมากเท่าใด เมื่อได้รับความร่วมมือจากทุกคน ตลอดระยะทางที่ซึบาสะนำทางไป พวกเขาได้พบกับผู้รอดชีวิตจากการรุกรานของทัพปีศาจ ทั้งหมดยินดีและเข้าร่วมกองทัพ แม้ในบางเมืองถูกยึดครองสมบูรณ์ไปแล้ว พวกเขาก็จะนำทัพเข้าไปช่วยเหลือ ฆ่าล้างเหล่าปีศาจทาสรับใช้ของซาตาน ทุกอย่างดำเนินไปด้วยความง่ายดาย เพราะแต่ละเมืองมีปีศาจรับใช้ของจินประจำอยู่ไม่มากมายพอที่จะรับมือได้ และด้วยความมุ่งมั่นของผู้นำทำให้ทุกสิ่งดำเนินไปด้วยดี

จนบัดนี้ตลอดเวลาหนึ่งเดือน ขบวนทัพเร่ร่อนของซึบาสะ ได้หยุดตั้งค่าย ณ ริมชายป่าดำ หลังจากที่เขาช่วยขับไล่เหล่าทหารไอเซนกาดออกจากเมืองคนแคระได้แล้ว ด้วยภูมิประเทศที่เป็นป่าทึบริมชายป่าเป็นทุ่งกว้าง และมีป้อมปราการเป็นผาสูงเหมาะแก่การตั้งรับกำลังทัพและความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่โชเสนอให้ใช้นครนี้เป็นที่ปักหลักเพื่อยืนหยัดต่อสู่กับซาตาน

ค่ายกองพลจึงตั้งขึ้นตั้งแต่ทุ่งกว้างบริเวณริมป่า เลยเข้าไปในป่าลึกจรดผาสูงด้านหลัง กลายเป็นอาณาจักรเล็กๆแห่งหนึ่ง

ในกระโจมผ้ากระสอบใจกลางค่ายทัพ  เหล่านักรบและผู้นำทัพกำลังร่วมประชุมกันอย่างเคร่งเครียด แผนที่หนังถูกกางวางบนโต๊ะไม้ ต่างคนต่างหายุทธวิธีโจมตีไอเซนกาด รวมทั้งตั้งค่ายทัพให้แข็งแกร่งพอจะรับมือศัตรูหากถูกโจมตี

"สรุปว่าตอนนี้ อาคานิชิอยู่ในพระราชวัง คอยบงการสั่งให้โจมตีเมืองอื่นสินะ"

"สายสืบรายงานมาว่า อาคานิชิ แบ่งทัพมันเป็นสามส่วน เป็นทัพของผู้คุมกฏนิชิกิโด คอยบุกรุกรามแผนดินทางด้านเหนือ ทัพที่ไปทางใต้คือทัพของทากุจิ แล้วจะมีกองกำลังพลที่แข็งแกร่งคอยเฝ้าไอเซนกาดมีอาคานิชิเป็นแม่ทัพ...แต่ละทัพจะมีทั้ง ทหารมนุษย์ มังกร และปีศาจ...อยู่ในทัพ"

"หากจะบุกเข้าไปในไอเซนกาดก็เท่ากับฆ่าตัวตาย ลำพังสู้กับทัพกลางในไอเซนกาดก็พอจะมีลุ้น แต่พอเราบุกโจมตี พวกทัพเหนือทัพใต้ต้องรีบมาสนับสนุนแน่...เท่ากับว่าเราถูกล้อมไว้รอบทิศไม่มีทางหนีได้"

"งั้นเราต้องหาทางยึดทัพเล็กของมันก่อน ไม่ว่าจะฝ่ายเหนือหรือใต้ ก่อนจะทำลายทัพกลาง"

"ข่าวการตั้งทัพของเราคงจะกระจายไปทั่วแล้ว...ไม่มีทางที่อาคานิชิ จะปล่อยให้เราโจมตีมันก่อนแน่ มันต้องสั่งให้ทัพใต้ ที่ใกล้เรามากที่สุดมาโจมตีเรา"

"ทางที่ดีเราควรหาวิธีรับมือกับทัพทากุจิก่อนเถิด..."

" ตอนนี้ไอเซนกาดต่างจากเดิมมากนัก...วงแหวนแห่งไฟทำให้จินได้รับอำนาจของซาตาน มีกองทัพปีศาจที่ดุร้าย เราต้องวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อผู้คนของเรา"

ไกลออกไปจากใจกลางค่าย ลึกเข้าไป เลยค่ายทัพเข้าไปในป่าลึก แมกไม้สีสดกำลังแข่งกันยืนต้นสะพรั่งให้ได้เชยชมสีสันของฤดูกาลที่แสนสดใส ภายใต้ดวงอาทิตย์ร้อนแรง ท่ามกลางเสียงร้องของสัตว์ป่า บนหน้าผาสูง ร่างเล็กที่นั่งห้อยขาจากกิ่งไม้ใหญ่ใต้ร่มเงาสีเขียวขจี ชายชุดสีขาวพลิ้วด้วยลมอุ่นที่พัดความหอมของดอกไม้ป่ามากับมันด้วย ดวงตาเรียวสดใสไม่ต่างจากแสงตะวันกวาดมองโดยรอบ จากที่สูงนี้ทำให้เขาเห็นค่ายทัพโดยทั่ว ตั้งแต่ริมผาจรดชายป่า เลยไปถึงทุ่งหญ้าสีเขียวมรกต หากไม่ใช่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ คาซึยะคงจะชื่นชมความงดงามของทิวทัศน์ได้

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่...ไม่มีใครตอบคาซึยะได้สักคน...

การเดินทางอพยพจากลิเวนเดลเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคาซึยะ แต่ทำไมใครต่อใครต่างทำราวกับเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครบอกเหตุผลของการจากมาครั้งนี้ ไม่มีใครตอบว่าทำไมต้องเตรียมทัพครั้งใหญ่ ทำไมต้องเดินทางไปตามเมืองต่างๆ ขับไล่ปีศาจออกจากแต่ละเมือง เพื่อช่วยคนในเมืองนั้น...

แล้วปีศาจพวกนั้นมาจากไหน...เท่าที่จำได้จากคุณยายพระอาจารย์ของเขา ปีศาจพวกนั้นหลบลี้เข้าไปอยู่ยังนรกตั้งแต่ซาตานถูกขังด้วยอำนาจของเทพสูงสุด...แล้วปีศาจพวกนั้นก็...

คาซึยะเอ๋ย...ทำไมตอนเรียนถึงไม่ตั้งใจนะ ช่วงเวลานี้ทำให้นึกถึงคุณยายประจำหอสมุดของวังหลวงขึ้นมา

ซาตาน...

ดวงตาเรียวหลุบลงต่ำมองปลายเท้าตนที่ลอยอยู่บนอากาศ ภาพบางอย่างลอยฟุ้งในความทรงจำ ใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาคมกริบสีแดงชาดกำลังมองตรงมายังเขา ริมฝีปากอิ่มสีเลือดยกมุมปากขึ้นข้างหนึ่ง เขาแพะหยาบกระด้างยาวแหลมบนกลุ่มผมสีดำยาวรุงรังระบ่า ปีกใหญ่คล้ายพังพืดเหมือนค้างคาวกลางสยาย

นั้นไง ซาตาน...ซาตานที่อยู่ในความฝันของคาซึยะ

ซาตานที่ละม้ายคล้าย อาคานิชิ จินเหลือเกิน...

จะบ้าไปแล้วคาซึยะ...เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ หากจินเป็นซาตานจริง...หากมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นจริงละก็ ต้องมีคนพูดอะไรบ้างสิ

กึก!..

ร่างเล็กสะดุ้ง หนุ่มน้อยรีบหันไปตามเสียงนั้น เสียงคนเหยียบกิ่งไม้แห้งที่ตบบนพื้นดังสวบสาบจากด้านหลัง เจ้าชายน้อยจ้องมองอย่างระแวดระวัง แถวนี้มีสัตว์ป่าเยอะพอสมควร มือน้อยยื่นไปแตะกิ่งไม้ สองจิตสองใจว่าจะลงไปดูดีหรือว่าอยู่บนนี้เพื่อความปลอดภัยดี

"โฮกกกก!!..."

เสียงคำรามก้องป่า ทำเอาคาซึยะสะดุ้งตัวโยน ใบหน้าขาวๆเผือดลง ท่าทางเจ้าตัวที่แอบอยู่ด้านหลังของเขามันจะไม่ใช่แค่สัตว์ป่าธรรมดาเสียแล้ว ต้นไม้ใหญ่สั่นไหวโยกคลอน คาซึยะจ้องตาเขม็งทั้งทีตอนนี้ไม่ปฏิเสธว่ากลัวจับใจ ชั่ววินาทีที่เจ้านั้นกำลังจะโผล่ออกมาจากดงไม้เป็นชั่ววินาทีที่แสนจะลุ้นระทึกหัวใจดวงน้อยเต้นโครมคราม หากจะต้องตายก็ขอให้เหลือซากศพให้พี่ยูอิจิเห็ยด้วยเถอะ อย่ากินข้าหมดตัวไม่เหลือเลย

"กรรร..."

มังกรสีแดงสดก้าวออกมาจากพุ่มไม้ นัยน์ตาสีสดจับจ้องไปยังร่างบนต้นไม้ ปีกที่เป็นพังผืดใหญ่หุบเก็บกลางหลัง อุ้งเท้าใหญ่ค่อยๆก้าวเข้ามาหา ลมหายใจของมังกรเพลิงร้อนระอุจนรู้สึกได้แม้ระยะไกล เกราะสีเงินบนตัวมันวาววับตัดกับสีเกร็ดแดงช้ำ

"ริวฮะ!!"

เด็กหนุ่มร้องเสียงลั่น ทันทีที่เรียกชื่อนั้นออกไป เจ้ามังกรสีแดงสยายปีกออก ก้มหัวลงจรดพื้นของผาหิน ราวกับทำความเคารพ ร่างน้อยรีบกระโดลงจากต้นไม้สูง และวิ่งถลาเข้าหาสัตว์ร่างยักษ์ด้วยความตื่นเต้น

คาซึยะยื่นมือไปแตะลงบนช่วงลำคอยาวของริวฮะ มือน้อยลูบไล้เกร็ดแข็งอย่างแผ่วเบา เรียกเสียงครางก้องจากมังกรสีแดง ดวงตาดุร้ายของมันจ้องมองมายังเด็กหนุ่มตรงหน้า หากเป็นเมื่อก่อนคาซึยะคงกลัวจนต้องร้องไห้ออกมา

"เจ้ามาอยู่ที่นี้ได้ยังไงกัน ริวฮะ"

ครั้งล่าสุดที่คาซึยะเห็นมัน ก็เมื่อครั้งมันหายเข้าไปในกลุ่มหมอกสีแดงชาดราวเลือดในสนามรบพร้อมกับจิน...

"หรือว่า!..."

เจ้าชายน้อยรีบหันมองรอบกาย ร่างเล็กหมุนไปมา กวาดตามองหาใครบางคนที่น่าจะอยู่กับเจ้ามังกรตัวนี้ ท่ามกลางป่าสีเขียวมรกต นัยน์ตาเรียวหวานกำลังค้นหาด้วยหัวใจเต้นระรัว นานหลายนาทีก่อนจะหันกลับมายังมังกรเพลิงตัวยักษ์

เขาคงไม่ได้อยู่ที่นี้ใช่ไหม...ริวฮะ

มือน้อยไล้ลงบนคอของริวฮะ สัมผัสหยาบกระด้างของมันช่างระคายมือ หากแต่อบอุ่น เหมือนได้สัมผัสคนๆนั้น แข็งกระด้าง แต่ลึกๆแล้วช่างนุ่มนวลอบอุ่น...

ริวฮะลดหัวลง มันใช้แก้มสากข้างริมฝีปากสัมผัสช่วงแผ่นหลังของคาซึยะ ราวกับจะปลอบโยนเด็กหนุ่มที่มีสีหน้าเศร้าสร้อยด้วยความผิดหวัง นิ้วเรียวเล้กวางลงบนช่วงจมูกของริวฮะ เจ้าชายน้อยฝืนยิ้มออกมา

"ขอบใจนะ...ข้าไม่เป็นไรหรอก ริวฮะ..."

นัยน์ตาเรียวช้อนขึ้น หัวใจพลันหยุดเต้น

นั่น...

ริมฝีปากบางเผยอค้าง แม้แต่คำร้องอุทานด้วยความตกใจก็ไม่อาจเล็ดรอดจากลำคอได้ ร่างเล้กนิ่งเหมือนถูกสาป ดวงตาเรียวเบิกกว้างเพื่อมองภาพตรงหน้าให้ถนัดตา คล้ายสรรพสิ่งในโลกนี้หยุดเคลื่อนไหวไปเป็นนาที

นัยน์ตาคมกริบจ้องกลับมาไม่ลดละ แววตาเย็นเหมือนน้ำแข็งนั้นยังคงจำได้ดี มันเย็นจนแช่แข็งหัวใจคาซึยะมานับครั้งไม่ถ้วน ร่างสูงสง่าในชุดสีดำ ค่อยก้าวออกมาจากชายป่า เขาไม่แสดงอาการใดเมื่อสบตากับเจ้าชายน้อยราวกับคาซึยะเป็นอากาศไร้ตัวตน 

กลิ่นหอมของดอกไม้ป่ายังคงกรุ่นกลิ่นกระจาย แสงสว่างเจิดจ้าจนร่างน้อยรู้สึหน้ามืด ริวฮะคำรามเสียงต่ำ มันถอยออกมาจากคาซึยะเพื่อกลับไปหาเจ้านายคนเดิม ทิ้งให้เจ้านายตัวน้อยยืนนิ่งด้วยความตะลึง...

ทุกการกระทำของชายหนุ่มอยู่ในสายตาคาซึยะตลอด ตั้งแต่การเดินเอื่อยๆมายังมังกรสีแดง เขาวางมือลงบนตัวริวฮะลูบไล้ช่วงสะบักปีกของสัตว์ร่างยักษ์ แต่ไม่แม้จะมองมาทางนี้ ตรงที่คาซึยะยืนอยู่...

"จิน..."

นานหลายนาทีกว่าคาซึยะจะเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงกลับมาได้ ความยินดีท่วมท้นเข้ามา จินยังไม่ตาย!...แค่นี้คาซึยะก็สุขใจมากแล้ว ริมฝีปากบางคลี่ยิ้ม ใบหน้าไร้เดียงสายิ้มแย้มให้อีกคน

ช่างเป็นรอยยิ้มที่บริสุทธิ์เหลือเกิน สดใสดั่งแสงตะวัน สะอาดดั่งน้ำค้าง ริมฝีปากอิ่มกระตุกมุมปากขึ้น

"ไม่เจอกันเสียนานนะ..."

เสียงทุ้มต่ำเอ่ย ดวงตาคมกริบตวัดมองใบหน้าสวยหวานด้วยแววตาเคียดแค้น หัวใจของคาซึยะกระตุกวูบ รังสีอาฆาตที่แผ่ออกมาทำเอารู้สึกหวาดหวั่น ราวกับตรงหน้าไม่ใช่จินคนเดิม

"ท่านหายไปไหนมา...ข้านะ..." เป็นห่วงท่าน...

คาซึยะเก็บคำพูดคำหลังไว้ในใจ เด็กหนุ่มก้มหน้าลงมองปลายเท้าตัวเอง ภาพใบหน้าของจินที่คาซึยะได้เห็นครั้งล่าสุดเข้ามาทักทายอีกครั้ง สีหน้าแบบนั้นรอยยิ้มบางๆปรากฏบนใบหน้าของจิน รอยยิ้มที่อ่อนโยน รอยยิ้มที่มีให้เพียงคาซึยะ หากแต่ดวงตาฉายแววทรมาน...

ยังติดตา...

จินทรมานเช่นเดียวกันกับคาซึยะ ที่ต้องพรากจากกัน...

นัยน์ตาหวานช้อนขึ้น สบกับดวงตาไร้ประกายอีกครา ทั้งที่ได้เจอกันอีกครั้ง ได้พบกันอีก แต่ทำไมคาซึยะรู้สึกแปลกๆ น่าจะดีใจสิ น่าจะยินดี...หรือเพราะจินดูต่างจากที่เคย

"ข้าจะไปไหนได้ ก็ต้องทนทรมานอยู่ในเพลิงของวงแหวนแห่งไฟนั้นไง!"

เสียงตวาดและแววตาดุดันทำเอาเจ้าชายน้อยผงะ นี่ท่านพูดถึงเรื่องอะไรกัน จิน...

"ไม่นึกว่าเจ้าจะยอมลดตัวลงมาเป็นมนุษย์...หรือการเป็นนางฟ้าจะไม่เร้าใจเท่า บนเมืองฟ้าคงจะไม่มีชายให้เจ้าเล่นรักด้วยมากเท่าที่นี้สินะ"

รอยมุมปากของจินช่างเยาะเย้ย แต่คาซึยะไม่เข้าใจความหมายของจินสักคำพูดเดียว... เกิดอะไรขึ้นกับจินกันแน่

"ท่านหมายความว่ายังไงกัน...จิน"

"ก็หมายความอย่างที่เจ้าเข้าใจนั้นแหละ...กว่าข้าจะกลับมาได้ เจ้าคงไม่รู้สินะว่ามันยากลำบากเพียงใด การต้องทนทรมานอยู่ในกรงขังที่เป็นเปลวเพลิงร้อนระอุ...มันต้องเจ็บปวดเพียงใด"

จินยังคงพูดด้วยนำเสียงดุดัน หากแต่ใบหน้ายิ้มๆเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่แบบนี้สิคือความน่ากลัว เด็กหนุ่มถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ริวฮะเองก็ดูเหมือนจะถูกมนต์สะกด มันนิ่งเงียบแข็งถื่อเหมือนหินก้อนมหึมา

"หากก่อนตายข้าไม่รู้ตัวก่อน เจ้าคงไม่เห็นข้ามายืนตรงนี้หรอกนางฟ้า..."

"ท่านพูดเรื่องอะไรของท่าน"

"เจ้าคงคิดว่าเทพสูงสุดที่เจ้านับถือฉลาดและเก่งที่สุดสินะ...แต่ไม่เลย ตาเฒ่านั้นโง่ให้ข้าหลอกนับพันปี"

ร่างสูงผละออกจากริวฮะ เขาเดินเข้ามาหาคาซึยะ ทุกก้าวที่ใกล้เข้ามา สีหน้าชวนขนลุก เจ้าชายน้อยขยับถอยหลังไปเรื่อย ไม่ปฏิเสธเลยว่าเด็กหนุ่มกำลังกลัว ภาพลักษณ์ใหม่ของจินทำให้คาซึยะสับสนและหวาดหวั่น

"วินาทีที่เจ้าลงมีดตรงหัวใชของข้า ข้ารู้ทันทีว่าต้องแตกสลาย หากแต่ความแค้นทำให้ข้าเลือกทางเดินนี้"

นัยน์ตาสีนิลค่อยเปลี่ยนเป็นสีแดงสดราวเลือด เจ้าชายน้อยตกใจจนถึงขีดสุดจนอุทานออกมา เท้าเล็กวางลงบนอากาศ เมื่อหันไปมองข้างหลัง ก็ปรากฏว่าร่างน้อยอยู่ริมขอบเหว ไม่มีทางให้ถอยหนีอีกแล้ว และเมื่อหันไปเผชิญหน้ากับร่างสูง จินก็เข้ามาประชิดจนไม่อาจหนีไปทางไหนได้อีก

"ข้าเลือกจะสละร่างกายที่ใกล้แตกดับ ถอดวิญญาณออกมาให้ตาเฒ่าเทพสูงสุดจับขังใส่กรงเพลิง..."

เสียงหัวเราะชวนขนลุกกระซิบข้างหูคาซึยะ เขาไม่รู้ตัวเลยว่าจินมาอยู่ใกล้ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แขนแกร่งโอบรอบเอวบาง รั้งร่างที่เกือบจะปลิวตกหน้าผาไว้ มืออีกข้างจับที่ปลายคางมน แววตาสั่นระริกของคาซึยะชวนให้อีกฝ่ายรู้สึกพอใจ

"แต่รู้อะไรไหม หากเมื่อข้าเป็นคนสละวิญญาณเอง ข้าจะสามารถมีร่างกายได้อีกครั้ง...ข้าปล่อยให้เสี้ยวเสี้ยววิญญาณที่เหลือในร่างข้ามาเกิดในโลกมนุษย์...และเฝ้าคอยวันที่วิญาณจะหวนคืนสู่ร่างอีกครั้ง..."

น้ำเสียงและวิธีการพูดเนิบนาบของจินชวนให้คาซึยะกลัวจับใจ ไม่รู้สักนิดว่าจินพูดถึงเรื่องอะไร ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งเห็นดวงตาสีแดงราวกับไม่ใช่มนุษย์ของจินชัดเจนขึ้น นิ้วเรียวที่จับคางไว้ก็มีเล็บสีดำยาวงอกออกมา จิกลงบนผิวใสจนเลือดไหลซิบ

"โอ๊ย!..."

จินหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าเจ็บปวดปรากฏบนใบหน้าไร้เดียงสา

"ข้าไม่เข้าใจที่ท่านพูดสักนิด..."

เจ้าชายน้อยคราง ดวงตาแข็งกระด้างของจินห่างเพียงคืบ...มือน้อยทั้งสองสั่นระริก จิกลงบนเสื้อสีดำช่วงอกของอีกฝ่าย

"อา...นางฟ้าของข้า เจ้าช่างตีหน้าซื่อได้ดีนัก เหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด"

จินหัวเราะออกมา แต่ฟังดูแล้วเหมือนการดูหมิ่นเสียมากกว่า

"ข้าไม่ใช่นางฟ้าอะไรนั้น...ข้าคือคาซึยะ ท่านเป็นอะไรไปจิน!"

คาซึยะร่ำร้องผ่านแววตาตื่นกลัว จินไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป กลายเป็นสัตว์ประหลาด ท่าทางน่ากลัว พูดจาไม่รู้เรื่องอีกต่างหาก

"ข้าคือซาตานต่างหาก...ความทรงจำของเจ้ายังไม่กลับมาสินะ...เอ๊ะ หรือกลับมาแล้ว เพียงแต่ตีหน้าซื่อทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไร"

เกลียดรอยยิ้มเยาะมุมปากของจินที่สุด คาซึยะเบือนหน้าหนี นัยน์ตาเรียวร้อนผ่าว ริมฝีปากอิ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้จนต้องเบือนหน้าหนีฟันคมกัดลงบนใบหูเล็ก จนร่างน้อยสะดุ้ง

"อ๊ะ!...เจ็บนะ"

"ท่านเป็นอะไรไปจิน!...จำข้าไม่ได้แล้วหรือไง ข้าคาซึยะนะ คนที่ท่านกักขังไว้เป็นปีนั้น"

"หึ...ความทรงจำของข้าเมื่อตอนเป็นมนุษย์ยังคงเหลืออยู่ ท่าทางเจ้าจะยังไม่ได้ความทรงจำแต่ก่อนคืนมาสินะ"

เจ้าชายน้อยมองอีกฝ่ายด้วยความสับสน ร่างสูงผละออกมาพอให้ใบหน้าเรียวหันมา แม้ช่องว่างทั้งสองจะเหลือไม่มากก็ตาม หากแต่จินยังเบียดเข้ามาใกล้จนชิด นัยน์ตาหวานสั่นระริก น่าสงสารและเชิญชวนในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะผ่านไปนานเพียงไร หัวใจข้าก็ยังไม่อาจต้านทานความเย้ายวนของเจ้าได้สินะ...นางฟ้า

ริมฝีปากอุ่นทาบลงบนหน้าผากมน คาซึยะไม่อาจหลบหลีกได้เลย เขาตัวแข็งทื่อกับท่าทีที่เปลี่ยนไปจากเดิมของร่างสูง ความนุ่มละมุนลากไล้ผ่านแก้มใสลงมาเชื่องช้า สัมผัสทุกตารางนิ้วด้วยความตั้งอกตั้งใจ ก่อนจะผละออก ดวงตาคมสบมองอีกฝ่าย เจ้าชายน้อยปรือตา ค่อยๆลืมตาขึ้น ใบหน้าหล่อคมห่างไปเพียงลมหายใจกั้น

"จิน..."

เสียงเรียกแผ่ว หวานลึกถึงหัวใจที่เย็นชา กลับปากนุ่มแตะลงบนปากเล็ก ก่อนจะค่อยชำแรกลงบนกลีบละมุนอย่างนุ่มนวล ความอุ่นจนร้อนแทรกเข้ามา รุกไล่ สัมผัสทุกส่วนด้วยความอ่อนโยน รสชาดหหอมหวานดึงดูดให้ทั้งสองเข้าใกล้กันมากขึ้น แนบชิดโลมเลียกันและกัน วินาทีนี้ไม่ต่างจากชั่วนิรันดร

คาซึยะปรารถนาให้เวลาหยุดลงตรงนี ให้ช่วงเวลานานแสนนานนี้ดำเนินต่อไป ไม่มีเจ้าชายน้อย ไม่มีกษัตริย์จิน ไม่มีซาตาน ไม่มีนางฟ้า...

เจ้าชายน้อยโอนเอนให้อีกฝ่ายทำตามใจชอบ มือน้อยโบคล้องคออีกฝ่ายไว้เป็นหลักยึด ใบหน้าคมซบลงตรงซอกคอขาวเนียน ความอุ่นชื้นทำเอาขนลุกสัมผัสไซร้ไปทั่ว...

ร่างสูงผละออกจากร่างน้อย ทิ้งความรู้สึกแปลบปลาบไว้ทั่วร่างเด็กหนุ่ม เขาถอยห่างดึงร่างคาซึยะเข้ามาจากหน้าผาก่อนจะพลิกกายให้ตนเป็นฝ่านเข้าริมขอบเหวแทน

"เจ้านี่มัน...ร่านเสียจริงนะ ขนาดความทรงจำยังไม่กลับมาก็ยอมให้ข้าทำถึงขนาดนี้..."

สีหน้าดูถูกของจิน ราวเข็มทิ่มลงมากลางใจของเด็กหนุ่ม

"หากข้าเป็นเจ้า...ข้าจะหนีไปซะ ก่อนที่จะต้องตายในป่านี้"

จินยิ้มมุมปากก่อนจะ กระโดดลงจากหน้าผา คาซึยะตกใจ เด็กหนุ่มรีบทรุดลงมองลงไปด้านล่างนั้น สายลงกรรโชกแรง ร่างมังกรตัวใหญ่โผลงจากเหวพุ่งเข้าไปรับร่างเจ้านายไว้ ร่างสูงประทับอยู่บนหลังมังกรเพลิง ริวฮะคำรามก้อง...ก่อนจะโผปีกทะยานเข้าไปหาดวงอาทิตย์สีสมบนท้องฟ้า

นี่มันอะไรกัน...

มือน้อยแตะลงบนริมฝีปากตนเอง รสสัมผัสเมื่อครู่ยังตราตรึง ไม่ผิดแน่ สัมผัสนี้คือจิน ที่คาซึยะรักหมดหัวใจ แต่ถ้อยคำนั้นช่างร้ายจาก กรีดซ้ำแผลลในหัวใจเจ้าชายน้อยเสียยับเยิน...ส่วนลึกของหัวใจคาซึยะกำลังร่ำร้อง อาละวาดด้วยความยินดี...และร่ำไห้ด้วยความปวดร้าว

 

End.
chapter 22
Jin come back





Fiction on Sale

ด่วนที่สุด!

เรื่องหนังสือ Ring of Fire II !!!






Ring of Fire chapter 25 !!!
กำหนดการ Ring of Fire II



BGM : i will do well : Se7en



***** รายละเอียดของหนังสือ *****
ชื่อเรื่อง : Ring of Fire II
ปรับราคาจาก340เป็นราคา : 280 บาท
ใครโอนเงินมาแล้ว แจ้งด้วยนะค่ะ จะได้ติดต่อเรื่องคืนเงิน


***** กำหนดการ Ring of Fire II *****
ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ 24 ก.ย.เป็นต้นไป
รับหนังสือวันแรก เสาร์ 27 ก.ย. แมคโดนัลด์ ชั้น1 ฝั่งมาบุญครอง

ขอโทษอีกครั้งนะค่ะ T^T


***** การสั่งจอง *****

ส่งเมล์มาที่ yu_jump@hotmail.com
ชื่อ-
เบอร์โทร-
จำนวนหนังสือ-
-สำหรับไปรษณีย์-ที่อยู่-
หากมีข้อสงสัย ติดต่อได้ที่
msn + e-mail : yu_jump@hotmail.com



**** อีกทางหนึ่ง สามารถซื้อได้ที่ร้านมดดำค่ะ ****


Ring of fire 22

Chapter 22
Jin come back


"อ๊ะ...อ้า..." ร่างขาวนวลกรีดร้องเสียงกระเส่า แผ่นหลังบอบบางแอ่นขึ้นจากฟูกเตียง ใบหน้าสวยหวานบัดนี้แดงเรื่อด้วยแรงใคร่ เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนพลิ้วไหวตามแรงสะบัด นิ้วมือเล็กๆเกาะเกี่ยวไหล่หนาไว้ หากแต่ถูกปัดออกอย่างไม่ใยดีในวินาทีต่อมา แรงกระแทกกระทั้นดูจะเพิ่มข้นเรื่อยๆตามแรงปรารถนาที่พุ่งสูง

หล่อนรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ถูกเรียกตัวมา หญิงสาวชาวบ้านลูกขุนนางระดับล่างได้มาถวายตัวแต่ท่านอาคานิชิ จิน แค่นี้ความทะยานอยากก็พุ่งขึ้นสูง หากนางสามารถทำให้ท่านชายติดใจได้ ตำแห่งราชินีก็รออยู่ไม่ไกล

"ฮึก...ท่าน...จิน...อ๊า" หญิงสาวร่ำร้องหาคนตรงหน้า แต่ชายหนุ่มกลับชะงัก สะบัดมือฟาดลงบนใบหน้านวลเต็มแรง หญิงสาวกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดก่อนจะหันมามองด้วยแววตาฉงน

"อย่าบังอาจเรียกชื่อข้าอีก..." เสียงทุ้มเอ่ยเบาราวกระซิบหากย้ำชัดจนน่ากลัว นัยน์ตาสีดำสนิทสะท้อนสีแดงชาดของเลือดจากมุมปากหญิงสาว ไม่นานนักบทรักก็ถูกสานต่อ ที่ต่างออกไปคือครั้งนี้ รุนแรง ป่าเถื่อนไร้ความปราณีราวกับอีกฝ่ายไม่ใช่คน เป็นเพียงเครื่องบำเรอ ระบายอารมณ์เท่านั้น

เสียงกรีดร้องดูเหมือนจะดังขึ้น ถี่ขึ้นเรื่อยๆ นานเข้าก็กลายเป็นเสียงวอนขอความช่วยเหลือ บัดนี้เธอแน่ใจแล้วว่า ช่างเป็นเรื่องโชคร้ายที่ทำให้เธอได้มาพาลพบคนอย่างจิน...

ใบหน้าสวยหวานกำลังยิ้มแย้มให้ เสียงหัวเราะใสสะอาด มือน้อยๆเกาะกุมเขาไว้ยามต้องการที่พึ่งพิง

"จิน...ซาตานของข้า"

อ้า...นางฟ้าที่รัก

แววตาเย็นชาไร้แววใดสะท้อนอยู่ กริชยาวในมือขาวที่เคยกุมไว้ ความเจ็บปวดที่เสียดแทงเข้ามา ทำให้หัวใจที่เต้นแรงแทบหยุดในทันที เขาล้มลง เลือดสีแดงไหลนองพื้น นัยน์ตาสีน้ำตาลของนางฟ้าที่รักยิ่งมองมาพร้อมรอยยิ้มเย้ยเยาะ

อยากจะหักปีสีขาวของเจ้าเสียเหลือเกิน...นังเพศยา ทรยศ

ชายหนุ่มหอบตัวโยน เขาปลดปล่อยความต้องการทางกายออกมามากมาย คราบความใคร่ไหลเยิ้มไปทั่ว ชายหนุ่มก้มลงมองเครื่องระบายอารมณ์ที่บัดดนี้อ่อนแรง เจียนตายแล้วสินะ...รอยแผลประดับตามเนื้อขาวของหญิงสาว ลมหายใจรวยรินแทบขาดหาย เลือดไหลซิบจากแผลเล็ก และแข็งแห้งเกรอะกรังบาดแผลใหญ่

จินไม่สนใจ เขาลุกขึ้นจากเตียงตรงไปยังห้องน้ำ เพื่อชำระล้างคราบต่างๆ ไม่สนใจแม้ความเป็นความตายของหญิงสาวบนเตียง

ใบหน้าของคนรัก แม้จะผ่านไปพันปีก็ยังติดตาอยู่ตลอด...

.............................................................................

ไอเซนกาด เมืองใหญ่ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่เจริญที่สุขในโลก แต่ในสาตาของฮิโรกิตอนนี้ ช่างวุ่นวายจนน่าจะได้ชื่อว่าเมืองที่วุ่นวายสับสนที่สุดในโลก รถม้าวิ่งเข้าวิ่งออกถนนเป็นว่าเล่น ไหนจะผู้คนที่ดูแตกตื่นเหมือนผึ้งแตกรังตลอดเวลา ชาวบ้านต่างพากันหวาดหลัว หนีหายไปจากเมือง บ้างก็มีคนเมืองอื่น เกรงกลัวอำนาจใหม่ของจินจนต้องขอมาอยู่ในไอเซนกาดเพื่อความปลอดภัยของตนเอง ไหนจะเจ้าตัวประหลาดหน้าตาน่าเกลียดเดินไปเดินมาทั่วเมืองนั้นอีก

เด็กหนุ่มทอดมองจากกระจกห้องนอน ได้แต่หวาดหวั่นในใจ ทำไมต้องมีสงคราม ทำไมต้องแย่งชิง ทำไมต้องแก้แค้น...ในเมื่อไม่ได้อะไรที่เสียไปแล้วกลับคืนมา ทำไมถึงยังต้องทำอยู่...

"ไม่ต้องกลัวไปหรอก ฮิโรกิ ไม่มีใครทำอะไรเจ้าได้"

เสียงนุ่มเอ่ย ปลอบประโลมผ่านวงแขนที่สอดเข้ารัดเอวบาง ริมฝีปากอุ่นจรดลงบนซอกคอขาวเนียน

"ข้ารู้..."

ศีรษะของคนตัวบางกว่าซบอิงทิ้งน้ำหนักไปหาอีกคน

"ตอนนี้ไม่มีใครจะต้านทานท่านจินได้อีกแล้ว วงแหวนแห่งไฟปลดปล่อยพันธนาการของซาตาน จินแกร่งมาก ตั้งแต่กลับมาเพียงเดือนเดียวก็ครอบครองอาณาจักรได้ครึ่งหนึ่งของโลกได้ ถึงยังไงศึกนี้เราก็ต้องชนะ..."

"ข้าไม่ห่วงคนอื่นหรอก...เรื่องแพ้ชนะข้าไม่สน..."

ร่างบางพลิกกายกลับมาเผชิญหนาอีกฝ่าย นัยน์ตากลมใสจ้องมองเรียวราวกับจะร้องขอ...

"ข้าสนใจแต่ท่านคนเดียว...ต่อให้ชนะก็เถอะ แต่ท่านนะ...ต้องไม่ตายนะ"

หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะชะงักไป มันกระตุกก่อนจะเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งมองฮิโรกิที่ก้มหน้าซ่อนความเขินอายไว้ยิ่งทำให้ใจสั่น

"ข้าจะไม่ตาย...คนเดียวที่สั่งให้ข้าเป็นตายได้ มีแต่เจ้าเท่านั้นฮิโรกิ"

....................................................................................

"ไม่รู้ตอนนี้จะเป็นยังไงบ้าง!"

เสียงบ่นพึมพำของเอลฟ์น้อยยังคงมีมาให้ได้ฟังเรื่อยๆไม่ขาดหู ตั้งแต่ทัพเล็กที่ถูกส่งไปดูลาดเลาจากเมืองเอลฟ์ไป ไม่สิ ตั้งแต่ซึบาสะลงความเห็นว่าชิงลงมือก่อนเป็นการดีกว่า โดยการส่งให้ ยูอิจิและโชรวมทั้งทหารกองเล็กกองหนึ่ง ไปยังป่าภูติ ดูเหมือนโทโมฮิสะจะกลายเป็นพวกประสาทเสีย บ่นพึมพำได้ทั้งวี่ทั้งวัน หนำซ้ำยังเดินวนไปวนมาให้คนอื่นเวียนหัวแทนอีก

นัยน์ตากลมโตชำเลืองมองออกจากหน้าต่างทุกหนึ่งนาที ใจร้อนรนเฝ้ามองประตูเมืองที่ดูเหมือนจะปิดตายไปแล้ว ใบหน้าไร้เดียงสาเยงน้อยๆ ดวงตาเรียวคมจ้องร่างที่เดินวนไปมา นิ้วเรียวเล็กจับแก้วเซรามิกสีขาวสะอาดบรรจุน้ำชารสเลิศขึ้นจิบ รสชาดขมน้อยๆผสมกลิ่นนุ่มหอมชวนให้ผ่อนคลาย

"มานั่งพักก่อนเถอะฮะ ท่านคงจะเวียนหัวมากแล้ว"

เสียงใสเอ่ยนิ่งๆ ก่อนจะวางถ้วยชาลงจานรองแก้ว โทโมะยิ้มแห้งๆ แม้จะยอมหยุดเดินแต่ก็ไม่สามารถนิ่งถึงขนาดนั่งสงบๆได้ เอลฟ์น้อยเปลี่ยนไปยืนที่ข้างหน้าต่างแทน เสียงหัวเราะเล็กๆเรียกให้โทโมะหันไปมองอีกฝ่าย

"มีอะไรน่าขำหรือท่านคาซึยะ"

นัยน์ตาโตตวัดมองดุๆ เพราะรู้ว่ากำลังถูกล้อเลียนอยู่

"ก็ท่านทำท่าเหมือนจะมีสายฟ้าฟาดลงมาที่ประตูเมืองเช่นนั้น ข้าก็อดขำไม่ได้"

"ก็ข้าเป็นห่วงนี่..."

"ข้ารู้...ข้าก็คิดเช่นเดียวกับท่าน"

สีหน้าสงบนิ่งจนโทโมะข้องใจว่าคาซึยะเป็นกังวลอย่างที่บอกจริงหรือ ทั้งที่คาซึยะเด็กกว่าโทโมะตั้งหลายปี แต่ตอนนี้กลับดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเขาหลายปี  กิริยาที่ดูสง่างามแฝงความเยือกเย็นไม่เหมือนคาซึยะคนเดิม ไม่ใช่ คาซึยะ เจ้าชายน้อยแสนดื้อ เด็กเอาแต่ใจในวันก่อน กลับกลายเป็นชายหนุ่มเต็มตัว แม้อุเอดะจะยืนยันกับโทโมะว่าคาซึยะเอาแต่ใจและซนเป็นที่สุดก็ตาม แต่ท่าทีที่เขาเห็นตอนนี้มันตรงกันข้าม ที่เปลี่ยนไปเป็นผู้ใหญ่ขึ้น อาจเพระาการถูกอาคานิชิ คุมขัง ระหว่างนั้นคงจะเจออะไรมากมายจนเจ้าตัวค่อยๆแกร่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว...

"ไม่ต้องห่วงหรอก...แค่ไปดูเฉยๆนี่ ไม่น่าจะมีอะไร พวกภูติก็ดูสงบดี ไม่น่าจะทำอันตรายท่านพี่ได้หรอก"

คาซึยะยิ้มบางๆ ก่อนจะยกชาขึ้นจิบอีกด้วยท่าทีสบายใจ หากแต่ริมฝีปากอิ่มของอีกฝ่ายเม้มเข้าหากัน คิ้วเรียวขมวดเข้าอย่างขัดเคืองใจ

"มันไม่ใช่แค่ภูตินะสิ ปีสาจของเจ้าอาคา...นั้นอีก"

ดูเหมือนโทโมะจะรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไปก็เมื่อเลยครึ่งประโยคไปแล้ว ริมฝีปากอิ่มรีบเก็บถ้อยคำที่คิดไว้กลืนลงคอไปให้หมด...

"ปีศาจ?...มีปีศาจด้วยหรือท่านโทโมฮิสะ"

"เอ่อ..."

เอลฟ์น้อยรู้สึกผิดที่เผลอพูดเรื่องนี้ออกไป ทั้งๆที่ยูอิจิกำชับทุกคนนักหนาว่าห้ามบอกเรื่องนี้แก่คาซึยะโดยเด็ดขาด

"ใช่...ปีศาจ พวกภูติร่วมมือกับปีศาจน่ะ...ไม่มีอะไรหรอกคาซึยะ เจ้าไม่ต้องห่วง ทุกคนจะปลอดภัย"

โทโมฮิสะรีบพูดก่อนจะหันไปมองประตูเมือง กลบเกลื่อนสายตาล่อกแล่กของคนโกหกไว้ หัวใจของคาซึยะคล้ายจะเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินอีกคำ ที่เจ้าชายเอลฟ์จะพูดเมื่อครู่จะใช่คำว่า อาคานิชิ หรือเปล่าหนอ...

หากใช่ ทำไมเจ้าตัวไม่ยอมบอกเขา แถมยังพูดตัดบทโกหกอย่างไม่แนบเนียนเสียอีก...มีอะไรเกิดขึ้นกันแน่ ปีศาจของอาคานิชิ คืออะไรกัน...

นัยน์ตากลมแอบลอบมองเสี้ยวหน้าขาวนวลของคาซึยะ ดวงตาเรียวไร้แววสดใสต่างจากเคย ท่าทางเหม่อลอยเช่นนั้นทำให้โทโมฮิสะรู้ทันทีว่าเขาโกหกได้ไม่ดีเลย ขอให้คาซึยะอย่าถามอะไรเขาอีกเลย...ไม่งั้นโทโมฮิสะต้องหัวใจวายแน่ๆ

จิน...

ท่านอยู่ที่ไหนกัน...
.............................................................................

นานหลายวันหลังจากกองทัพเล็กจากเมืองเอลฟ์ไป ไร้วี่แววข่าวสารใดๆ พระราชวังหลวงราวกับถูกสาปไว้ในความเงียบและมืดมิด ชาวเมืองต่างหลบหลี้อยู่ในบ้านตั้งแต่ได้ยินข่าวลือจากชาวต่างเมือง สงครามกำลังเริ่มต้นอย่างแท้จริง อาคานิชิกลับมาแล้ว และจะฆ่าทุกคนที่เคยคิดกบฏต่อเขา...

แสงจันทร์ยามคืนเดือนหงายสาดแสงสลัวบนท้องฟ้าขมุกขมัว บ้านเมืองสงบเงียบเช่นปกติ แต่เหน็ดหนาวอย่างประหลาดทั้งที่เป็นฤดูร้อน...

ประตูบานใหญ่แง้มออกเล็กน้อย แสงจากตะเกียงสาดไล่ความมืดไปอย่างรวดเร็ว ร่างสูงโปร่งค่อยย่องเข้ามาในห้องอย่างระวัง เขาสาวเท้ามายังเตียงสีขาวกว้างขวางที่ดูแคบไปถนัดตาเมื่อมีสองร่างนอนอิงแอบกันบนนั้น ร่างโปร่งค่อยๆวางตะเดียงลงบนโต๊ะไม้ข้างเดียง เขาโน้มลงมาหาสองร่างบนเตียง เพื่อสำรวจให้แน่ใจว่าทั้งสองหลับสนิท

นิ้วมือเรียวยาววาดไล่ลงบนแก้มนุ่มแผ่วเบา ก่อนโน้มลงหา ริมฝีปากอุ่นแตะลงบนใบหูเรียวแหลมแผ่วเบา หากแต่สร้างความรำคาญให้คนกำลังหลับได้มากมาย

"โทโมฮิสะ..."

เสียงนุ่มกระซิบแผ่ว นัยน์ตาคมลอบมองอีกฟากของเตียงเป็นระยะ เขาไม่ต้องการให้อีกคนตื่นขึ้นมาตอนนี้...

"ตื่นเถอะ...โทโมฮิสะ"

เอลฟ์น้อยขยับตัวขยุกขยิก มือน้อยปัดไล่ลมอุ่นข้างหูที่ชวนจั๊กจี้ออก ก่อนจะพลิกกายหนีไปอีกด้าน แต่หลังจากนั้นไม่กี่วินาที จู่ๆร่างโปร่งบางก็ลืมตาโพลงขึ้นมาเหมือนพึ่งนึกอะไรบางอย่างได้